หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ดับไฟใต้ ภาค 2 รู้ยุทธศาสตร์ - รู้ยุทธวิธี

โดย พลเอก หาญ ลีนานนท์ สมาชิกวุฒิสภาสตูล  มติชนรายวัน  วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9782

จนถึงวันที่เขียนบทความนี้ 12 ธันวาคม 2545 ก็มีการสูญเสียของฝ่ายเรามิเว้นแต่ละวัน เนื่องมาจากการก่อการร้ายของขบวนการโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้

ในฐานะที่เคยเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยทหาร ถ้าทหารถูกฆ่าตาย ถูกโจมตีฐาน ถูกซุ่มยิงทุกวัน เอาหน้าไว้ที่ไหน

ถ้าเป็นอาจารย์โรงเรียนเสนาธิการ ก็ต้องเดือดร้อนอยู่ในใจว่า ลูกศิษย์ลูกหาที่สำเร็จกันไป กำลังทำอะไรกันอยู่

นายทหารระดับ ผบ.พัน ผู้การกรม ผบ.พล และฝ่ายเสนาธิการต่างๆ นั้น ผ่านโรงเรียนเสนาธิการทหารบกมาแล้วทั้งนั้น เข็มเสธฯคงจะขึ้นสนิมเขียวไปหมดแล้วจึงคิดอะไรไม่ออก ไม่ว่าแต่เฉพาะทหาร ตำรวจ ตชด.ก็ผ่านโรงเรียนเสนาธิการทหารบก มาหลายคนแล้วเช่นกัน

คนเป็นเสธฯนั้นต้องทำตัวเป็นผู้บังคับบัญชา ต้องคิดแทน ผบ.กรม ผบ.พล หรือแม่ทัพ งานของเสนาธิการจึงจะรุ่งเรือง

หน่วยจะพิชิตศัตรู หรือการรบได้ราบคาบ มิใช่ให้รอว่า นายจะสั่งอย่างไร ถ้านายเป็นคนคิดไม่เป็น หน่วยของเรามิแพ้ข้าศึกศัตรู หรือถูกล่าทุกวันอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ผู้เขียนมีประสบการณ์ในอาชีพทหาร เป็นทั้งเสนาธิการ และเป็นผู้บังคับบัญชา ระดับแม่ทัพ ที่ทำงานเสร็จให้แก่แผ่นดินนี้ คนทั่วประเทศ รู้จัก และไม่ลืม ใต้ร่มเย็น ไม่ลืม ทัวร์นรก

นโยบายใต้ร่มเย็นนั้น ผู้เขียนคิดเอง เขียนเอง หลังจากรับหน้าที่ได้เพียง 2 วัน และประกาศใช้ทันทีเมื่อ 2 ตุลาคม 2524 ไม่ต้องมารอ ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์

มีนโยบายแล้ว ต้องมีแนวทางปฏิบัติในขั้นตอนรายละเอียดต่างๆ เพราะนโยบายนั้นมักจะเป็น นามธรรม หรือขอบเขตกว้างๆ เป็นยุทธศาสตร์ก็ว่าได้เพื่อให้บรรลุนโยบาย ก็ต้องมีแนวทาง เปรียบด้วยการปฏิบัติทางยุทธวิธีของทหาร ก็มักจะมีคำถาม(ปุจฉา) ระบายออกมาทางสื่อ(น.ส.พ.) ว่าพวกโจรก่อการร้ายนี้ เขาก่อเหตุร้ายทำไม ประสงค์อะไร

อย่าว่าแต่คนทั่วไปเลย กลไกรัฐทั่วไป หรือข้าราชการที่ทำงานอยู่ที่ 3 จชต. ขณะนี้ไม่แน่ใจว่า รู้จักโจรก่อการร้ายเหล่านี้หรือไม่

ถ้ารู้จักก็คงสยบ หรือดับไฟใต้ให้มอดลงได้แล้ว

โจรก่อการร้ายเหล่านี้คือ นักรบของขบวนการโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน ผู้เขียนไม่สามารถบอกได้ว่า หัวหน้ากลุ่มต่างๆ(มีหลายกลุ่ม) มีใครบ้างและชื่ออะไร? เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของรัฐต้องรู้ ซึ่งต้องปิดลับ แต่ผู้เขียนบอกหน้าตาของเขาได้ และบอกพฤติกรรมที่เขากำลังทำอยู่นี้ได้

ที่ว่ารู้หน้าตาของขบวนการได้ก็คือ รู้ยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี ทางการเมือง และการทหารของเขา ซึ่งได้จากการอ่าน ศึกษา และประสบการณ์ในอดีต

ยุทธศาสตร์ทางการเมืองของขบวนการโจรก่อการร้ายฯคือ แบ่งแยกดินแดนทางตอนใต้ของประเทศไทย ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลาบางส่วน(อ.นาทวี และ อ.สะบ้าย้อย) เป็นรัฐเอกราช ปกครองตนเอง เช่น รัฐอิสลามอื่นๆ ในโลก

เพื่อให้บรรลุยุทธศาสตร์ทางการเมืองดังกล่าว ก็ต้องมีวิธีการปฏิบัติ(ยุทธวิธี) เป็นขั้นเป็นตอน คือ ก่อนรัฐธรรมนูญปี 40 โจร หรือแนวร่วม เขาสอนให้ ยึดตำแหน่ง ผู้ใหญ่บ้าน,กำนัน,สภาตำบล

เมื่อมีรัฐธรรมนูญปี 40 ก็เปิดโอกาสให้คนไทยมุสลิมที่มีความรู้ ตื่นตัว และเข้ามาสู่ขบวนการทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะคนมุสลิมมีจำนวนมากถึง 80% เมื่อเทียบกับคนไทยพุทธในพื้นที่ จะได้เข้ามามีส่วนร่วมปกครองดูแลพี่น้องมุสลิมด้วยกันเองถูกต้องแน่นอน ถ้าไม่มีความคิดแอบแฝงซ่อนเร้น

ผู้เขียนเกิดสตูล เรียนที่สตูล จบชั้นมัธยมปีที่ 4 จึงต้องไปเรียนต่อที่ จังหวัดภูเก็ต เพราะตอนนั้นสตูล มีแค่มัธยมปีที่ 4 เพื่อนทั้งหมดเกือบ 30 คน ในชั้นเรียนทุกชั้น มีเด็กพุทธไม่ถึง 10 คนไม่เห็นใครคลุมฮิญาบ(หญิง) หรือสวมกะปิเยาะห์(ชาย)

ทุกวันนี้ที่สตูลมีคนไทยมุสลิม อายุร่วม 70 ปี มาทำงานอยู่กับผู้เขียนเขาเคยอยู่ ปัตตานี ในวัยหนุ่ม(ไม่เกิน 35 ปี ขณะนั้น) เขาบอกว่าไม่มี ฮิญาบ และกะปิเยาะห์ ในสมัยนั้น

