การเปิดเผยข้อมูลของธนาคารกลาง

ทัศนะ : อูฐแบกแดด   กรุงเทพธุรกิจ    วันที่  19  พฤษภาคม 2546

Asiaweek เคยสำรวจอัตราเงินเดือน ของผู้บริหารประเทศต่างๆ จำนวน 13 ประเทศ ในส่วนของผู้ว่าการธนาคารกลาง พบว่า ไทยเป็นเพียงประเทศเดียว ที่ไม่มีข้อมูล เกี่ยวกับเงินเดือน ของผู้ว่าการธนาคารกลาง 

ได้ทราบว่าประเทศไทยได้มีคณะกรรมการบรรษัทภิบาลแห่งชาติแล้ว โดยมีหน่วยงานหลายแห่งรวมทั้ง ธปท.มีหน้าที่ดูแล จึงอยากจะตั้งข้อสังเกตให้เห็นว่า หน่วยงานที่ดูแลนั้นมีระบบธรรมาภิบาลแล้วหรือยัง?

ผู้เขียนได้ใช้เวลาในการศึกษามาเป็นเวลานานพอสมควร เกี่ยวกับระบบการเปิดเผยข้อมูลของต่างประเทศ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับไทย โดยเป็นงานศึกษาหน่วยงานที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน การศึกษาข้อมูลของผู้เขียนยังไม่เสร็จสิ้น

แต่ประสงค์จะนำข้อมูลเฉพาะหน่วยงานที่ศึกษาแล้วออกนำเสนอก่อน คือหน่วยงานประเภทธนาคารกลาง โดยในบทความนี้จะแสดงให้เห็นถึงการเปิดเผยข้อมูลของธนาคารกลางในประเทศต่างๆ เปรียบเทียบกับกรณีของไทย แม้ว่าในการศึกษาจริงผู้เขียนจะได้ใช้ข้อมูลประเภทสิ่งพิมพ์เป็นหลัก แต่ในการเขียนบทความ ผู้เขียนจะอ้างอิงจากเวบไซต์ทั้งหมด เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถค้นหาข้อมูลได้สะดวก

หลายท่านอาจจะสงสัยว่า ธรรมาภิบาลนี้คืออะไร ธรรมาภิบาลนั้นมีส่วนสำคัญอยู่ 2 ประการ

ประการแรก องค์การนั้นมีการบริหารกิจการด้วยความรับผิดชอบต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เช่น ถ้าเป็นบริษัทก็จะต้องบริหารงานเพื่อสนองประโยชน์อย่างสมดุลระหว่างลูกค้า ผู้ถือหุ้น และพนักงาน เป็นต้น

ประการที่สอง หน่วยงานที่มีธรรมาภิบาลจะต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส โดยทั่วไปก็มักจะเป็นการเปิดเผยข้อมูลในรายงานประจำปี มูลของธนาคารกลางในประเทศตะวันตกว่ามีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบุคลากรให้สาธารณชนทราบมากน้อยเพียงใด เพื่อที่อย่างน้อยจะได้ใช้ในการขอร้องให้ธนาคารกลางของไทยเปิดเผยข้อมูลในลักษณะเดียวกัน

โดยผู้เขียนจะยกตัวอย่างประเทศต่างๆ ดังนี้

1.สหรัฐอเมริกา

ในสหรัฐอเมริกานั้น ถ้าจะกล่าวในเชิงกฎหมาย ผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐ ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเงินเดือนของตนให้สาธารณชนทราบ เนื่องจากต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินประจำปีอยู่แล้ว แต่เหตุที่มีการเปิดเผยก็ด้วยความสมัครใจของผู้ดำรงตำแหน่งที่ต้องการจะให้สาธารณชนเห็นถึงความโปร่งใส

นอกจากนั้นแล้ว การที่ผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐ มิได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาล แต่ขึ้นอยู่กับรัฐสภา ต้องไปรายงานสถานการณ์ทางเศรษฐกิจให้สมาชิกรัฐสภาทราบอยู่เป็นประจำ สมาชิกรัฐสภาสามารถจะถามเรื่องนี้แทนประชาชนได้อยู่แล้ว เนื่องจากรัฐสภาสหรัฐนั้น ค่อนข้างจะเข้มงวดเรื่องค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุคลากรของรัฐ จึงเป็นการเหมาะสมที่จะเปิดเผยให้สาธารณชนได้ทราบ

ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ Sanfrancisco business journals กล่าวว่า นายอลัน กรีนสแปน ผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา มีรายได้ 166,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ใครก็คงจะไม่เชื่อว่า นายอลัน กรีนสแปน ได้รับเงินเดือนเพียงระดับผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. คือ 166,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือคิดเป็นเงินไทย (ที่อัตรา 43 บาทต่อ 1 ดอลลาร์) 7,168,100 บาทต่อปี หรือเดือนละประมาณ 597,341 บาท ใกล้เคียงกับระดับผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.ซึ่งได้รับเงินเดือนขั้นต้นเดือนละ 590,000 บาท (ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 20 ธ.ค.45)

แต่ขอให้สังเกตว่า การเปรียบเทียบนี้ยังไม่ทราบว่า ระดับรองผู้ว่าการ กับระดับผู้ว่าการ ธปท.ว่าได้รับเงินเดือนเท่าไร อันที่จริงแล้ว เงินเดือนของใครจะมากน้อยเพียงใดยังไม่เป็นปัญหาในชั้นนี้มากไปกว่าปัญหาที่ว่า "ได้มีการเปิดเผยข้อมูลหรือไม่"

