คนไทยได้-เสียอะไร

เวทีเอเปค : โดย สมพันธ์ เตชะอธิก     กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  5  มิถุนายน 2546

ดวงไฟกว่า 70,000 ดวง ส่องสว่างไสวในเมืองขอนแก่น พร้อมตึกที่ทาสีใหม่ 300 หลังคาเรือน ป้ายผ้า คัตเอาต์ ยินดีต้อนรับสู่ APEC ราว 700 ป้าย และไดโนเสาร์ผูกผ้าขาวม้าแบบผิดเผ่าพันธุ์ภูเวียง คือไปเอาไดโนเสาร์คอสั้นกินเนื้อ T-REK มาเป็นสัญลักษณ์แทนไดโนเสาร์คอยาว BRONTOSAURUS ไดโนเสาร์พันธุ์กินพืช ในพื้นที่อันเป็นการให้ความรู้ผิดๆ และไม่เข้าใจรากเหง้าวัฒนธรรมท้องถิ่น แม้กระทั่งไดโนเสาร์ยังต้องเป็นของนอก

ความพยายามเป็นเจ้าบ้านที่ดีของคนเมืองขอนแก่นได้รับการเชื้อเชิญจากผู้ว่าราชการจังหวัด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายก อบจ. นายกเทศมนตรี ทำนอง "ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ"

ในเมื่อผู้อาวุโสและรัฐมนตรีของ 21 เขตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้เลือกเมืองดอกคูณเสียงแคน เป็นเจ้าภาพสถานที่จัดประชุม โดยที่จังหวัด และท้องถิ่นไม่อาจกล้ำกลาย เข้าสู่ประตูเนื้อหาและการจัดการใดๆ เลย

อันทำให้หอการค้า 19 จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องทำหนังสือถึงรัฐบาลขอมีส่วนร่วมบ้าง แต่ก็ได้รับเกียรติร่วมสังเกตการณ์ในที่ประชุมร่วมต้อนรับ และร่วมงานเลี้ยงเท่านั้น

โดยไม่อาจรู้ลึกซึ้งว่า APEC คืออะไร มีผลต่อคนขอนแก่น คนอีสานและประเทศไทยอย่างไร?

APEC หรือชื่อเต็มว่า Asia-Pacific Economics Coorperation แปลเป็นไทยว่า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2532 เพื่อพึ่งพาทางเศรษฐกิจ ซึ่งกันและกัน โดยเน้นความเจริญเติบโต ในลักษณะเปิดการค้าเสรีที่ไม่ปิดกั้นการค้าจากภายนอก รวมทั้งกระตุ้นให้ผู้ที่มิได้เป็นสมาชิกเอเปคเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนด้วย

สมาชิกมี 21 เขตเศรษฐกิจไม่ได้ใช้คำว่าประเทศ เพราะฮ่องกง จีน ไทเป มีฐานะเป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญ บวกกับสมาชิกอื่นๆ ประกอบด้วยออสเตรเลีย บรูไน ดารุสซาลาม แคนาดา ชิลี สาธารณรัฐประชาชนจีน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเชีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ ไทย สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม

คนขอนแก่น จึงดูไม่แปลกหูแปลกตามากนัก เพราะไม่ใช่คนผิวขาว ผิวดำมาเดินในเมืองมากมายอะไร แต่มีคนผิวเหลืองคล้ายคลึงคนท้องถิ่น มารวมกันและบรรยากาศก็ไม่คึกคักอะไรนัก

APEC เป็นเวทีเพื่อความร่วมมือบนพื้นฐานของฉันทามติ และความสมัครใจ ไม่มีการเจรจา แต่บางคนก็ไม่เชื่อ เพราะคนค้าขายมาเจอกัน คงอดล็อบบี้กันไม่ได้ (ในบางกรณีที่ประชุมพหุภาคีไม่มีข้อตกลงร่วม แต่ทวิภาคีหรือไตรภาคีอาจตกลงกันได้) เมื่อมีข้อตกลงกันก็นำไปเสนอ WTO ต่อให้มีมติมาปฏิบัติกันในหมู่สมาชิก

ตั้งแต่มี APEC มา ผลการประชุมมีสาระสำคัญๆ คือ มีหลักการเพื่อประชาชนเพิ่มการไหลเวียนของทุนและเทคโนโลยี สร้างความแข็งแกร่งแก่ระบบการค้าพหุภาคีแบบเปิด ลดอุปสรรคทางการค้าและการบริการ

ในปี 2537 มีแถลงการณ์โบกอร์ว่าด้วยเจตนารมณ์ร่วมของ APEC ที่จะเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนในภูมิภาคภายในปี พ.ศ.2553 สำหรับสมาชิกที่พัฒนาแล้ว และปี พ.ศ.2563 สำหรับสมาชิกกำลังพัฒนา โดยต้องเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน มี 14 สาขา การอำนวยความสะดวกและร่วมมือด้านเศรษฐกิจและวิชาการ มี 13 สาขา โดยมีความร่วมมือ ECOTECH กว่า 300 โครงการ เรียกว่า เป็น 3 เสาหลักของ APEC