การแต่งกายแบบนี้เพื่อแสดงออกความเป็นคนนับถืออิสลาม เกิดขึ้น เมื่อนักการเมืองไทยมุสลิมเข้ามาในสภา ก็ยังคิดในแนวทางที่ดี คือ เขาต้องการสร้างความยิ่งใหญ่ในกลุ่มของตน ที่พรรคจะต้องแคร์

แต่ขณะเดียวกันความรู้สึกแปลก ทางภาษา ศาสนา ประเพณี และวัฒนธรรมได้ค่อยๆ เข้าเกาะกุมใจลูกหลานไทยมุสลิมโดยไม่รู้ตัวว่า แผ่นดินนี้ต้องแบ่งแยกเพราะถูกสอนให้ ไม่ให้เอาหนังสือไทยขึ้นบ้าน พูดไทยไม่ได้บาป ปู่ ย่า ตา ทวด ของเขาอยู่ทางอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำตากใบ และแม่น้ำโก-ลก

เหตุร้าย โจรก่อการร้าย เผาบ้านพักครู โรงเรียนมุจลินทราราม เมื่อ 17 มีนาคม 2547 วันรุ่งขึ้นไปถึง พูดคุยกับครูหลายคน ครูเล่าให้ฟังว่า สงสารเด็กเป็นที่สุด เพราะถูกสอนไม่ให้พูดไทย เอาหนังสือไทยขึ้นบ้านไม่ได้บาป

หนังสือที่ครูแจกวันเปิดเทอมเด็กมิเคยเอากลับบ้าน เด็กไม่เคยทำการบ้านจึงสอบตกทุกปี แต่ก็สอบซ่อมยกชั้นทุกปี จบ ป.6 แล้วจึงพูดไทยไม่ได้ ทั้งๆ ที่เด็กมุสลิมพูดไทย(กลาง)ได้ชัด ลูกไทยใต้แท้ๆ เมื่อพูดไทยแล้วออกทองแดง วันหนึ่งครูแจกนมกล่อง เด็กมุสลิมมารับนมกล่องจากมือครูพุทธ เมื่อรับนมไปแล้วยังไม่ดื่ม วิ่งหาก๊อกน้ำ เอากล่องนมไปล้าง(มือครูพุทธสกปรก ห้ามรับของกินจากคนนอกศาสนา) ครูสงสารเด็กน้ำตาซึม

เยาวชนมุสลิมถูกมอมเมาทำนองนี้มานาน 20 ปีเศษแล้ว ถ้ามีคนทำต่อใต้ร่มเย็นจากผู้เขียนเมื่อหมดวาระ มทภ.4 ปี 2526 ความเกลียดชิงชัง ระหว่างพุทธ-มุสลิม อย่างลึกซึ้งเข้าสายเลือดเช่นนี้หมดไปแน่นอน

ความคิดแต่เบื้องต้นที่จะแสดงให้เห็นความสำคัญของกลุ่มมุสลิมในพรรคการเมืองไทย ได้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ตอกลิ่มให้เกิดความร้าวฉานในทางสังคมโดยไม่รู้ตัว เช่น สอนให้เด็กๆ เกลียดพระสงฆ์ เมื่อพบเห็นพระบิณฑบาตตอนเช้า จะเอามือปิดจมูก และถ่มน้ำลายรด

ในโรงเรียนเด็กเล็ก(ตาดีกา) สอนให้รู้จักการฆ่าโดยไม่มีเหตุผล ถ้าพบคนแต่งตัวเป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ใช้มือเปล่า 2 นิ่ว ทำท่ายิง จ้องไปยังคนเหล่านั้น เด็กโตหน่อยก็ทำปืนอาก้า ด้วยโฟม ประทับยิงประกอบเสียงด้วยปาก ปัง...ปัง...ๆ..ๆ

วันที่ท่านนายกฯทักษิณ ทัวร์ 3 จชต.ครั้งแรก เมื่อผ่านแถวเด็กๆ นายกฯทักษิณยังชี้ให้ ส.ส.ที่ติดตามไปในคณะ ดูเด็กทำมือแทนปืนชี้มาที่ทางคณะเมื่อผ่านไป ไม่ทราบว่านายกฯเข้าใจความหมายเขาหรือไม่

ยุทธวิธีทางการเมืองของขบวนการโจรก่อการร้าย ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทันทีที่กำลังทหารได้รับคำสั่งให้ถอนตัวโดยสิ้นเชิง เมื่อปี 45 เพื่อไปปฏิบัติภารกิจอื่น และให้ตำรวจรับผิดชอบพื้นที่ที่ทหารเคยควบคุมอยู่ โจรบนเขาได้ลงมาควบคุมหมู่บ้านทันที และสร้างแนวร่วมขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ทุกหมู่บ้านที่ชายแดนมีคนของโจรควบคุม

และเมื่อถึงเวลาการเลือกตั้งตาม รัฐธรรมนูญปี 40 ตัวแทนของโจรก็ได้รับการเลือกตั้งเข้ามานั่งอยู่ในการปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างพร้อมเพรียง และโดยธรรมชาติของการเลือกตั้งระดับชาติ ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นสมาชิก อบต. ส.ท. หรือ ส.จ. ในการปกครองส่วนท้องถิ่นก็มักจะเป็นหัวคะแนน

ผู้ที่ลงรับสมัครการเลือกตั้งระดับชาติ(ส.ส.,ส.ว.) ท่านผู้อ่านคงคิดออกแล้ว โดยผู้เขียนมิต้องบอกว่า ความคิดแบ่งแยกดินแดนนั้น ไปลึกเกินขอบเขต ของผู้ที่คิดแสดงความคิดให้เห็นความสำคัญของกลุ่มของตน เพื่อดึงความสนใจของพรรคการเมือง สิ่งที่เขาคิด และ ทำเป็นแนวร่วมของขบวนการโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนโดยไม่รู้ตัว(แนวร่วมมุมกลับ)

เขาลืมไปว่า องค์การบริหารส่วนตำบลนั้น ย่อมมีทั้งคนพุทธและมุสลิม แน่นอนคนมุสลิมต้องมีมากกว่า เช่น ใน อบต.หนึ่งมีมุสลิม : พุทธ 10 : 3 แล้วจะมาบอกว่าต่อไปนี้เวลาประชุม อบต.พวกเราต้องพูดภาษายาวีกัน หมายความว่าอย่างไร อบต.ที่เป็นพุทธ จะทำงานใน อบต.นั้นต่อไปได้อย่างไร

ใครเป็นคนสั่งให้ทำอย่างนี้ ถ้ามิใช่นักการเมืองที่มีตำแหน่งในระดับสูง และคงจะเป็นคนคนเดียวกันกับที่เสนอให้รัฐบาลถอนทหาร เมื่อปี 45

