หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
เศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม ศาสตร์ใหม่ที่ต้องเรียนรู้

คอลัมน์ โค้ชข้างสังเวียน  โดย ธรรมรักษ์ การพิศิษฐ์  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 7   วันที่ 09 กันยายน 2547  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3617 (2817)

นิตยสาร Newsweek ประจำวันอาทิตย์ที่ 8 ส.ค. 2547 ที่ผ่านมา ลงตีพิมพ์บทความเรื่อง การอ่านจิตใจ (Mind Reading) ของ Jerry Adler มีสาระที่น่าสนใจสมควรสรุปนำมาเล่าสู่กันฟัง เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายต่างๆ ที่ ต้องมีความเข้าใจกับแนวคิดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (customer centred) อยู่ค่อนข้างมากทีเดียว

บทความชิ้นนี้นำผลการวิจัยค้นคว้าเกี่ยวกับการทำงานของสมองมนุษย์ ที่เกิดขึ้นในห้องทด ลองทางวิทยาศาสตร์ของสถาบันเทคโนโลยี แคลิฟอร์เนีย (California Institute of technology) ออกมาเผยแพร่เพื่อชี้ให้เห็นว่าการเอาเทคนิคความรู้ทางวิชาการเป็นศูนย์กลางแยกส่วนมิติเดียว มาใช้ในการอธิบายทายทักพฤติกรรมของมนุษย์ หรือมากำหนดเป็นนโยบายการบริหารบ้านเมืองนั้น ไม่อาจที่จะเกิดผลตามที่ต้องการได้เสมอไป ทั้งนี้เป็นเพราะผลการวิจัยเกี่ยวกับการทำงานของสมองมนุษย์ พบว่ามนุษย์เรามักจะไม่ประพฤติปฏิบัติอย่างเป็นเหตุเป็นผลแบบเส้นตรง (linear) แบบตายตัวตามหลักวิชาการที่วางไว้เสมอไป

ยกตัวอย่างในกรณีทางทฤษฎีวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมานั้นนักเศรษฐ ศาสตร์สร้างแบบจำลองทางเศรษฐกิจ (economic model) ขึ้นมาใช้ ทำนายพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ที่ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า คนเรานั้นตัดสินใจทางเศรษฐกิจอย่างมีเหตุมีผล (rational calculations to economic decisions) ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมานักเศรษฐศาสตร์ได้พยายามทำให้วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์ที่เล่ากัน การนำตัวเลขสถิติต่างๆ มาทำแบบจำลอง (model) ใช้อธิบายคาดการณ์ ทำนายเหตุการณ์ต่างๆ ทางเศรษฐกิจที่เรียกว่าเศรษฐมิติ (economatrics)

ในระยะหลังๆ โดยเฉพาะในช่วงปี 2533-2543 แต่ติดต่อกันมาถึงปัจจุบันนี้ การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ตั้งอยู่บนสมมุติฐาน พฤติกรรมอันสมเหตุสมผลของมนุษย์ เริ่มสร้างความผิดหวังให้กับผู้คนในสังคมของประเทศต่างๆ มากขึ้น จนมีผู้พูดจาทำนองเสียดสี ให้คำจำกัดความ "นักเศรษฐศาสตร์ว่า นักเศรษฐศาสตร์คือผู้ที่สามารถอธิบายในวันพรุ่งนี้ว่าทำไมสิ่งที่คาดหมายไว้เมื่อวานนี้จึงไม่เกิดขึ้นในวันนี้" ถ้าผู้เขียนคิดไม่ผิดอย่างกรณีวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในช่วงปี 2540 และระบาดไปทั่วนั้น ก็ไม่เคยเห็นมีนักเศรษฐศาสตร์ท่านใดคาดการณ์ได้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำว่ามันจะเกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดไปแล้วจึงมีผู้พยายามวิเคราะห์สาเหตุที่มาอธิบายกันอย่างมากมาย เช่น Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลของสหรัฐ ก็อธิบายค่อนข้างชัดเจนภายหลังเกิดวิกฤต และว่าปัจจัยที่เรียกว่าความเสี่ยงทางด้านจริยธรรม (moral hazard) เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ทางด้านจิตวิทยาการเมือง ศีลธรรม การขาดการบริหารจัดการที่ดี (good governance) มากกว่าประเด็นเทคนิควิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ที่ตั้งอยู่บนพฤติกรรมกับมีเหตุมีผลของมนุษย์ตามสมมุติฐานที่วางไว้