ปี พ.ศ.2540 มีการเห็นชอบให้เปิดเสรีล่วงหน้า ก่อนกำหนดตามความสมัครใจ 15 สาขา เช่นอุปกรณ์สิ่งแวดล้อม เครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ โทรคมนาคม อัญมณี และเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ไม้ ของเด็กเล่น เคมีภัณฑ์ เป็นต้น

ปี พ.ศ.2542 APEC สนับสนุนให้มีการยกเลิกการอุดหนุน และการห้ามการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งปวง

พ.ศ.2543 พัฒนาความเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ระหว่างวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

พ.ศ.2548 กำหนดให้เป้าหมายประชากรในภูมิภาคเข้าถึงระบบ Internet 3 เท่า และเข้าถึงทั้งหมดในปี 2553

ทั้งหมดเป็นภาพกว้างๆ ของการประชุม APEC ซึ่งดูท่าไม่เกี่ยวอะไรกับคนไทยนัก แต่รัฐบาลไทยก็คาดหวังว่า จะได้ประโยชน์ด้านอำนวยความสะดวก และลดอุปสรรคทางการค้า เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้า - ส่งออกร้อยละ 5 ภายในปี พ.ศ.2549 นอกจากนั้น ก็เป็นเรื่องการท่องเที่ยวและการเผยแพร่วัฒนธรรม สิ่งที่น่าสนใจ/ประทับใจ เพื่อการลงทุนในอนาคต

โดยเหตุที่จังหวัดขอนแก่นเป็นเจ้าภาพการประชุม จึงมีโอกาสได้รับงบประมาณ มาปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ทั้งสนามบิน สถานีรถไฟ ถนน 6 เลน การปรับปรุงภูมิทัศน์ และตกแต่งเมืองสำคัญๆ อีกกว่า 32 ล้านบาท และให้จัดตั้งศูนย์อำนวยการและคณะทำงานต่างๆ อีก 9.8 ล้านบาท โรงแรมต่างๆ ได้ขายห้องในราคาสูงและมีคนพักกว่า 60% แต่ไม่มากเท่าที่คาดการณ์ไว้

นอกจากจะมองเชิงผลประโยชน์ที่ได้รับแล้ว ยังมีผู้คนขอนแก่นอีกหลายกลุ่มมองว่า คนขอนแก่นและคนไทย น่าจะเสียประโยชน์จาก APEC ด้วย เพราะผลประโยชน์ APEC จะถูกส่งต่อไปจัดทำข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการ หรือ GATT ในกรอบของ WTO

เป็นต้นว่า การค้าแบบแข่งขันเสรีที่เปิดโอกาส 21 เขตเศรษฐกิจ เข้ามาค้าขายได้ในขอนแก่น และทุกจังหวัดทั่วประเทศ เมื่อเกิดร้านแมคโคร โลตัส ก็ส่งผลให้ร้านค้าปลีก (ร้านโชห่วย)ต่างๆ ค้าขายได้น้อยลง ส่งผลให้ต้องขาดทุนเกิดหนี้สิน ล้มละลายและต้องปิดกิจการลง ด้วยเหตุนี้หอการค้า 19 จังหวัด ภาคอีสานจึงพยายามมีข้อเสนอ ให้เปิดช่องทางความอยู่รอด ของร้านค้าปลีก และบางจังหวัด ขอกั้นเขตไม่ให้ห้างใหญ่ของต่างชาติเข้าไปในจังหวัด เช่น สกลนคร ร้อยเอ็ด เป็นต้น

ทางด้านสุขภาพเกิดผลกระทบการถูกแย่งทีมสุขภาพ แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล ไปอยู่ในโรงพยาบาลเอกชน ทั้งของไทยและต่างชาติ เพราะได้ค่าตอบแทนสูงกว่า ทำให้ขาดแคลนแพทย์ในชนบทอย่างรุนแรงในช่วงปี พ.ศ.2536-2540 ขณะที่ประชาชนต้องจ่ายค่าบริการแพง

อุตสาหกรรมยาในประเทศไทย ส่วนใหญ่มีชาวต่างชาติเป็นเจ้าของ การให้สิทธิบัตรยาย่อมเสี่ยงต่อความเสียหาย สิทธิผูกขาด ทำให้ประชาชนต้องใช้ยาที่มีราคาแพงขึ้น

ผู้ป่วยไม่สามารถเข้าถึงยาโดยเฉพาะผู้ป่วยเอดส์ นอกจากนี้คนไทยยังไม่สามารถวิจัย และพัฒนายาในประเทศไทยได้ เนื่องจากถูกการใช้สิทธิบัตรยา เป็นเครื่องมือในการผูกขาดยา รวมทั้งไม่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพราะมีการปกปิดข้อมูล และความสลับซับซ้อน ของการผสมยาหลายตัวเข้าด้วยกัน