โดยสรุปขณะนี้ ขบวนการโจรก่อการร้ายได้ยึดการเมืองท้องถิ่นไว้หมดแล้วใน 3 จชต.เหตุการณ์ร้ายจึงเกิดขึ้นทุกวัน ฝ่ายรัฐบาลและประชาชน ถูกฆ่าตายเป็นประจำทุกวัน จนเป็นเหตุการณ์ปกติ ฝ่ายรัฐบาล(ขรก.,พลเรือน,ตำรวจ และทหาร) มองไม่เห็นโจร เพราะเขาอยู่ในที่มืด(ปะปนกับชาวบ้านอยู่ในหมู่บ้าน)

ทุกครั้งที่เกิดเหตุร้าย ไม่ว่า ยิง,ฆ่า,ซุ่มยิง,ก่อวินาศกรรม ไม่มีประโยชน์อะไรที่ฝ่ายเราจะต้องยกกำลังไปไล่ล่า 100-200 คน เพราะกว่าจะรวบรวมกำลัง ปรับขบวนพร้อมเคลื่อนที่ได้ ก็ร่วม 1-2 ชม. ฝ่ายเราตามล่าไปในป่าเขา 2-3 ชม. พบแต่ความว่างเปล่าไม่มีที่หมาย ไปถามชาวบ้านบอกไม่รู้ไม่เห็น ในขณะที่โจรก่อการร้ายกลับมานอนอยู่ในบ้านแล้ว หลังจากเสร็จการก่อการร้าย 5-10 ฝ่ายเราทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่เคยเปลี่ยนแปลง

โรงเรียนเสนาธิการทหารบก อันเป็นสถาบันที่ผู้เขียนเทิดทูน เพราะเป็นแหล่งที่ประสิทธิประสาท ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีทางการทหาร ให้แก่บรรดาแม่ทัพนายกอง ของกองทัพบกเอาชนะศึกของชาติ มาหลายสงครามแล้ว ทั้งภายในและภายนอก คงจะต้องทบทวนบทเรียนจากการรบ และเขียนแนวทางการแก้ปัญหาให้เหล่าสานุศิษย์ทั้งหลาย ที่ติดเข็มเสนาธิปัตย์ อยู่ที่อกเสื้อด้านขวาเสียใหม่

ขณะนี้โจรก่อการร้าย เป็นฝ่ายรุกมาร่วมปีแล้ว(ขาดอีกไม่กี่วันก็ถึง 4 ม.ค. 47 ครบปี) ลูกศิษย์ยังแก้ปัญหาไม่ตก เป็นฝ่ายรับตลอด พร้อมกับการสูญเสียชีวิตของฝ่ายเรา 300 เศษแล้ว

ไม่ทราบว่า โจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน เรียนวิชาเสนาธิการกิจมาจากสำนักไหนแต่ที่แน่ๆ ก็คือ แม่ทัพใหญ่(มทภ.4) ของฝ่ายเราถูกเปลี่ยนไป 3 คนแล้ว ภายในปีเดียว เพราะทำงานไม่เข้าตานายกฯทักษิณ สถานการณ์ก่อการร้ายที่ จชต.เป็นสถานการณ์ทางทหาร ที่ใช้แม่ทัพเปลืองที่สุดเท่าที่เคยมีมา และผมก็ไม่ทราบว่า ใครจะเป็นหนูทดลองยาตัวต่อไป

ตราบใดเรายังไม่รู้ว่าฝ่ายศัตรูนั้นเขาคิดอย่างไร มียุทธศาสตร์และ ยุทธวิธีทางการเมือง,ทางการทหารอย่างไร กล่าวคือไม่รู้จักหน้าตาของศัตรู ไม่รู้เขา ประกอบกับ ไม่รู้เรา คือไม่มีแนวทางให้หน่วยปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เมื่อ ไม่รู้เขา-ไม่รู้เรา รบร้อยครั้งก็แพ้ทั้งร้อยครั้ง ตามพิชัยสงครามขอฝากให้แม่ทัพคนต่อไป

ดับไฟใต้ (2) นี้ โดยสรุปคือ แนะนำให้รู้จัก ศัตรูว่าเขาคิดอย่างไร กล่าวคือให้รู้จักยุทธศาสตร์และยุทธวิธี ทั้งทางการเมืองและทางการทหาร ของขบวนการก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนโดยย่อ ผู้อ่านคงต้องรอ ดับไฟใต้ (3) คือ วิธีแก้ปัญหาของฝ่ายเรา(เฉลยเฉพาะที่ไม่ลับ) ต่อไป

หน้า 6


ดับไฟใต้ (3)

โดย พลเอกหาญ ลีนานนท์  มติชนรายวัน  วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9811

เมื่อไม่นานมานี้ ข่าวจากแหล่งข่าวเปิด ในหนังสือพิมพ์ ระบุว่า สายลับอเมริกัน และอิสราเอล แจ้งว่า โจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะทำงานใหญ่ด้วยระเบิดพลีชีพ(คาร์บอมบ์ หรือจักรยานยนต์บอมบ์) เพื่อสร้างภาพที่เป็นลบให้กับรัฐบาลทักษิณ ให้มากขึ้นก่อนเลือกตั้ง คือ ประมาณต้นปีใหม่

ขณะเดียวกันสายลับอเมริกันและอิสราเอลก็กำลังติดตามข่าว ให้รู้แน่ว่าการก่อการร้ายสากล คือ กลุ่ม อัลเคด้า และเจไอ ได้เข้ามาปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้(ปัตตานี,ยะลา,นราธิวาส) หรือไม่

อีกทั้งแหล่งข่าวดังกล่าวได้เดินทางไปที่ 3 จังหวัดชายแดนถิ่นใต้ บ่อยครั้งได้พบว่า คนหนุ่มสาวหายไปจากหมู่บ้านที่ติดชายแดนมากเมื่อถามก็ได้ความว่าไปทำงานในมาเลเซีย

แม้จะเป็นข่าวเปิดในหน้าหนังสือพิมพ์ผู้เขียนก็ให้ความสนใจ เพราะเกาะติดข่าวนี้มาตลอดเวลา ประสบการณ์ในการทำงานในอดีต เมื่อบวกกับสถานการณ์ของการก่อการร้ายสากล ซึ่งเป็นการก่อการร้ายแนวใหม่ ที่เรียกว่า นีโอเทอเรอรีสซึม (Neo Terrorism) หรือการก่อการร้ายที่ไร้ผู้นำ ที่เคยนำเสนอใน ดับไฟใต้ (1) แล้วนั้น อยากจะเตือนว่า ฝ่ายเรามิควรเพิกเฉยต่อข่าวเปิดนี้ เพราะระเบิดพลีชีพย่อมเกิดขึ้นได้ง่ายในเมื่อโจรก่อการร้ายฯ มีความเชื่อทางจิตวิญญาณว่าเขาไม่ตาย ทันทีที่เนื้อหนังมังสาของเขาแตกแยกเป็นชิ้นๆ เพราะระเบิดพลีชีพนั้น วิญญาณของเขาก็ไปสู่อ้อมอกของพระศาสดาของเขาทันใดนั้น เขาไม่ได้ตายจริง

