การพัฒนาที่ยั่งยืน ยั่งยืนอย่างไร?

โดย สุเมธ แสงนิ่มนวล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร   มติชนรายวัน  วันที่  31 กรกฎาคม 2546

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนได้ไปร่วมประชุมเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ งานนี้ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดและบรรยายพิเศษ

ผมไปร่วมงานนี้ด้วยความสนใจ อยากจะรู้ว่า "การพัฒนาที่ยั่งยืน" คืออะไร แล้วทำได้อย่างไร โดยในช่วงเวลาก่อนการประชุม เจ้าภาพผู้จัดการประชุม แจกเอกสารทั้งแผน 9 และเรื่องราว เกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนมากมาย โดยเฉพาะมีหนังสือเล่มหนึ่งเป็นวารสารเศรษฐกิจและสังคม ปีที่ 40 ฉบับที่ 2ประจำเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2546 พาดหัวไว้น่าสนใจว่า "การพัฒนาที่ยั่งยืนอนาคตของสังคมไทย"

ลองเปิดอ่านแบบคร่าวๆ โดยเฉพาะบทความเรื่อง "บริบทไทย ว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน" ซึ่งได้เล่าว่า แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนเริ่มเข้ามามีบทบาทในกระแสการพัฒนาสังคมโลก นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เริ่มตั้งแต่สหประชาชาติได้จัดให้มีการประชุมสุดยอดว่าด้วยสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ (Human Environment) ณ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ซึ่งเรียกร้องให้ทั่วโลกคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด อย่าให้ฟุ่มเฟือยนัก และต่อมาในปี พ.ศ. 2526 สหประชาชาติได้จัดตั้งสมัชชาโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (World Commission on Environment and Development หรือเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า Brundtland commission) โดยเรียกร้องให้ชาวโลกเปลี่ยนแปลงวิถีการดำรงชีวิตให้ปลอดภัยจากสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับข้อจำกัดของธรรมชาติ

รวมทั้งได้เสนอว่ามนุษยชาติสามารถที่จะทำให้เกิด "การพัฒนาที่ยั่งยืน" ขึ้นมาได้

การพัฒนาที่ยั่งยืนได้รับความสำคัญมากยิ่งขึ้น เมื่อสหประชาชาติได้จัดให้มีการประชุมว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (UnConference on Environment and Development : UNCED) หรือการประชุม Earth Summit ที่กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อปี พ.ศ. 2535

ซึ่งผลการประชุมนี้ ผู้แทนของ 178 ประเทศรวมทั้งประเทศไทยได้ร่วมลงนามรับรอง แผนปฏิบัติการ 21 (Agenda 21) ซึ่งถือเป็นแผนแม่บทของโลกที่ประเทศสมาชิกต้องตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม และเห็นความสำคัญที่จะร่วมกันพิทักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในโลก

จากแผนปฏิบัติการ 21 ข้างต้น ประเทศไทยของเราก็รับเอาเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน เข้าร่วมดำเนินการด้วยโดยเฉพาะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) นอกจากจะมุ่งเน้น "คน" เป็นศูนย์กลางการพัฒนา เน้นเศรษฐกิจพอเพียง เน้นชุมชนเข้มแข็ง และอื่นๆ แล้วยังเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกด้วย

ว่ามาถึงตรงนี้ก็เป็นที่น่าสงสัยว่าแล้ว "การพัฒนาที่ยั่งยืน" มีคำจำกัดความว่าอย่างไร

จากบทความข้างต้น ก็มีการพูดถึงคำจำกัดความไว้หลายประการ เริ่มต้นบอกว่า "การพัฒนาที่ยั่งยืน" ภาษาอังกฤษเรียกว่า Sustainable Development โดยสมัชชาโลกจาก World Commission on Environment (2526) ซึ่งเสนอแนะว่า "การพัฒนาที่ยั่งยืน คือ รูปแบบของการพัฒนาที่ตอบสนองต่อความต้องการของคนในรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ทำให้คนรุ่นต่อไปในอนาคตต้องประนีประนอมยอมลดทอนความสามารถในการที่จะตอบสนองความต้องการของตนเอง"

สำหรับประเทศไทยได้มีนักวิชาการหลายท่านพยายามอธิบายแนวคิดของการพัฒนาที่ยั่งยืนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือ แนวคิดของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต, 2541) ได้อธิบายการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า