ทุกวันนี้จึงเริ่มมีนักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยที่หันมาให้ความสนใจกับทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ในเชิงพฤติกรรมมากยิ่งขึ้น (behaviorial economics) ทฤษฎีดังกล่าวนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดที่ว่า การจัดทำนำความเข้าใจกับสิ่งที่มนุษย์ประพฤติปฏิบัติจริงๆ (what people actually do) อย่างน้อยก็ควรจะมีความสำคัญเท่าๆ กับการจัดทำสมการอธิบายว่ามนุษย์เราควรจะทำอะไร (what people should do) พูดง่ายๆ ว่า สิ่งที่คนเรากระทำจริงๆ ควรให้ความสนใจควบคู่กันไปกับสิ่งที่คนเราควร จะทำ

นักวิทยาศาสตร์ที่สถาบัน California institute of technology ได้ทำการทดลองหาความจริงเกี่ยวกับการทำงานของสมองมนุษย์ โดยใช้เครื่องที่เรียกว่า FMRI เป็นเครื่องมือที่เหมือนกับเครื่องสมองกลที่หมอเขาใช้ในการตรวจหาก้อนเนื้องอกในสมอง เครื่อง FMRI ที่ว่านี้ช่วยให้นักวิจัยทางด้านเศรษฐ ศาสตร์ที่เกี่ยวกับระบบประสาท (neuvo-economics) สามารถค้นคว้าหาความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ระหว่างความกลัว ความโกรธ ความโลภ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ในแต่ละครั้งที่เอามือไปแตะต้องกับกระเป๋าสตางค์ ซึ่งเป็นสมบัติในความครอบครองที่ใกล้ชิดตัวเรามากที่สุด

นักเศรษฐศาสตร์มีวิธีการที่จะแสดงให้เห็น ถึงความไม่สมเหตุสมผลของมนุษย์ ซึ่งหยิบยก จากกรณีการทดลองที่เรียกว่า "เกมขั้นสุดท้าย" (ultimate game) โดยหานักศึกษา 2 คนมาเป็นผู้เล่นเกม มีการมอบเงินให้คนแรกไป 10 เหรียญ ให้เขาเลือกเอาว่าจะเสนอแบ่งให้คนที่สองในจำนวนเงินเท่าใดก็ได้ และคนที่สองก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าจะรับเงินส่วนแบ่งหรือไม่ ถ้าคนที่สองยอมรับเงิน 10 เหรียญก็จะถูกแบ่งกันไปได้ตามสัดส่วนที่คนแรกเสนอ แต่ถ้าคนที่สองไม่ยอมรับส่วนแบ่ง ทั้งสองคนก็จะไม่ได้เงินเลยสักแดงเดียว ซึ่งถ้าหากเป็นไปตามทฤษฎีความสมเหตุสมผลตามสมการทางเศรษฐศาสตร์แล้ว คนแรกเมื่อรับเงินมา 10 เหรียญ ก็ควรจะเสนอแบ่งให้คนที่สองเพียง 1 เหรียญ เพราะเขาจะมีเงินเหลือไว้ใช้ส่วนตัวมากที่สุดถึง 9 เหรียญ คนที่สองแม้จะได้เพียง 1 เหรียญ ก็ควรจะยอมรับเงินจำนวนนั้น เพราะมันย่อมจะดีกว่าไม่ได้อะไรเลย และก็ไม่ได้ลงทุนทำอะไร

