นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เสียงสะท้อนจากวอชิงตัน

โลกทรรศน์  อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์   มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 09 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1247

เป็นที่รู้กันว่าผู้นำทางนโยบายของรัฐบาลสหรัฐจำนวนมากไม่เห็นด้วย และกำลังเรียกร้องให้ประเทศสหรัฐอเมริกา มีการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายความมั่นคงแห่งชาติเสียใหม่

ผู้นำทางนโยบายเหล่านั้นไม่ใช่ธรรมดา คนเหล่านี้ประกอบด้วยนักการทูตและนักการทหารชั้นนำมีจำนวนร่วม 30 คน

ผู้นำทางนโยบายของรัฐบาลสหรัฐเหล่านี้เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนทิศทางด้านนโยบายความมั่นคงแห่งชาติเสียใหม่

กลุ่มคนกลุ่มนี้รู้สึกไม่พอใจอย่างมากต่อรัฐบาลภายใต้การดำเนินการของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ที่ได้บั่นทอนชื่อเสียงและเกียรติภูมิของชาติในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน

พวกเขาเห็นว่าถึงคราวแล้วที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จำเป็นต้องทบทวนนโยบายและภารกิจในด้านการต่างประเทศ และความมั่นคงของชาติอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อธำรงไว้ซึ่งเกียรติภูมิของประเทศเสียใหม่

ช่วงเดียวกันนี้ มีผู้นำทางนโยบายอีกชุดหนึ่ง ที่กำลังเป็นห่วงนโยบายสำคัญอีกนโยบาย ของสหรัฐอเมริกา นโยบายดังกล่าวคือ นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ พวกเขาได้ชี้ให้เห็นถึง พื้นฐานทางนโยบาย พลวัตของนโยบายและแนวโน้มใหม่ของระบบเศรษฐกิจการเมืองโลกใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นพื้นฐานสำคัญ ที่เป็นสิ่งที่ผู้นำสหรัฐอเมริกาคนใหม่ ไม่ว่าจะเป็น จอร์จ ดับเบิลยู. บุช คนเดิมหรือผู้ท้าชิงคนใหม่ นายจอนห์ แคร์รี่

ข้อคิดเห็นของผู้นำทางนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศสหรัฐนี้น่าสนใจ เพราะกำลังชี้ให้เห็นความเป็นไปและการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ซึ่งทุกๆ ประเทศในโลกล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงนี้ รวมทั้งประเทศไทยประเทศเล็กๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้ผูกตัวเองอยู่ในระบบเศรษฐกิจโลกนานมาแล้ว

ข้อคิดเห็นเหล่านี้มาจากการประชุมของผู้นำทางนโยบายในกรุงวอชิงตัน โดยมี Institute for International Economics เป็นแกนนำ ให้ภายหลังได้ออกเป็นรายงานชื่อว่า Foreign Economic Policy for the Next President เขียนโดยประธานสถาบันเอง คือ C. Fred Bergsten ข้อคิดเห็นของผู้นำทางนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศสหรัฐกลุ่มนี้ชี้ให้เห็นสิ่งที่สำคัญๆ กล่าวคือ

อันตรายต่างๆ ของการละเลยประเด็นทางเศรษฐกิจ

เมื่อเวลาที่นโยบายต่างประเทศสหรัฐถูกครองงำโดยการทำสงคราม การก่อการร้ายและอาวุธการทำลายสูง ความเกี่ยวข้องทางเศรษฐกิจต่อนโยบายต่างประเทศมักจะนำเอาออกจากนโยบายต่างประเทศอยู่บ่อยๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว นโยบายเศรษฐกิจต้องถูกรวมเข้าเป็นส่วนประกอบหนึ่งของนโยบายต่างประเทศอันไหนก็ตามที่ประสบความสำเร็จ บางส่วนขององค์ประกอบของเศรษฐกิจเหล่านั้นเช่น การให้เงินสนับสนุนการต่อต้านการก่อการร้ายและการสนับสนุนเพื่อความพยายามฟื้นฟูอิรักและอัฟกานิสถาน สิ่งเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อแกนกลางของความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายเศรษฐกิจกับนโยบายต่างประเทศกว้างขวางมากกว่านั้น เพราะทุกประเทศในโลก ไม่ว่ารวยหรือจน ไม่ว่ามีขนาดใหญ่หรือเล็กต่างพึ่งพิงอย่างมากอยู่กับเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองและเสถียรภาพของประเทศตนทั้งสิ้น

ดังนั้น เพื่อยังคงรักษาความสำคัญของสหรัฐต่อไปในโลก สหรัฐต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆ เหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในฐานะที่เป็นอภิมหาอำนาจทางทหารเพียงประเทศเดียวในโลก สหรัฐอาจจะมีความสามารถในการนำเสนอ นโยบายฝ่ายเดียว (unilateralism) ต่างๆ อยู่บ่อยๆ ทั้งนี้ เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ

