|
การส่งออก
กับการขยายตัวของเศรษฐกิจ
เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2545 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไปร่วมกิจกรรมกับบริษัท เมอร์ริล ลินช์ ภัทร จึงพลาดโอกาสไม่ได้เข้าร่วมสัมมนาของ ทีดีอาร์ไอ ซึ่งตามรายงานข่าวได้ให้ความสำคัญกับการลดสัดส่วนของการส่งออกต่อจีดีพีลงจาก 66% ให้เป็น 55% ในขณะที่การนำเข้าก็ต้องลดลงอย่างมาก จนสามารถเกินดุลบัญชีเดินสะพัดไปจนกระทั่งปี 2550 ผมคิดว่า ประเด็นไม่ใช่ว่าเราต้องการให้การส่งออกเป็นสัดส่วนของจีดีพีลดลง เพราะยิ่งส่งออกมากก็ยิ่งมีรายได้มาก (ซึ่งเราก็จะสามารถนำเอาเงินตราต่างประเทศ ไปซื้อสินค้านำเข้า เพื่อการลงทุนและเพื่อต้องการบริโภคได้ตามความต้องการ) ที่สำคัญคือ การส่งออกเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการแข่งขันอย่างดีของประเทศ ยิ่งเราสามารถขยายตลาดในต่างประเทศได้มาก ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่า เรามีความสามารถในการแข่งขันสูง กล่าวคือ การส่งออกเป็นสิ่งที่ยากยิ่ง ดังนั้น จึงเป็นเครื่องวัดความสำเร็จของสินค้าและบริการ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงอยากเห็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์สามารถขยายในตลาดต่างประเทศได้ เป็นต้น แต่ ปัญหา คือ การส่งออกมีความเสี่ยงมาก เพราะตลาดโลกมีความไม่แน่นอนสูง และยังมีการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะจากจีน ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่า มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำที่สุดในโลก เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงกว่าการส่งออกจะไม่สามารถขยายตัวได้ในระดับสูง (20-25% ต่อปี) เช่นแต่ก่อน จึงไม่สามารถเป็นหัวจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้ขยายตัวในระดับ 5-6% ซึ่งเป็นการขยายตัวที่เหมาะสมได้ ประเด็นคือ หากในความเป็นจริงแล้ว การส่งออกของไทยจะขยายตัวได้ในระดับต่ำ เราจะหันมาพึ่งพาเงื่อนไขหรือตัวแปรอะไรบ้างที่จะทำให้เรายังจะรักษาระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ระดับ 5-6% ต่อปีเอาไว้ได้อย่างยั่งยืน เงื่อนไขที่สำคัญ คือ การลดการพึ่งพาการนำเข้าลงไปด้วยเพื่อให้ประเทศไทย ยังมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องนั่นเอง หมายความว่า การนำเข้าเป็นการสูญเสียรายได้ แต่การส่งออกเป็นการสร้างรายได้ ดังนั้น หากการส่งออกชะลอตัวลง การนำเข้าก็ต้องชะลอตัวลงด้วย เพื่อให้การส่งออกสุทธิ ไม่ลดลง ดังนั้น มองอีกมุมหนึ่งนั้น เราไม่ได้ลดการพึ่งพาต่างประเทศลงมากนัก เพราะยังต้องการการส่งออกสุทธิที่อยู่ในระดับสูง แนวคิดเช่นนี้ ไม่ได้ผิดอะไร แต่ผมมีข้อสังเกตดังนี้ 1. เราไม่ควรจะหันมานึกถึงมาตรการ เพื่อกีดกันการนำเข้า เพื่อให้การส่งออกสุทธิเพิ่มขึ้น เพราะการกีดกันการค้า มักจะทำให้เกิดการตอบโต้ในทำนองเดียวกันจากคู่ค้าของเรา ซึ่งเราอยู่ในฐานะได้เปรียบอยู่แล้ว (เนื่องจากเราเกินดุลกับเขาอยู่ในขณะนี้) นอกจากนั้น หากสินค้าในประเทศยังไม่มีคุณภาพดีจริง การบังคับให้ผู้ผลิตหรือผู้บริโภคไทยต้องใช้สินค้าที่คุณภาพด้อยกว่าในราคาที่สูงกว่าคู่แข่งในต่างประเทศ ก็จะทำให้การส่งออกของไทยหดตัวลงได้โดยเร็ว และผู้บริโภคไทยก็จะเสียเปรียบผู้บริโภคชาติอื่นๆ จนคนรวยบางคนต้องไปท่องเที่ยวต่างประเทศ เพื่อให้ได้มา ซึ่งคุณภาพของสินค้า และบริการที่ทัดเทียมกัน 2. ความต้องการให้มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดนั้น เป็นเพราะเรากลัวที่จะเผชิญกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งจะต้องพึ่งพาเงินทุนไหลเข้ามา ทดแทนการที่เราไม่กล้าพึ่งการไหลเข้าสุทธิของเงินทุนจากต่างประเทศนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราไม่เห็นลู่ทางการลงทุนในประเทศมากนัก ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชนมีสัดส่วนเพียง 15% ของจีดีพี เมื่อเทียบกับ 30% ในสมัยที่เศรษฐกิจไทยเฟื่องฟูสูงสุด ประเด็นคือ หากเรามีสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีต่ำ เศรษฐกิจจะขยายตัวในอัตราสูงถึง 5-6% ได้จริงหรือไม่ เพราะในระยะยาวนั้น อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจะถูกกำหนดโดยการลงทุนไม่ใช่การบริโภค กล่าวโดยสรุปคือ สัดส่วนของการส่งออกที่ลดลง แต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นนั้น สามารถทำได้ แต่มีความยากลำบากในระดับหนึ่ง เพราะต้องพัฒนาสินค้าภายในประเทศที่มีคุณภาพสูงมาทดแทนการนำเข้าโดยอาศัยเม็ดเงินทุนที่จำกัด กล่าวคือ การลงทุนต้องทำอย่างมีคุณภาพสูงเช่นกัน หากประเทศไทยสามารถทำได้ดังที่ ทีดีอาร์ไอ นำเสนอก็จะเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและมีคุณภาพอย่างแท้จริง ซึ่งประเทศไทยจะทำได้หรือไม่นั้น น่าจะขึ้นอยู่กับการพัฒนาปัจจัยการผลิต (แรงงาน ที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ) และการมีระบบธุรกิจที่ดี (การคอรัปชั่นต่ำ ระบบคุ้มครองทรัพย์สินที่มีประสิทธิภาพ ฯลฯ) ซึ่งเป็นปัญหาระยะกลางและระยะยาว ที่จะต้องมีมาตรการและนโยบายมารองรับอย่างเป็นระบบ สำหรับระยะสั้นนั้น คำถามที่นักลงทุนชอบถามมากที่สุด รองจากคำถามว่า ประเทศไทยจะแข่งขันกับจีนอย่างไร คือ คำถามว่า การกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศจะมีความต่อเนื่องได้มากน้อยเพียงใด คำตอบส่วนใหญ่จะพยายามเปรียบเทียบว่ายอดขายรถหรือยอดขายบ้านในขณะนี้ ยังเป็นสัดส่วนเพียง 2 ใน 3 หรือ 1 ใน 3 ของยอดขายสมัยเศรษฐกิจฟองสบู่ ดังนั้น กำลังซื้อยังจะพอมีอยู่ในปีหน้าและอาจต่อเนื่องถึงปีถัดไป สำหรับผมนั้น คำตอบคือ การกระตุ้นแรงซื้อภายในประเทศ จะทำได้จนกว่าการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะหมดลง หากไทยเริ่มขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะมีเงินทุนไหลเข้ามาในประเทศอย่างมากการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็จะมีความต่อเนื่อง แต่หากไทยไม่สามารถดึงดูดเงินทุนเข้ามาในประเทศได้ (หรือไม่ต้องการพึ่งเงินทุนจากต่างประเทศ) การขยายตัวทางเศรษฐกิจก็จะชะลอตัวลง เมื่อการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดหมดลง (และไม่มีเงินทุนไหลเข้า) การจะกระตุ้นให้อุปสงค์ในประเทศเพิ่มขึ้นต่อไป เพื่อกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ ย่อมจะทำให้การนำเข้าต้องเพิ่มขึ้นด้วย (ในประเทศไทยนั้น ทุกๆ 100 บาท ที่มีการบริโภคมากขึ้น น่าจะมีสัดส่วนของการนำเข้าประมาณ 20-30 บาท) แต่ หากความต้องการเงินตราต่างประเทศ เพื่อมาซื้อสินค้านำเข้าดังกล่าว ไม่ได้รับการตอบสนอง เพราะรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ (ซึ่งมาจากการส่งออก) ไม่เพียงพอ ค่าเงินบาทจะเริ่มอ่อนตัวลง ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยในการทำสวอปปรับตัวขึ้น อันจะส่งผลให้ดอกเบี้ยในตลาดเงินขยับขึ้นไปด้วย ทั้งนี้ เมื่อค่าเงินบาทอ่อนลง ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็อาจส่งสัญญาณปรับดอกเบี้ยขึ้นอีกด้วย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความต้องการอสังหาริมทรัพย์และสินค้าบริโภคถาวรอื่นๆ หากธปท. ไม่ต้องการให้ค่าเงินอ่อน และยอมขายเงินตราต่างประเทศ (ที่เก็บเอาไว้เป็นทุนสำรอง) ออกมาให้ผู้นำเข้า ปริมาณเงินบาทในระบบก็จะลดลง อันจะเป็นผลให้สภาพคล่องในระบบลดลงนั่นเอง จึงกล่าวได้ว่า การบริโภคภายในประเทศจะต่อเนื่องหรือไม่ ก็ยังต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก และความสามารถในการแข่งขันกับตลาดโลก ซึ่งมีส่วนสำคัญในการกำหนดการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทยครับ
|
| กลับหน้าแรก |