แต่...ถ้ากลุ่มก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนไม่สามารถทำได้เอง นักรบรับจ้างทั่วโลก ของการก่อการร้ายแนวใหม่ ก็จะรับอาสามาทำให้ เพียงแต่ให้นักรบท้องถิ่นเป็นผู้ชี้เป้า

ถ้ากลุ่มโจรแบ่งแยกดินแดน อาศัยมือของ อัลเคด้า หรือเจไอ เมื่อใด นั่นแหละจะเป็นสะพานทอดให้ กองทัพต่างชาติ หรือตำรวจโลก เข้ามาปราบกลุ่มโจรก่อการร้าย ชาวไทยเราคงไม่อยากเห็นบ้านเมือง ที่ 3 จังหวัดชายแดนสลักหักพัง เช่น สงครามในอีรัก และอัฟกานิสถาน

แน่นอนประชาชนเท่านั้นเป็นผู้รับทุกข์แสนสาหัส

ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ มิได้เป็นปัญหาสลับซับซ้อน ถ้าผู้แก้ปัญหารู้แก่นแท้ของปัญหาและรู้จริง เสียสละ และทุ่มเทให้กับการแก้ปัญหาทั้งชีวิต

สำคัญว่าต้องละทิ้งความคิดเห็นของตนเองเสียบ้าง ฟังความเห็นของคนอื่น อย่ามีอัตตา ทำใจให้กว้าง โดยเฉพาะความคิดเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชา และหน่วยงาน ที่เขาคร่ำหวอดอยู่กับงาน เรียกมาใช้ใกล้ตัว เมื่อกรองดีแล้วเอาความคิดนั้นๆ มาเป็นความคิดส่วนรวม และออกเป็นคำสั่งยุทธการหน่วย ทำให้ทุกคนทุกระดับการบังคับบัญชา มีส่วนร่วมในแผนยุทธการนั้นๆ

แผนยุทธการใต้ร่มเย็นของผู้เขียนนั้น ผู้บังคับหน่วยทุกระดับ และฝ่ายเสนาธิการต่างๆ มีส่วนร่วมในการวางแผน ผู้เขียนตัดสินใจแก้แผนยุทธการ ที่ฝ่ายเสนาธิการประจำตัวแม่ทัพภาคที่ 4 วางแผนชั้นต้นให้ กลางที่ประชุมใหญ่กองทัพ หลายครั้ง จึงทำให้สามารถทำ ใต้ร่มเย็น ในยุทธการต่างๆ ประสบความสำเร็จทุกครั้ง ความเป็นห่วงกังวลที่ทับถม หนักอึ้งอยู่ จะมลายหายไปอย่างปลิดทิ้ง เบาตัวทันทีเพราะแผนยุทธการนั้น มีผู้บังคับหน่วยทุกระดับ และฝ่ายอำนวยการ(เสนาธิการ) มีส่วนร่วมรับผิดชอบวางแผน มิได้รับผิดคนเดียว เมื่อเป็นดังนี้ ฐานที่มั่นที่สำคัญทุกแห่งของ ทปท.ถูกทำลายทันทีเมื่อถึง วัน ว. เวลา น.

ขอย้อนกลับไปแหล่งข่าวเปิดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อทราบขีดความสามารถของฝ่ายศัตรู ที่กล่าวข้างต้นแล้ว ขอวิเคราะห์ว่า เป้าหมายของศัตรูที่จะระเบิดพลีชีพต่อเรานั้นน่าจะเป็นที่ตั้ง สถานที่ราชการ เช่น อำเภอ ศาลากลาง โรงพักต่างๆ และฐานที่ตั้งทางทหาร ฝ่ายศัตรูน่าจะไม่กระทำต่อเป้าหมายที่เป็นประชาชน ที่คนมุสลิมจะไปชุมนุมกัน เช่น ร้านน้ำชา หรือตลาดนัด เพราะจะสร้างความไม่พอใจให้เกิดขึ้นในกลุ่มมุสลิมที่ไม่ต้องการความรุนแรง กลุ่มโจรก่อการร้ายยังคงต้องการความร่วมมือจากประชาชน เพื่ออาศัยเป็นที่หลบซ่อน

เพราะฉะนั้น พึงระวังในเหตุร้ายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหลังวันครบรอบปีของวันจุดดอกไม้ไฟ ของแผนยุทธศาสตร์ขั้นที่ 6 เมื่อ 4 มกราคม 47 ยุทธศาสตร์ทหาร 7 ขั้นตอนของขบวนการโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน ตามเอกสารที่ฝ่ายทหารยึดได้ที่บ้าน อุสตาซ สะมะแอ ดูเซ็ง ครูสอนศาสนาที่ โรงเรียนสัมพันธ์วิทยา อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เมื่อ 1 พ.ค. 46

หลังจาก 4 มกราคม 47 โจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน ได้จุดไฟขึ้นหลายหย่อม เมื่อมองดูในแผนที่ยุทธการ หย่อนไฟต่างๆ จะพยายามให้ลุกโชนเชื่อมต่อกัน และใกล้กันมากขึ้นในอำเภอต่างๆ ที่ชายแดน ถ้าผู้เขียนเป็นผู้บังคับบัญชา ที่แก้ปัญหาขณะนี้ ต้องคิดให้ได้ว่า ยุทธศาสตร์ ปฏิวัติ 7 ขั้นของ รัฐเอกราชปัตตานีนั้นก้าวมาถึงไหนแล้ว และมีความเป็นไปได้หรือไม่ อย่างไร ฝ่ายเรามิสามารถหยุดมันลงเสียได้ หรือจะปล่อยให้เป็นไปตามเป้าหมาย

ที่แหล่งข่าวเปิด นายทหารผู้ใหญ่คนหนึ่งเคยพูดถึงยุทธศาสตร์ 1,000 วัน เวลานี้เหลือกี่วัน....?