แต่ในนโยบายเศรษฐกิจ แนวนโยบายฝ่ายเดียวไม่ใช่ทางเลือกทางนโยบาย ไม่มีรัฐบาลไหนในโลก รวมทั้งรัฐบาลที่อยู่ในกรุงวอชิงตันสามารถละเลยพลังของตลาดไปได้

เศรษฐกิจของสหภาพยุโรปขณะนี้ใหญ่เท่ากับเศรษฐกิจของสหรัฐ และเงินยูโรได้เริ่มท้าทายเงินดอลลาร์ในฐานะผู้นำในระบบการเงินโลกแล้ว

เศรษฐกิจสหรัฐพึ่งพาอยู่กับนักลงทุนจากต่างประเทศ รวมทั้งพึ่งพาเจ้าหน้าที่นักบริหารนโยบายการเงินของเศรษฐกิจเอเชียที่ดำเนินนโยบายการเงินขาดดุลอย่างมาก อีกทั้ง เศรษฐกิจสหรัฐยังพึ่งพิงอยู่กับการนำเข้านำมันซึ่งราคาถูกกำหนดโดยผู้ผลิตนำมันในประเทศอื่นๆ

ดังนั้น ความร่วมมือ เป็นความจำเป็นในระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างแน่นอน เพราะความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดระหว่างประเด็นทางเศรษฐกิจประเด็นต่างๆ กับประเทศนานาชาติอื่นๆ อีกมากมาย นโยบายเศรษฐกิจมักจะจำกัดการใช้ นโยบายฝ่ายเดียว ในนโยบายต่างประเทศโดยรวมของสหรัฐ

นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศยังมีความสำคัญต่อการเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจภายในประเทศสหรัฐด้วย ในอดีตที่ผ่านมาหลายยุค สัดส่วนการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐต่อ GDP เพิ่มขึ้น 3 เท่า คือเกือบ 30% และเป็นเวลายาวนานเป็นทศวรรษ ความสามารถในการแข่งขันถูกกระตุ้นโดยการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ของโลกาภิวัตน์ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตอย่างมหาศาล ดังนั้น จึงทำให้เกิดอัตราการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและช่วยสร้างงานอีกด้วย

แต่ในทศวรรษที่ผ่านมา นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของสหรัฐตกอยู่ในภาวะเสียหาย เป็นเวลา 8 ปีที่สภาคองเกรสปฏิเสธการให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐเจรจาข้อตกลงทางการค้าใหม่ๆ

เหตุผลหลักที่สร้างความเสียหายต่อนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของสหรัฐคือ พัฒนาการของเศรษฐกิจโลกที่สร้างความเสียหายให้กับกลุ่มเอกชนต่างในสหรัฐ แม้ว่าพวกนี้จะได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจโดยรวมก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่นำโดยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและโลกาภิวัตน์กระทบบริษัทธุรกิจ ชุมชนและคนงานและแม้จะเป็นจำนวนที่น้อยมากก็ตาม แต่เป็นจำนวนคนงานที่มีความสำคัญ คือ ประมาณปีละ 150,000 คนในปีหนึ่งต้องเดือดร้อนจากการย้ายโรงงานและสูญเสียรายได้เพราะเหตุผลของการค้าระหว่างประเทศ

ผู้กำหนดนโยบายของสหรัฐจะต้องแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ต่อแรงต้านจากปัญหาภายในประเทศต่อโลกาภิวัตน์โดยการสร้างองค์กรทางการเมือง ที่มีความมั่นคงเพื่อให้นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศมีความยั่งยืนและสร้างสรรค์ต่อไป แต่แนวโน้มข้างหน้ายังน่าเป็นห่วงแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันจะฟื้นตัวก็ตาม

การหยุดยั้งความก้าวหน้าของโลกาภิวัตน์จะเป็นอันตรายต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ เพราะโลกาภิวัตน์เป็นมากกว่าการก่อการร้ายหรือการสิ้นสุดของสงครามเย็น ซึ่งเคยครอบงำพลังหลัก เพื่อการเปลี่ยนแปลงในกิจการระหว่างประเทศในอดีตเมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งจะถูกหรือผิดก็ตาม โลกาภิวัตน์เท่ากับอเมริกันไนเซชั่น อันเป็นเรื่องที่ถกเถี่ยงกันอยู่บ่อยๆ ต่อบทบาทของสหรัฐเอง การถอยหลังกลับของโลกาภิวัตน์จะเป็นตัวแทนที่แสดงถึงความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่สำหรับสหรัฐในเวทีโลก

