3 ปีกองทุนหมู่บ้านได้อะไร

วิษณุ บุญมารัตน์ เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ สถาบันราชภัฏสวนดุสิต  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  12  กุมภาพันธ์ 2547

หลังจากที่รัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ได้ประกาศจะ "เลิกทาสในระบบทุนนิยม และขจัดปัญหาความยากจนให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทยภายใน 6 ปี" นั้น ได้มีการผลักดันนโยบาย "ประชานิยม" ออกมารับใช้ประชาชน คิดค้นโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการพักชำระหนี้ โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน โครงการแก้ปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ 

รวมไปถึงโครงการสารพัดเอื้ออาทร ออกมาจำนวนมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาของการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดนี้ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์จากทุกภาคส่วนของสังคมที่มีต่อนโยบายและโครงการเอื้ออาทรต่างๆ ของรัฐบาลว่า เป็นนโยบายที่จะนำพาประชาชนระดับรากหญ้าเข้าสู่ระบบทุนนิยมแบบครบวงจร เป็นการมัวเมาและสร้างหนี้ระยะยาวให้กับประชาชน

โครงการหนึ่งที่ขอหยิบยกขึ้นมากล่าวถึง คือโครงการ "กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง" โครงการนี้เป็นกองทุนที่รัฐบาลได้จัดสรรเงินลงไปให้หมู่บ้านละ 1 ล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนในหมู่บ้านและชุมชนเมืองหรือเป็นแหล่งเงินทุนในการลงทุนเพื่อสร้างอาชีพเสริม และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในชุมชนและวิสาหกิจขนาดเล็กในครัวเรือน ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าของประเทศ สร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคต

จากการตรวจสอบข้อมูลของการดำเนินงานโครงการดังกล่าวกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทยล่าสุด พบว่า โครงการกองทุนหมู่บ้านมีปัญหาในการดำเนินการอย่างมาก ซึ่งรัฐบาลต้องรีบดำเนินการแก้ไข บางกองทุนอยู่ในสภาพที่อ่อนแอและไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร ปัญหาที่เกิดจำแนกเป็นรายภาคได้ดังนี้

บริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมถึง ภาคตะวันตก พบปัญหาทั้งจากระบบการทำงานและที่ตัวบุคคล ระบบการทำงาน เริ่มตั้งแต่ขาดการประชาสัมพันธ์ทำให้ผู้ปฏิบัติขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการจัดทำบัญชีอย่างเป็นระบบ มีการเปลี่ยนแปลงระเบียบ คำสั่งต่างๆ หลายครั้งจนผู้ปฏิบัติงานเกิดความสับสน

เช่น ระเบียบในการทำนิติกรรมสัญญา ไม่มีกรอบชี้วัดการปฏิบัติงาน มีหมู่บ้านมากทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กจนดูแลไม่ทั่วถึง บางแห่งยังขาดที่ทำการและอุปกรณ์สำนักงาน นอกจากนี้ยังมีเงินออมต่ำ ทำให้วงเงินกู้มีน้อย ระยะการชำระคืนเร็วเกินไป และไม่มีเงินประกันความเสี่ยง

ในส่วนของตัวบุคคลนั้น ทั้ง 3 ภาคที่กล่าวมาข้างต้นนี้ประสบปัญหาตั้งแต่ สมาชิกไม่สนใจเข้ามามีส่วนร่วมเนื่องจากขาดการประชาสัมพันธ์ ทำให้ระบบการทำงานเป็นทีมขาดประสิทธิภาพ กรรมการไม่มีความเป็นธรรม ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ กลุ่มอิทธิพลในท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทในกองทุนโดยไม่มีหน่วยงานมาติดตามตรวจสอบ

ภาคเหนือ พบว่า มีปัญหาในเรื่องนโยบายที่ขาดความเป็นเอกภาพ การดำเนินงานขาดความชัดเจนเปลี่ยนแปลงบ่อย ระเบียบการชำระคืน เช่น การส่งคืนภายใน 1 ปีและการให้สมาชิกส่งคืนธนาคารโดยตรงยังมีปัญหา นอกจากนี้ตัวระเบียบเองมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย วงเงินกู้ที่กรรมการอนุมัติให้มีน้อยเพียง 20,000 บาท ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรกับธนาคารออมสินมีวิธีการปฏิบัติไม่เหมือนกัน บางพื้นที่ไม่มีธนาคารต้องไปต่างอำเภอ