2.อังกฤษ

ประเทศอังกฤษมีการเปิดเผยข้อมูลในรายงานประจำปี และเปิดเผยข้อมูลละเอียดถึงสวัสดิการของพนักงาน เช่น จากรายงานประจำของปี 2543 ระบุว่า ผู้ว่าการของธนาคารกลางแห่งประเทศอังกฤษ มีรายได้ปีละ 238,491 ปอนด์ต่อปี หรือปีละ 16,455,879 บาท (คิดที่อัตราปอนด์ละ 69 บาท) หรือเดือนละ 1,371,323 บาท (ประเทศอังกฤษมีรายได้ต่อคนสูงกว่าไทยประมาณ 10 เท่า)

นอกจากนั้น ในรายงานประจำปีดังกล่าวยังระบุว่า ได้มีการยกเลิกเงินสวัสดิการประเภทเงินให้กู้เพื่อซื้อบ้าน และเงินให้กู้ยืมประเภทเพื่อการศึกษา สำหรับค่ารักษาพยาบาลนั้น ไม่ว่าจะเป็นระดับผู้ว่าการหรือพนักงานทั่วไป จะใช้ระบบประกันสุขภาพ

3.แคนาดา

ประเทศแคนาดามีการเปิดเผยข้อมูลของกรรมการ และผู้ว่าการธนาคารกลางไว้ในเวบไซต์ของธนาคาร โดยในเวบไซต์ดังกล่าว ได้ระบุว่า กรรมการธนาคารกลางจะมีรายได้ประมาณปีละ 7,300-8,600 ดอลลาร์แคนาดา (219,000-258,000 บาท คิดที่ 30 บาทต่อดอลลาร์) และค่าเบี้ยประชุมครั้งละ 565-665 ดอลลาร์แคนาดา (16,950-19,950 บาท)

สำหรับผู้ว่าการธนาคารกลางของแคนาดานั้น มีรายได้ปีละ 313,200-368,500 (9,396,000-11,055,000 บาท) หรือคิดเป็นประมาณเดือนละ 783,000-921,250 บาท

4.ประเทศอื่นๆ

นิตยสาร Asiaweek เคยสำรวจอัตราเงินเดือนของผู้บริหารประเทศต่างๆ จำนวน 13 ประเทศ ในส่วนของผู้ว่าการธนาคารกลาง พบว่า ไทยเป็นเพียงประเทศเดียวที่ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเงินเดือนของผู้ว่าการธนาคารกลาง

ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า ประเทศขนาดใหญ่เช่นประเทศจีน ผู้ว่าการธนาคารกลางมีรายได้เดือนละ 107 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,601 บาท และผู้ว่าการธนาคารกลางของอินเดีย มีรายได้เดือนละ 825 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณเดือนละ 35,475 บาท)

ผู้เขียนมีความเห็นว่า ธนาคารกลางของไทยควรจะมีนโยบายในการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ของบุคลากร มิใช่เพียงเพราะว่าประเทศอื่นๆ มีการเปิดเผยกันหมดแล้ว แต่เพื่อประโยชน์แก่สังคม ดังนี้

ประการแรก เพื่อเป็นตัวอย่างแก่หน่วยงานของรัฐที่มีการเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนทราบ ทุกวันนี้รัฐบาลได้มีการจัดตั้งหน่วยงานของรัฐขึ้นมาหลายหน่วยงาน หน่วยงานเหล่านี้ต่างก็ไม่เปิดเผยรายได้ของผู้บริหารระดับสูงทั้งสิ้น

ประการที่สอง เพื่อความเป็นธรรมแก่สังคม ทั้งนี้ เนื่องจากระบบเงินเดือนค่าจ้างของ ธปท.เป็นระบบปิด จะขึ้นเงินเดือนมากเพียงใด หรือมีโครงสร้างเงินเดือนอย่างไรก็ได้ โดยไม่มีหน่วยงานใดจะควบคุมได้ ดังนั้น การเปิดเผยข้อมูลจึงถือเป็นทางเดียวที่สาธารณชนจะควบคุม และมิให้เกิดความลักลั่นกับหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ เพราะอัตราเงินเดือนของข้าราชการก็มีการเปิดเผย แม้แต่อัตราเงินเดือนของรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีก็มีการเปิดเผยกันแล้ว

นอกจากนั้นแล้ว การเปิดเผยข้อมูลด้านบุคลากร ยังจะเป็นการให้ข้อมูลแก่ประชาชนทั่วไป ที่ประสงค์จะเข้ามาทำงาน ทุกวันนี้คาดว่า คนทั่วไปยังเข้าใจผิดอย่างที่คิดว่า ธปท.จ่ายเงินเดือนในอัตราต่ำ เป็นเหตุให้ผู้สมัครงานจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มที่ทราบข้อมูลลวงในส่วนลูกหลานของบุคคลทั่วไป ไม่มีโอกาสที่จะทราบข้อมูลเหล่านี้

ประการที่สาม เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในผลประโยชน์ (Conflict of Inkkterest) เช่น เจ้าหน้าที่ของธนาคารกลาง อาจจะไม่กล้าออกนโยบายเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูล เกี่ยวกับบุคลากรให้สถาบันการเงินปฏิบัติ

และประการที่สี่ เพื่อให้สาธารณชนสามารถประเมินได้ว่า ธนาคารกลางทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มกับเงินเดือนหรือไม่

ผู้เขียนเห็นว่า ไม่น่าจะมีเหตุผลใดที่ธนาคารกลางของประเทศไทยจะมีเหตุผลที่จะปกปิดข้อมูล แต่กลับเห็นว่า มีเหตุผลสนับสนุนอย่างหนักแน่น ที่ธนาคารกลางจะต้องเป็นผู้นำในเรื่องธรรมาภิบาล ทั้งนี้ ผู้ที่ควรจะเป็นผู้พิจารณาตามหน้าที่ก็คือ กรรมการของธนาคารกลางนั่นเอง

 

กลับหน้าแรก