ด้านการเกษตรมีข้อตกลงต้องเปิดตลาดนำเข้าสินค้าเกษตร โดยลดภาษีร้อยละ 10 ทุกรายการ ภายในปี 2548 ลดการอุดหนุนการผลิตในประเทศร้อยละ 13 เดินไทยอุดหนุน 22,000 ล้านบาท จะลดลงเหลือ 19,000 ล้านบาท ในปี พ.ศ.2547 ลดการอุดหนุนการส่งออกร้อยละ 14 ภายใน 10 ปี แต่ไทยไม่มีข้อนี้จึงไม่กระทบ และไม่สามารถให้การอุดหนุน การส่งออกใดๆ ได้ต่อไป

ด้วยเหตุนี้จึงมีข้อเสนอเบื้องต้นจากประชาคมขอนแก่น หอการค้า องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ และผู้นำชุมชนส่วนหนึ่ง ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการค้าแบบแข่งขันเสรี ที่เอื้ออำนวยความสะดวก ให้กับการลงทุนจากประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ที่มีอำนาจเหนือกว่า ทั้งความรู้เทคโนโลยีเงินทุน ความชาญฉลาดแบบได้เปรียบกว่า และความไม่รู้เท่าทันของรัฐบาลไทย ดังนี้ คือ

ด้านยาราคาแพง การวิจัยและพัฒนาการถ่ายทอดโนโลยี

1.ยามีราคาแพงและผู้ป่วยเข้าไม่ถึงยา ควรมีตัวแทนทุกภาคส่วน และความร่วมมือแบบหุ้นส่วนทั้งภายในประเทศ และภูมิภาคเพื่อติดตาม และควบคุมราคายา ส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ควบคุมการโฆษณาอย่างจริงจัง จัดระบบฐานข้อมูลราคายา ที่เรียกใช้ได้ตลอดเวลาสร้างระบบที่ผู้บริโภค สามารถซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีสิทธิบัตรในราคาถูก โดยเฉพาะยาต้านไวรัสเอชไอวี ที่เป็นยาที่ผู้ติดเชื้อต้องใช้ตลอดชีวิต

2.การวิจัยและพัฒนา จัดตั้งกองทุนวิจัย และพัฒนายา จากการหักเงินจากยอดขายยาสิทธิบัตร เน้นยาสมุนไพรอย่างครบวงจร ยกเว้นหรือลดภาษีการนำเข้าวัตถุดิบในการผลิต เครื่องจักรอุปกรณ์ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมในประเทศ โดยคนไทยรวมทั้งส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี มีการสรุปย่อองค์ความรู้ และแบ่งปันผลประโยชน์สู่ชุมชน

ด้านการค้าปลีก(ร้านโชห่วย)

3.ควรมีการแบ่งพื้นที่/โซน ในเขตนอกเมือง หรือเขตเศรษฐกิจที่ประชากรมีกำลังซื้อ (ฐานะดี) เพื่อเปิดโอกาสให้ร้านโชห่วยอยู่รอด ในพื้นที่เขตชุมชนหรือเขตเมือง

4.ขอความร่วมมือจากผู้ผลิต/ผู้จัดจำหน่าย ให้จำหน่ายสินค้าที่จำเป็น เช่น ยาสระผม สบู่ ฯลฯ ให้จำหน่ายได้เฉพาะธุรกิจค้าปลีกของไทยเท่านั้น

ด้านนโยบายการเกษตร และการเปิดเสรีการเกษตร

5.การอุดหนุนเพื่อความมั่นคงทางอาหาร และระบบการเกษตรอินทรีย์ยั่งยืน จะต้องไม่ถูกจำกัด หรือปรับลดเพดานวงเงิน ในการสนับสนุน

6.กำหนดมาตรการโควตาภาษี เพื่อสกัดกั้นสินค้าที่มีความเสี่ยง ต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม เช่น สินค้าเกษตร ที่ผลิตจากการตัดต่อยีน (GMOs) และไม่ให้ใช้มาตรการโควตาภาษี กับเกษตรกรรายย่อยมีผลิตเกษตรอินทรีย์

คนไทยในส่วนรัฐบาล ผู้ประกอบการทางธุรกิจขนาดใหญ่ อาจได้ประโยชน์จากการค้าเสรีภายใต้เวที APEC และ WTO แต่ผู้ค้าปลีก เกษตรกร ประชาชนโดยทั่วไปต้องได้รับผลกระทบ จากการค้าแบบแข่งขันเสรีที่ไม่เท่าเทียมกัน ในที่ประชุม 21 เขต เศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลถึงคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม

ทำอย่างไรเศรษฐกิจทุนนิยมเสรี กับเศรษฐกิจพอเพียงจะอยู่ควบคู่กันได้จริง โดยไม่ส่งผลกระทบ เฉกเช่นที่เห็นเป็นอยู่ และจะรุนแรงเสียเปรียบในอนาคต

หน้า 6 

กลับหน้าแรก