ถ้าหากเราลืมสมการที่ว่าด้วยความสมเหตุสมผลดังกล่าวข้างต้นไปเสียแล้วหันมาดูกันว่า คนเราในทางปฏิบัติจริงแล้วเห็นอย่างไร เราก็จะเห็นอะไรที่แตกต่างกันไป ผลการทดลองกันจริงๆ ปรากฏว่าคนที่ถูกกำหนดตัวให้เล่นเกมเป็นคนที่สอง ล้วนแล้วแต่ปฏิเสธจะไม่รับข้อเสนอส่วนแบ่งเป็นจำนวนเพียง 1 เหรียญ 2 เหรียญ เสียเป็นส่วนใหญ่ นักเศรษฐศาสตร์ ไม่สามารถจะอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ได้ดีไปกว่าความรู้สึกว่า ตนเองถูกดูถูก หรือเหยียดหยามจากข้อเสนอส่วนแบ่งที่น้อยเกินไปอย่างไม่สมศักดิ์ศรี และเมื่อนำเกมนี้ไปเล่นกับคอมพิวเตอร์แทนคน กลับปรากฏว่าผู้เข้าทดลองจะยอมรับข้อเสนอส่วนแบ่งที่เครื่องคอมพิวเตอร์เสนอเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนเท่าใด ทั้งนี้ก็เพราะว่าเขาไม่รู้สึกว่าถูกดูหมิ่นเหยียดหยามศักดิ์ศรีโดยเครื่องคอมพิวเตอร์

ในกรณีของการเล่นเกมระหว่างคนกับคนด้วยกันแบบนี้ ผู้เล่นที่เป็นคนเสนอส่วนแบ่งให้ผู้อื่นในจำนวนน้อยที่สุด ก็คือผู้ที่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่นไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ทางจิตใจกับผู้อื่นได้ ผลการทดลองตรวจการทำงานของคลื่นสมองมนุษย์ โดยเครื่อง FMRI ทำให้นักวิทยา ศาสตร์สามารถเรียนรู้ข้อเท็จจริงต่างๆ ทางด้านชีววิทยาที่กำหนดพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของคนเรามากยิ่งขึ้น และผลการวิจัยค้นคว้าด้านการทำ งานของสมองมนุษย์เท่าที่ดำเนินมาพอจะสรุปให้เห็นได้ว่า การตัดสินใจของคนเรานั้นไม่ได้สมเหตุสมผลเป็นเส้นตรงอย่างที่เราเคยคิดกัน วิทยา ศาสตร์สมัยใหม่แบบตะวันตก ในโลกศตวรรษที่ 21 ได้ก้าวหน้ามาถึงขั้นที่สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของสมอง ในการกำหนดการตัดสินใจของมนุษย์มากขึ้น วิธีการศึกษาเป็นการศึกษาจากผู้สมัครเป็นเหยื่อของการทดลองและพิสูจน์ มีการบันทึกข้อมูลเป็นระบบ มีหลักฐานตรวจสอบได้มีการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ทันสมัยในการทดลอง ผลการทดลองที่เกิดขึ้น อาจเป็นประโยชน์ต่อการวางนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ ด้านธุรกิจการตลาด เพื่อผลิตสินค้าและบริการ ให้ตรงกับความต้องการในเชิงวัตถุของผู้บริโภคมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในทรรศนะของผู้เขียนแล้ว ยังไม่ค่อยจะ แน่ใจว่าวิทยาศาสตร์สมัยใหม่แบบตะวันตก จะสามารถทำให้มนุษย์เกิดสติปัญญา เพียงพอที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจของตนเอง สามารถเข้าถึงความจริงทางธรรมชาติทั้งหมดว่า เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว ทำให้คลายจากความยึดมั่นในตัวตน ทำให้ปฏิบัติต่อตนเอง ต่อผู้อื่น และปฏิบัติต่อธรรมชาติแวดล้อมในทางที่เจริญ เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและยั่งยืน ไม่ทำลายกันเองให้สูญเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ไปจากโลกนี้ในที่สุด

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 7