และเป้าหมายของยุทธศาสตร์ 1,000 วัน ของศัตรูนั้นคืออะไร ที่ไหนที่เป็นเป้าหมายแตกหักใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ในดับไฟใต้ (2) ผู้เขียนได้แนะนำให้รู้จักหน้าตา หรือภาษาทหารก็คือให้รู้จัก ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีทางการเมืองของฝ่ายศัตรู แล้วดับไฟใต้ (3) นี้เป็นการแนะนำให้ผู้อ่านรู้ว่า ถ้าเป็นผู้รับผิดชอบแก้ปัญหาของชาติ ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนี้ จะมีแนวทางอย่างไร

คงจะต้องแยกการแก้ปัญหาชาติที่แผ่นดินถิ่นใต้ที่ชายแดน เป็น 2 ระดับ และคงจะพูดได้เฉพาะขอบเขตจำกัด ไม่เปิดเผยเกินไป และไม่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ที่ว่าแยกการแก้ปัญหาเป็น 2 ระดับ คือ ระดับชาติ(ครม.และ นรม.) และระดับผู้ปฏิบัติในภูมิภาค คือระดับผู้บังคับบัญชาหน่วย ทหาร ตำรวจ และ ตชด.และข้าราชการพลเรือน(พตท.=พลเรือน ตำรวจ ทหาร)

ระดับชาติ คือ ระดับรัฐบาล เมื่อรู้ยุทธศาสตร์การเมือง และยุทธวิธีการเมือง ของฝ่ายศัตรูหรือฝ่ายโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนในดับไฟใต้ (2) แล้ว

วิธีแก้ไขก็คือ ต้องหาทางสร้างความคิดใหม่ให้เกิดขึ้นแก่เยาวชนรุ่นใหม่ ไม่ปล่อยให้ครูสอนศาสนา(อุสตาซ) มามอมเมาเด็กในโรงเรียนตาดีกา,สถานสอนศาสนาปอเนาะ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ซึ่งต้องมีโครงการระยะยาว และระยะสั้นเฉพาะหน้าที่ต้องทำโดยรีบด่วน ต้องมีการควบคุม,

กำกับดูแล การเรียนการสอน ของลูกหลานมุสลิม และแนะแนวตลอดเวลา รวมถึงผู้ปกครอง และพ่อแม่ของเด็กให้ทราบวิถีชีวิต และอนาคตของเด็กไทย ในการพัฒนาประเทศ ศาสนาอย่างเดียวมิสามารถพัฒนาประเทศได้ เยาวชนมุสลิมต้องศึกษาสายสามัญไปด้วยพร้อมๆ กัน เมื่อจบอุดมศึกษาแล้ว หรือมีครอบครัวแล้ว ก็เรียนศาสนาที่ปอเนาะได้ไม่มีขีดขั้น

เมื่อมีแนวทางเช่นนี้ คนหนุ่มสาวมุสลิมก็จะมีโอกาสมาทำงานรับใช้ชาติบ้านเมือง ทุกสาขาอาชีพ มีการงานทำ ดำรงชีวิต ตามวิถีไทย และมีโอกาสดูแล พี่น้องมุสลิมได้มากขึ้น เยาวชนมุสลิมจะได้รับการศึกษา ตามแนวทางที่ชาติกำหนด มีงานทำ ไม่ต้องไปทำงานตามแพปลา ไม่ถูกหลอกไปติดยา ซึ่งล่อแหลมต่อการถูกมอมเมาทางความคิด ไปกู้ชาติเป็นรัฐเอกราชปัตตานี

ที่ว่ามาแล้วนี้ เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาทางการเมือง เป็นเรื่องของความคิด และอุดมการณ์สร้างความคิดใหม่ให้คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่

ถามว่า แล้วคนที่เก่าแก่ที่มีรากเหง้าหยั่งลึกอยู่ในการเมืองไทยขณะนี้ละ และมีอยู่แล้วที่เป็นนักการเมืองระดับชาติ ส่วนการเมืองท้องถิ่นนั้น ถูกครอบงำไว้ อย่างน้อยก็ 70% กลุ่มนี้ก็คือ หัวคะแนนของนักการเมืองระดับชาติ และการเลือกตั้งก็จะเกิดขึ้นแล้วใน 6 กุมภาพันธ์ 2548 นี้ความคิดทางการเมืองในการแบ่งแยกดินแดน กำลังรุกเข้าไปสู่รัฐสภา...ใช่ไหม...?

ส่วนในทางยุทธวิธี (การปฏิบัติ) คงต้องสงวนไว้ มิสามารถเปิดเผยทางสื่อได้ เพื่อมิให้ศัตรูของเรารู้ว่าเราจะเอาชนะเขาอย่างไร ควรจะรู้เฉพาะกับฝ่ายปฏิบัติเท่านั้น

อย่างไรก็ดี บรรดาผู้บังคับหน่วยทั้งหลาย ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ไม่ว่า ทหารตำรวจ หรือตำรวจตระเวนชายแดน หากนำพฤติกรรมต่างๆ ของศัตรู(โจรก่อการร้าย) ที่ปฏิบัติการรุนแรงต่อฝ่ายเรา ฆ่าฝ่ายเราตายเป็นรายวันได้นั้นเป็นสิ่งที่จะต้องมาใคร่ครวญให้จงหนัก

และน่าจะมีคำถามในใจว่า ฝ่ายเราหมดหนทางสู้โจรหรืออย่างไร ทำไมโจรมีเสรีในการฆ่า และเลือกเป้าหมายทำลายได้ตามที่ตนต้องการ

อะไรมาบังตาไม่ให้ฝ่ายเรามองเห็นโจร

เราเคยคิดที่จะย้อนรอยโจรบ้างไหม

ถ้าคิดออกก็ทำเลยอย่ามัวรีรอให้ชาวบ้านต้องสังเวยชีวิต แก่การกระทำของโจรวันแล้ววันเล่า

ในทางตอบโต้ทางปฏิบัติทางยุทธวิธี ก็คงเฉลยได้เพียงแค่นี้ ผู้บังคับบัญชาต้องมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้ใต้บังคับบัญชา และประชาชน ในสงครามที่ไม่ประกาศนี้

กำลัง พตท.(พลเรือน ตำรวจ ทหาร) ต้องรีบดับไฟใต้ ก่อนที่ดอกไม้ไฟจะบานลุกโชติช่วงแดงฉานไปทั่วถิ่นใต้ที่ชายแดน เลยจุดที่ยากจะดับได้

เนื่องจาก ศาสนาอิสลาม เป็นธรรมนูญแห่งชีวิตของคนไทยมุสลิม วิถีชีวิตของพี่น้องมุสลิมถูกกำหนดไว้ในคัมภีร์ กุรอ่านอันศักดิ์สิทธิ์ คำสอนในคัมภีร์ถูกบิดเบือนไป เป็นคัมภีร์มรณะ ซึ่งถูกเปิดเผยขึ้นในตัวกลุ่มโจรที่ถูกยิงตายในกรณี กรือเซะ ทำให้จุฬาราชมนตรี ผู้นำทางศาสนาอิสลามในประเทศไทยต้องแปลคำสอนในคัมภีร์ที่ถูกต้องส่งไปตามมัสยิดต่างๆ ทั่วประเทศไทย ถึง 200,000 เล่ม