"การพัฒนาที่ยั่งยืนมีลักษณะที่เป็นบูรณาการ (Integrated) คือทำให้เกิดเป็นองค์รวม (Holistic) หมายความว่า องค์ประกอบทั้งหลายที่เกี่ยวข้องจะต้องมาประสานกันครบองค์ และมีลักษณะอีกอย่างหนึ่ง คือ มีดุลยภาพ (Balance) หรือพูดอีกนัยหนึ่ง คือ การทำให้กิจกรรมของมนุษย์สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ"

นอกจากนี้ ในการจัดทำข้อเสนอของประเทศไทยในการประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ณ นคร โจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อเดือนกันยายน 2545 คณะอนุกรรมการกำกับการอนุวัตตามแผนปฏิบัติการ 21 และการพัฒนาที่ยั่งยืน ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้หาข้อยุติด้านคำนิยามของการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า

"การพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทไทยเป็นการพัฒนาที่ต้องคำนึงถึงความเป็นองค์รวมของทุกๆ ด้านอย่างสมดุล บนพื้นฐานของทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมไทยด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่ม ด้วยความเอื้ออาทร เคารพซึ่งกันและกัน เพื่อสามารถในการพึ่งตนเอง และคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างเท่าเทียมกัน"

ซึ่งผู้เขียนอ่านแล้วก็ยังงงๆ แต่จากการที่ได้ฟังการสัมมนาคราวนี้ ก็ได้ข้อคิดว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนคำว่า "พัฒนา" มีความหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ส่วนคำว่า "ยั่งยืน" หมายถึงแกร่ง มั่นคง

สรุปก็คือเป็นการพัฒนาที่ "ขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ตก ไม่ล้ม" ฟังดูง่ายๆ ดี

สําหรับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ให้คำจำกัดความแต่ให้คำอธิบายน่าสนใจ ว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นคุณสมบัติเบื้องต้นของการพัฒนา ถ้าจะแข่งขันเหมือนวิ่งผลัด ซึ่งตามหลักคนหนึ่งต้องส่งไม้ให้กับคนหนึ่ง แต่การพัฒนาแบบยั่งยืน อาจไม่ต้องรอส่งไม้ให้กันและกันแต่ให้วิ่งควบคู่กันไปเพื่อชัยชนะสูงสุด ที่สำคัญต้องมี bench mark หรือจุดเป้าหมายที่ต้องการแล้ววิ่งไปสู่เป้าหมายนั้น

พูดถึงคำว่า bench mark เปิดพจนานุกรมเขาแปลว่า "รอยสลักบนเครื่องจักร เพื่อเป็นเครื่องหมาย, หมุดรังวัด" แต่นักวิชาการมักแปลว่า "แข่งดี" หมายความว่าถ้าหากเราจะก้าวไปสู่ความสำเร็จ เราต้องตั้งเป้าใครสักคนหรือสักบริษัท ที่เราคิดว่าเขาทำดีไว้เป็นตัวแบบ แล้วเราก็พัฒนาตัวเองไปให้ถึงตัวแบบนั้น

แต่นายกรัฐมนตรีคงหมายถึงเป้าหมายการพัฒนาแต่ละเรื่อง ว่าหากเราต้องการพัฒนาอย่างยั่งยืน เราต้องตั้งเป้า เช่น จะพัฒนาด้านเศรษฐกิจจะทำให้คนจนหมดไปใน 6 ปี เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม นายกฯ ทักษิณ บอกว่า bench mark นี้เหมือนตัวดัชนีชี้วัด "Indicator" ซึ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเช่น ปริมาณน้ำฝน เมื่อปลายปีก่อนกับวันนี้ปริมาณแตกต่างกันมากความเปลี่ยนแปลงใน bench mark จึงต้องมีตัววัดการพัฒนาที่ยั่งยืน มีความเป็นนามธรรมสูง จึงต้องมีคำจำกัดความแต่ละตัวว่าถ้าถึงจุดพอใจแล้ว เพราะมีความเชื่อมโยงหลายข้อมูลเราจะใช้บูรณาการ "Integrated" ตลอดเวลา โดยต้องคำนึงว่า ถ้าใส่อย่างไรเข้าจะมีผลอย่างไร ตัวชี้วัดต้องคิดระบบนี้ หรือนโยบายอย่างไร ไม่ทำจะเกิดผลอย่างไร เรียกว่าทุกอย่างต้องพิสูจน์ได้เป็น "วิทยาศาสตร์" มิใช่ด้วย "ความรู้สึก"