ผู้บริหารชุดใหม่ต้องเข้าใจในความเร่งด่วนของสถานการณ์ และทำนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศให้เป็นเป้าหมายหลักของสหรัฐ

ระเบียบโลกใหม่

มากและมากขึ้นเรื่อยๆ เศรษฐกิจตลาดใหม่คือ เป็นที่สังเกตว่า จีนและอินเดีย กำลังเป็นคู่แข่งขันระดับโลกในหลายๆ ภาคเศรษฐกิจ พัฒนาการนี้จะเรียกร้องการเร่งปรับปรุงมากขึ้น ของทักษะของแรงงานสหรัฐและความยืดหยุ่นของบริษัทของสหรัฐ

พัฒนาการนี้จะเรียกร้องระบบ safety net ให้จัดการกับเหยื่อที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงนี้ แต่คู่แข่งขันใหม่ก็ได้นำเสนอตลาดที่ดึงดูดต่อการส่งออกและการลงทุนของสหรัฐ

ตลาดพวกนี้เป็นแหล่งผลิตสินค้าระดับสูงที่มีมูลค่าและสินค้าที่มีต้นทุนตำ และถ้าตลาดใหม่นี้ได้รวมเข้าไปในระบบเศรษฐกิจโลก และช่วยสนองนโยบายภายในของสหรัฐ ตลาดใหม่เหล่านี้ จะนำไปสู่ผลประโยชน์ใหม่ที่เพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลที่ข้ามมาจากฝั่งแปซิฟิกคือ จีน จีนดูเหมือนอย่างน้อยยังคงเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในอีก 2 ทศวรรษข้างหน้าและกำลังกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ เอเชียตะวันออกอยู่ในกระบวนการสร้างกลุ่มเศรษฐกิจ (economic bloc) ซึ่งสามารถรวมเอาทั้งหนึ่งเขตเศรษฐกิจการค้าเสรีในภูมิภาค (regional free trade area) และกองทุนการเงินเอเชีย  (Asian monetary fund) เข้าไปด้วย

หนึ่งเขตเศรษฐกิจนี้จะถูกนับเป็นเกือบ 1 ใน 5 ของเศรษฐกิจโลก 20% ของการค้าโลก 1.5 หมื่นล้านในระบบสำรองเงินตราต่างประเทศ หรือเกือบ 10 เท่าของสหรัฐ ดังนั้น กลุ่มเอเชียตะวันออกจะเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับ 3 ของโลก

การก่อตัวของปรากฏการณ์ต่างๆ เหล่านี้สามารถเปลี่ยนระเบียบเศรษฐกิจแบบขั้วเดียว ของอดีตเมื่อ 50 ปีที่แล้วไปเป็นระเบียบเศรษฐกิจแบบ 2 ขั้วหรือระเบียบเศรษฐกิจแบบ 3 ขั้วซึ่งกำลังบังคับให้ผู้บริหารในวอชิงตันเปลี่ยนไปตามกระแสที่ไม่คุ้นเคยมาก่อนนี้ นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของสหรัฐจะต้องจัดการกับสิ่งท้าทายต่างๆของการรวมพลังต่างๆ ที่เกิดขึ้นใหม่นี้ให้เข้าสู่โครงสร้างต่างๆ ของโลกที่มีอยู่แล้วและบริหารจัดการเศรษฐกิจโลกโดยคณะกรรมการ สิ่งนี้จะต้องผลักดันเทคนิควิธีการเจรจาต่างๆ เพื่อความร่วมมือกับกลุ่มพลังทางเศรษฐกิจ ที่มีฐานะเกือบเท่าหรือใกล้เคียงกับสหรัฐ สิ่งนี้ต้องสร้างความผูกพันที่เข้มแข็งระหว่างสหรัฐกับทั้งยุโรป และเอเชีย เพื่อสนับสนุนผลประโยชน์ของทั้งยุโรปและเอเชียเอง และเป็นหลักประกันต่อพื้นที่ของสหรัฐ ในฐานะผู้แสดงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการปรับเปลี่ยนระบบพหุภาคี ( multilateral regimes) ต่างๆ นี้

ข้อคิดเห็นของผู้นำทางนโยบายข้างต้นเป็นเสียงสะท้อนจากวอชิงตันที่ไม่เพียงแต่ประธานาธิบดีคนใหม่จะต้องฟัง ผู้นำทางนโยบายของไทยก็ควรจะเงี่ยหูฟัง เพื่อทำความเข้าใจระเบียบโลกใหม่ที่กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่น่าสนใจยิ่ง

นี่ไม่ใช่เสียงสะท้อนจากขาประจำ

 

หน้า 13

 

กลับหน้าแรก