เพราะฉะนั้นความคิดทางการเมือง หรืออุดมการณ์ทางการเมือง เป็นประเด็นปัญหาในการคิดแก้ปัญหาที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความคิดแบ่งแยกดินแดนได้เริ่มมา 107 ปีแล้ว(ดับไฟใต้ (1) นับถึง 4 มกราคม 47 ความคิด และ/อุดมการณ์ เป็นตัวนำไปสู่การปฏิบัติในการต่อสู้ ถึงขั้นจับอาวุธลุกขึ้นสู้อย่างรุนแรง เพื่อให้การต่อสู้ทางการเมืองบรรลุเป้าหมาย และเหตุการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นแล้วที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้รับผิดชอบสถานการณ์ทั้งสิ้นในภาคใต้ที่ชายแดนพึงตระหนักในเรื่องนี้ให้จงหนัก ถ้าแก้ปัญหาทางการเมือง ซึ่งเป็นปัญหาหลักได้ถูกต้อง ปัญหาอื่นก็จะพลอยตกไปด้วย

อุดมการณ์ทางการเมือง ของคนมุสลิมที่ชายแดนใต้ สอนกันตั้งแต่เด็กเล็กที่โรงเรียนตาดีกา(ชั้นประถม) สถานศึกษาทางศาสนาที่ ปอเนาะ และที่โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในระดับมัธยมศึกษา ทางกระทรวงศึกษาธิการของรัฐบาลไทย มิได้สนใจในการศึกษาของเยาวชนลูกหลานมุสลิมมาเป็นเวลาช้านานแล้ว เขาสอนให้ฆ่า ให้เกลียดชังคนพุทธตั้งแต่เด็กๆ (ดับไฟใต้ (2))

ผู้เขียนก็ยังรู้สึกดีใจเมื่อเร็วๆ นี้ได้ยินข่าวทางวิทยุว่า รัฐมนตรี อดิศัย โพธารามิก ได้จัดสรรงบประมาณสร้างเสาธงไปให้ปอเนาะต่างๆ เพื่อให้ลูกหลานเด็กๆ มุสลิม รู้จักร้องเพลงชาติ เวลาชักธงชาติตอน 08.00 น. ทั่วประเทศ และเห็นความสำคัญของเพลงชาติ และธงชาติว่าเป็นตัวแทนของสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถ้ารัฐบาลได้ทำเรื่องนี้ เมื่อ 20-25 ปีที่แล้ว สถานการณ์รุนแรงเช่นปัจจุบันคงไม่เกิดขึ้นแน่นอน

เมื่อพูดถึงเพลงชาติที่เห็นในจอทีวีตอนเช้า เวลา 08.00 น. ถ้าเราเป็นเด็ก หรือ เยาวชนมุสลิมที่เริ่มคิดได้แล้ว ก็อยากจะถามว่า รูปประกอบที่เห็นในทีวีนั้น ทำไมไม่มีรูปมัสยิด และเยาวชนมุสลิมที่ สวมฮิญาบและหมวกกะปิเยาะห์ เป็นภาพประกอบให้เป็นที่ประทับใจของคนมุสลิมบ้างว่าชาติไทยเราก็มีคนทุกชาติ และทุกศาสนาความคิดแบ่งแยกดินแดนในคนรุ่นเก่าคงไม่สามารถสืบทอดมาถึงเยาวชนรุ่นใหม่ปัจจุบันนี้ได้

อ่าน หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 2 มกราคม 48 รู้สึกดีใจที่ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ออกแผนยุทธการ "แผนกวนเมือง" โดยระดมกำลังตำรวจ 100 นาย จัดเป็นชุดปฏิบัติการ 45 ชุด ออกค้นหา ตรวจจับบุคคลผู้ต้องสงสัยว่าเป็นอาชญากรรม ในรูปปลอมแปลงตัวปะปน เป็นพลเรือนเหมือนกับชาวบ้าน

ยุทธการง่ายๆ แบบนี้ ต้องได้ตัวโจรก่อการร้ายที่ฆ่า ยิง ก่อวินาศกรรมหรือซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ หรือครู ที่ตายเป็นรายวันได้แน่นอน

ก็สงสัยอยู่ว่าทำไมพวกเราที่ศึกษามาทางวิชาการทหาร และตำรวจมากมายแล้ว คิดกันไม่ออก

แผนของผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นี้ขอใช้คำว่า เป็นแผนย้อนรอยศัตรู สถานการณ์ขณะนี้ ฝ่ายเรามองไม่เห็นศัตรู แม้จะเป็นเวลากลางวัน เพราะโจร เป็นชาวบ้านอยู่ในหมู่บ้าน โจรใช้รถกระบะ หรือจักรยานยนต์ ฝ่ายเรา(ทหาร,ตำรวจ) แต่งเครื่องแบบ รถทหาร รถเกราะ ไปลาดตระเวน กลางวัน,ดักซุ่มกลางคืน โจรรู้หมดเพราะชาวบ้าน และ/หรือแนวร่วม อยู่ในหมู่บ้านรู้เห็นตลอด ข่าวการเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่มิได้รอดสายตาของโจรไปได้ ตำรวจ ทหาร ที่ไปวางกำลังดักซุ่มกลางคืน 30-40 จุด ไม่เคยพบเป้าหมาย ทำให้กำลังพลฝ่ายเราหมดกำลังใจ ท้อแท้ ขวัญตก

เมื่อ นายเชิดพงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ริเริ่มปฏิบัติการทางยุทธการให้กำลังพลแต่งกายเป็นชาวบ้าน ถึง 45 ชุด ทุกวัน พวกคอมมานโดที่นั่งจักรยานยนต์คู่ พกอาวุธมาไล่ยิง ไล่ฆ่า ครู เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ให้ตายและบาดเจ็บเป็นรายวัน หรือเอาระเบิดมาซุกซ่อน แล้วกดระเบิด มันจะเล็ดลอดสายตาของกำลังพลของผู้ว่าฯไปได้อย่างไร

ย้อนรอยแบบนี้ ถ้าทุกจังหวัดทำ ทหาร ตำรวจทุกหน่วยที่ลงไปปฏิบัติการปราบโจรทำตามที่ผมได้ทำการอบรมไปแล้ว การฆ่ารายวันเงียบหายไปแน่นอน

ดับไฟใต้ (3) ที่ผู้อ่านกำลังติดตามอยู่นี้ ขอใช้ แผนกวนเมือง ของผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เป็นแนวทาง เฉลยคำถามที่ผู้คนยังสงสัยอยู่ได้บ้างพอสมควร แม้ไม่กระจ่างนักก็ต้องขออภัยเพราะเราต้องไม่ให้ฝ่ายศัตรูรู้เสียทั้งหมดว่า ไม้ตายของเรานั้น...ไม้ไหน...?