สุดท้ายคือระบบบัญชีเปลี่ยนบ่อยหรือมีมากเกินความจำเป็น ด้านการดำเนินงาน คณะกรรมการขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องระเบียบการทำบัญชี และไม่มีการบันทึกการประชุม

ภาคใต้ ปัญหาที่พบในส่วนของกรรมการคือ ขาดจิตสำนึก ขาดขวัญ กำลังใจ ความรู้ บางแห่งพบว่า กรรมการบางคนเป็นเผด็จการ ใช้ระบบเครือญาติ กรรมการมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ไม่มีเวลา เจ้าหน้าที่ขาดการบูรณาการ ขาดการติดตาม บทบาทไม่ชัดเจน สมาชิกขาดวินัย ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ใช้เงินไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ สร้างหนี้เพิ่ม ที่สำคัญคือเป็นนโยบายเร่งด่วน ไม่มีการบูรณาการ ไม่มีความเป็นเอกภาพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีส่วนร่วม ระเบียบบริหารจัดการไม่ชัดเจนและขาดการประสานงานเรื่องการตลาด และขาดทางเลือกในอาชีพ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า คณะกรรมการไม่มีการวิเคราะห์โครงการที่สมาชิกขอกู้เงิน ไม่ยึดระเบียบ ขาดการฝึกอบรม พัฒนา ไม่เสียสละ ไม่มีการประชุมจริง ขาดการติดตามการดำเนินงาน

ในส่วนของสมาชิกพบว่า ใช้เงินกู้ผิดวัตถุประสงค์ มีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น ขาดความรู้ด้านการพัฒนาอาชีพและการตลาด ชุมชนไม่มีความพร้อมทำให้สมาชิกไม่เข้าใจ ถือเป็นผลกระทบจากการเร่งรัดจัดตั้งกองทุน ไม่ส่งคืนเงินกู้ คนจนขาดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน ขาดจิตสำนึกความเป็นเจ้าของกองทุน ระเบียบไม่รัดกุม สัญญาเงินกู้สั้น เงินทุนไม่เพียงพอให้สมาชิกกู้ยืม ที่สำคัญคือมีการเมืองเข้ามาแทรกแซง

นั่นคือสภาพปัญหาต่างๆ ที่พบในโครงการกองทุนหมู่บ้าน แม้ว่ากองทุนดังกล่าวจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า แต่ที่เป็นปัญหาใหญ่ตั้งแต่เริ่มโครงการมาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ ปัญหาที่ชุมชนนำเงินกองทุนหมู่บ้านไปให้สมาชิกบางส่วนใช้ตามความต้องการเฉพาะตัว และถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์โดยนำไปบริโภคสิ่งของเครื่องใช้ที่ฟุ่มเฟือยตามโลกของวัตถุนิยมแผ่ขยายอย่างกว้างขวาง

ไม่ว่าจะเป็น รถมอเตอร์ไซค์ รถปิกอัพ โทรศัพท์มือถือหรือสิ่งของมีค่าต่างๆ แทนที่จะนำไปใช้ในการเสริมสร้างอาชีพอย่างแท้จริง ทั้งนี้เพราะเกรงว่า หากไม่มีการใช้เงินจากกองทุนหมู่บ้านนั้นๆ จะถูกตัดเงิน กรรมการกองทุนจึงพยายามหาทางใช้จ่ายโดยไม่มีหน่วยงานของรัฐมาตรวจสอบ

ปัญหาที่นำมาเสนอในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลทักษิณ โดยเฉพาะนายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ จะต้องเร่งแก้ไข เพราะขณะนี้รัฐบาลเหลือเวลาอีกเพียง 1 ปีในการบริหารประเทศเท่านั้น หากยังปล่อยให้ปัญหานี้กลายเป็นปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไข ผู้ที่รับภาระหน้าที่เพิ่มขึ้นคงหนีไม่พ้นประชาชน และผู้ที่จะต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบก็คือรัฐบาลทักษิณ

ได้แต่หวังว่าคงไม่ใช้ยุทธวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเน้นการบริโภคนิยมสร้างหนี้ใหม่กลบหนี้เก่าในแบบเดิมๆ แต่เน้นการสร้างศักยภาพให้ประชาชนสามารถสร้างรายได้เพื่อใช้หนี้คืน พัฒนาทักษะการทำงาน หรือสร้างเสริมอาชีพให้กับประชาชนในหมู่บ้าน เพื่อจุดหมาย "ขจัดความยากจนให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทยภายใน 6 ปี" ได้เป็นจริง

 

กลับหน้าแรก