เหมือนการตรวจร่างกาย bench mark บอกว่าระดับคอเลสเตอรอลต้องไม่เกิน 200 6 เดือนไปตรวจร่างกายปรากฏไม่ถึง 200 แสดงว่าสบายมาก ถ้าเกินต้องลดด้วยการออกกำลังกาย ลดอาหารไขมันแล้วตรวจใหม่ ถ้าระดับคอเลสเตอรอลไม่ลดก็ต้องใช้ยาลดใช้ระบบการรักษา "Treatment" ต่อไป

เท่าที่เล่ามานี้ ไม่รู้ผู้อ่านจะงงมากขึ้นหรือเปล่า ว่าตกลงการพัฒนาที่ยั่งยืน จะพัฒนาอะไรบ้าง

เอาเป็นว่าสรุปสั้นๆ ว่าการพัฒนาที่ยั่งยืน จะพัฒนาทุกองค์ของการพัฒนาโดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมจะเน้นเป็นกรณีพิเศษ คือใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเท่าที่จำเป็น ให้หมดช้า ขณะเดียวกันเสริมสร้างให้มากขึ้น เช่น ไม่ตัดไม้ทำลายป่าและปลูกป่าควบคู่กันกันไป โดยในการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะต้องมีดัชนีชี้วัดที่เรียกว่า Sustainable Development Indicator ส่วนชี้วัดจะมีอะไรบ้างนั้น

ช่วงบ่ายของการสัมมนาผู้เขียนสนใจเรื่องนี้ ก็เลยไปเข้ากลุ่มสัมมนากับเขา ซึ่งทางสภาพัฒน์โดยคุณสันติ บางอ้อ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ท่านบอกว่า แนวคิดการวัด DSI จะใช้รอบ PSR ประกอบด้วย

P = Pressure Variable ความกดดัน

S = State Variable สถานะ

R = Response Variable การตอบสนอง

โดยรายละเอียดตัววัดครบ 4 ด้าน คือ 1.สังคม 2.เศรษฐกิจ 3.สิ่งแวดล้อม 4.สถาบันและองค์กร

ซึ่งทางสภาพัฒน์ทำตัวแบบไว้พอสมควร คล้ายๆ ดัชนีชี้วัด "ความอยู่ดีมีสุข" จะมีตัวชี้วัด 7 ตัวคือ 1. ความรู้ 2.ชีวิตการทำงาน 3.รายได้และความยากจน 4.สภาพแวดล้อม 5.ชีวิตครอบครัว 6.การบริหารจัดการที่ดี 7.สุขภาพอนามัยซึ่งรายละเอียดปีที่แล้วได้สัมมนามาบ้างแล้ว

ส่วนปีนี้สำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนขอให้วงสัมมนาให้ความคิดเห็นด้วย ซึ่งผู้เขียนก็ได้ให้ความคิดเห็นว่าดัชนีชี้วัดที่เป็นประเภท "ลูกกรุง" แบบวิทยาศาสตร์ วัดได้ นับได้ ที่เป็นตัวเลขสถิตินั้นก็ดีอยู่ แต่บางทีเข้าใจยาก จึงอยากให้มีดัชนีชี้วัดแบบ "ลูกทุ่ง" ควบคู่ไปบ้าง ดัชนีชี้วัดแบบ "ลูกทุ่ง" นี้ เราจะดูว่าคนจนรวยขึ้นบ้างหรือยังก็ใช้วิธีขึ้นไปเยี่ยมบ้านถ้าเห็นบ้านช่องจากที่เคยโกโรโกโส บ้างหลังคามุงจากกลายเป็นบ้านตึก หลังคาสังกะสี กระเบื้อง ก็คงเข้าท่าขึ้นหรือหน้าตาเจ้าของบ้านที่เคยเศร้าหมอง ร่วงโรย กลับยิ้มแย้มแจ่มใส มีน้ำมีนวล กินอิ่มนอนหลับ อย่างนี้ก็น่าจะใช้ได้ ดัชนีชี้วัดแบบนี้ ผมขอเรียกว่าแบบลูกทุ่ง ขอให้ใช้ร่วมไปกับแบบลูกกรุง จะสมบูรณ์มากขึ้น

สรุปแล้ว การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นการพัฒนาที่ครบทุกด้าน แต่เน้นด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากเป็นพิเศษ มีการตั้งเป้าว่าจะพัฒนาถึงจุดไหน แล้วก็พยายามพัฒนาปรับปรุงจุดนั้นให้ดีขึ้นเรื่อยๆ อย่าให้มีตก เหมือนคติพจน์ที่ว่า

"ในโลกนี้ไม่มีอะไรดีที่สุด มีแต่จะดีเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นอยู่เสมอ"

นั่นเอง

หน้า 6

 

กลับหน้าแรก