รู้เราที่พูดนี้ถ้าเปรียบกับมวยไทยก็แค่ขึ้นยกสองเท่านั้น บอกได้เพียงแค่นี้ในสื่อเปิด

หน้า 7


ดับไฟใต้ (4)

โดย พลเอกหาญ ลีนานนท์  มติชนรายวัน  วันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9833

จากวันที่ 16 พฤศจิกายน 2547 ที่พระตำหนักจิตรลดาฯ ซึ่งสมเด็จพระบรมราชินีนาถได้มีพระราชกระแสรับสั่งให้บรรดาข้าราชการการเมืองชั้นผู้ใหญ่ ข้าราชการประจำ รวมทั้งบรรดาผู้บังคับบัญชาระดับสูงของเหล่าทัพต่างๆ และตำรวจ ให้ช่วยกันหาทางดับไฟใต้ อันเนื่องมากจากการกระทำของโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน ที่ฆ่าประชาชนตายเป็นรายวัน อีกทั้งสวนยาง สวนผลไม้ของชาวบ้าน ถูกฟัน หรือถูกทำลายด้วยการใส่สารพิษให้ยืนตาย

จนบัดนี้ล่วงเวลามาเกือบครบ 3 เดือนแล้ว ยังไม่มีวี่แวว หรือรหัสใดๆ ที่แสดงให้ประชาชนชาวบ้านได้อุ่นใจว่า ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนนั้นดีขึ้นแล้ว เพราะสถานการณ์ต่างๆ ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากที่กล่าวข้างต้น

ตอนนี้นายกฯทักษิณริเริ่มความคิดขึ้นใหม่ เมื่อตอนที่ท่านนายกฯไปนอนกับหน่วยทหารที่บ้านพรุโต๊ะแดง ตำบลปาเสมัส อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เมื่อ 3 มกราคม 2548 ท่านนายกฯให้ข่าวกับสื่อว่า ท่านจะให้มีหน่วยทหารหน่วยใหม่เข้ามารับผิดชอบสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และไม่ขึ้นกับกองทัพภาคที่ 4

แสดงว่าการจัดตั้งกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ดำเนินการมาร่วม 3 เดือนแล้วนั้น ไม่ถูกต้องแน่นอน เพราะมีแต่เหตุการณ์เลวร้ายลงทุกวัน สถานการณ์ฆ่าเจ้าหน้าที่ ชาวบ้าน ซุ่มยิง วางระเบิด วินาศกรรม เป็นเหตุการณ์ปกติที่ท้าทายและบ่อนทำลายอำนาจรัฐ ประชาชนชาวบ้านเกิดความกลัว หวาดระแวงซึ่งกันและกัน เพราะเจ้าหน้าที่ยังถูกฆ่าตาย ป้อมตำรวจถูกวางระเบิด หรือฐานทหารยังถูกยิงรบกวน แล้วประชาชนจะอยู่อย่างไร ครูจึงหยุดสอน ปิดโรงเรียนไม่มีกำหนดหลายโรงเรียน

เมื่อนายกฯคิดจะตั้งหน่วยใหม่เพื่อไปช่วยแก้สถานการณ์ให้กองทัพภาคที่ 4 นั้น ผู้เขียนว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะขณะนี้กองทัพบกก็ส่งกำลังทหารไปจากภาคอีสาน และภาคกลาง ลงไปช่วยกองทัพภาคที่ 4 เมื่อรวมๆ กันแล้วก็ร่วม 1 กองพลแล้ว

สถานการณ์ที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนี้บ่งชี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่กองทัพภาคที่ 4 จะต้องมีกำลังทหารเพิ่มขึ้นอีก 1 กองพล เพื่อรักษาความสงบภายในและอธิปไตยของชาติ และเพื่อพัฒนาประเทศตามรัฐธรรมนูญ

แต่ก็ไม่ทราบว่า นักการทหารผู้ใดได้ไปเสนอความคิดให้นายกฯทักษิณว่า หน่วยนี้จะต้องเป็นหน่วยทหารพิเศษ ไม่ขึ้นต่อกองทัพภาคที่ 4

ท่านผู้นั้นคงลืมนึกถึงหลักการจัดและการบังคับบัญชาหน่วยทหารว่า กองทัพบกนั้นเมื่อจะส่งหน่วยทหารไปอยู่ที่ใด จะต้องให้ไปขึ้นกับกองทัพภาค หรือมณฑลทหารบก หรือจังหวัดทหารบกอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นหน่วยปกครองพื้นที่ หรือไปฝากการบังคับบัญชาไว้กับหน่วยนั้นๆ

กองพลเป็นหน่วยรบทางยุทธวิธี ไม่สมควรอย่างยิ่งที่ให้หน่วยนี้ขึ้นตรงกับกองทัพบก เพราะห่างไกลสถานการณ์จากชายแดน ที่ต้องการแก้ไขโดยรีบด่วนและทันเหตุการณ์ อีกทั้งในการจัดหน่วยในการปราบปรามการก่อการร้ายนั้น สายการบังคับบัญชาต้องสั้นที่สุด ไม่มีขั้นตอนมากนัก

สถานการณ์ก่อการร้ายของกลุ่มโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนขณะนี้ แม้กองทัพบกจะส่งกำลังไปให้กองทัพภาคที่ 4 เพิ่มขึ้นแล้วอีกเท่าหนึ่งของกำลังที่ทัพภาคที่ 4 มีอยู่เดิม นอกจากนั้นก็มีกำลังตำรวจภูธร ตำรวจตระเวนชายแดน อีกตั้ง 4 กองกำกับการ

ทหารที่ไม่ใกล้ชิดกับตำรวจตระเวนชายแดน ก็ไม่รู้ว่ากองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนหมายเลขต่างๆ นั้น มีกำลังรบเทียบเท่ากองพันทหารราบของเราก็ว่าได้ นอกจากมีกองร้อยรบถึง 4 กองร้อยแล้ว ยังมีกองร้อยสนับสนุนทั่วไปอีก 3 กองร้อย

เพราะฉะนั้น กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน หมายเลข...นอกจากมีกำลังรบเยี่ยงทหารราบแล้ว ยังมีหน่วยงานทางปฏิบัติการทางการเมือง ปจว., แพทย์, หมวดรถเกราะ, หมวดสื่อสาร ฯลฯ

พูดได้ว่า ผู้วางแผนทางทหารของฝ่ายเรามิได้ใช้ตำรวจตระเวนชายแดนให้เต็มขีดความสามารถของหน่วยนี้เลย

การจัดตั้งมวลชนทางการเมืองนั้น พื้นฐานของตำรวจตระเวนชายแดนมีมาก สมัยที่สมเด็จย่ายังมีพระชนม์อยู่ ลูกเสือชาวบ้านทั่วประเทศมีตำรวจตระเวนชายแดนเป็นแกนหลัก

การวางแผนการยุทธแบบบูรณาการ ควรอย่างยิ่งที่ต้องนึกถึงตำรวจตระเวนชายแดนเสมอ เพราะหน่วยนี้มีความคล่องตัว ทั้งด้านการทหารและด้านการเมือง ผู้วางแผนของฝ่ายทหารจะต้องชี้แนะหรือให้แนวทางปฏิบัติไปด้วย มิใช่แบ่งพื้นที่ให้รับผิดชอบไปเป็นส่วนๆ แล้วไปทำตามที่ต่างคนต่างคิดดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

เมื่อ 13 มกราคม 2548 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ส่งกำลังตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ(นปพ.)ลงมาเสริม กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 อีกราวๆ 2,000 นาย

ตำรวจหนุ่มความรู้ความสามารถพิเศษ สำเร็จใหม่ นอกจากแบ่งไปประจำที่จังหวัดสงขลาเสีย 5 อำเภอ อำเภอละ 35 นายแล้ว นอกนั้นให้ลงไปรายงานตัวต่อผู้บังคับการตำรวจที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อไปนี้ภายในจังหวัด แต่ละกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจะมี(นปพ.) จังหวัดละ 600 นาย แยกไปอยู่ตาม สภ.อ.ได้ ประมาณ 30-40 นาย/สภ.อ.

เมื่อเปรียบเทียบกำลังของทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายศัตรู(กลุ่มโจรก่อการร้ายฯ) และฝ่ายรัฐบาล(ตร.ภ.,ตชด. และทหาร) ฝ่ายเราได้เปรียบหลายขุม เฉพาะกำลังรบก็หลายหมื่น มากกว่าโจรหลายเท่านัก ยังขาดแต่วิธีคิด(สติและปัญญา) และการบูรณาการ ทั้งความคิดและการปฏิบัติ ทั้งการเมืองและการทหาร จึงตกเป็นฝ่ายรับ เป็นฝ่ายแก้ปัญหา

โจรซึ่งมีกำลังน้อยกว่าหลายสิบเท่า กลับเป็นฝ่ายรุก เป็นฝ่ายตั้งโจทย์ให้ฝ่ายเราแก้ ฝ่ายเราซึ่งเป็นผู้รักษากฎหมาย ตายรายวัน รวมทั้งชาวบ้าน และนักเรียนผู้เคราะห์ร้าย โจรเหิมเกริมขึ้นทุกวัน

การตายรายวันเป็นเหตุการณ์ร้ายปกติ ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าผู้บังคับหน่วยทหารทุกวันนี้ทนดูผู้ใต้บังคับบัญชา และประชาชน ถูกฆ่าตายทุกวันได้อย่างไร

ทั้งนี้ ถ้าจะพูดให้ถูกประเด็นก็คือ องค์กรรับผิดชอบการก่อการร้ายที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ไม่มีขีดความสามารถที่จะพิชิตกลุ่มโจรของขบวนการโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนได้

ถ้าจะให้แนะนำตอนนี้ ยุทธวิธีที่จะเอาชนะโจรก่อการร้ายก็คือ ต้องย้อนรอยโจร ดังที่ผู้ว่าฯเชิดพันธุ์ จังหวัดปัตตานี ได้ริเริ่มทำไปแล้วครั้งหนึ่ง รับรองว่าโจรจะหมดสิทธิในการเคลื่อนย้ายบนถนนโดยเสรี เพราะจะมีกองกำลังฝ่ายเราปูพรหม ลาดตระเวนบนถนน ในแต่ละเขตที่รับผิดชอบ โจรซึ่งพกพาอาวุธติดตัวไป, พาระเบิดไปวางเพื่อก่อวินาศกรรม ก็ไม่สามารถเล็ดลอดการตรวจจับของฝ่ายเราไปได้ เราจะได้ข่าวโจรตายรายวันแทนประชาชน ดังที่เป็นข่าวอยู่ทุกวันขณะนี้

ส่วนยุทธวิธีการต่อสู้ทางการเมืองนั้น ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่การปฏิบัติการจิตวิทยา(ปจว.) และไม่ใช่การช่วยเหลือประชาชนดังที่คนทั่วไปมักจะพูดกัน

การปฏิบัติการทางการเมือง ต้องทำลายอำนาจโจรที่ควบคุมชาวบ้านในหมู่บ้าน

ต้องกำจัดข้าราชการชั่วที่ทำตัวเป็นหลังพิงให้ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น

ประการสุดท้าย ต้องยึดอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นให้สำเร็จ

หากทำดังนี้ได้ หมู่บ้านนั้นจะเป็นหมู่บ้านเข้มแข็ง และเป็นการสอดคล้องกับการจัดตั้งหมู่บ้านชายแดนในยุทธศาสตร์สงครามเบ็ดเสร็จในการป้องกันประเทศ

เมื่อพิจารณาในแง่ยุทธศาสตร์ คือการรวมพลังทั้งสิ้นของชาติไปแก้ปัญหาที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดได้ว่ารัฐบาลค่อนข้างจะคิดถูกแล้ว แต่ต้องพอเหมาะพอดีกับความต้องการ มีกลไกที่จะแก้ปัญหาโดยครบถ้วน เป็นองค์กรที่ไม่ใหญ่อุ้ยอ้าย มีอำนาจเบ็ดเสร็จ และมีอำนาจในการให้คุณให้โทษต่อกำลังพลที่ขึ้นต่อศูนย์บังคับบัญชานั้นได้

ศูนย์บังคับบัญชาองค์กรนั้นขณะนี้ก็คือ กอ.สสส.จชต. คำเต็มว่า กองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุข จังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อมองดูหน้าตาของ กอ.สสส.จชต. แล้วส่วนหัวนั้นใหญ่เกินไป มีนายทหารยศพลเอก, พลโท และพลตรี หลายนาย ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้บังคับบัญชา และฝ่ายเสนาธิการต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นนายทหารยศสูงๆ ที่ไม่เคยสัมผัสกับ สถานการณ์ต่างๆ ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 และไม่เคยรับราชการในกองทัพภาคที่ 4 มาก่อนเลย

เพราะฉะนั้น ถ้าจะวิเคราะห์แล้วบุคคลเหล่านี้ขาดความรับรู้ในสถานการณ์ ต้องมาศึกษากันใหม่ ปรับตัวเองให้เข้ากับภูมิประเทศ, แผนที่, สังคมประเพณี และ วัฒนธรรมที่หลากหลายและอ่อนไหว กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงได้ง่าย

เมื่อมองไปถึงสายการบังคับบัญชาหน่วยทหารด้วยกัน กอ.สสส.จชต.มิใช่หน่วยบังคับบัญชาทหาร เพราะชื่อก็บอกชัดเจนว่า จัดมาเพื่อเสริมสร้างสันติสุข งานเสริมสร้างสันติสุขเป็นงานฝ่ายพลเรือน งานเสริมสร้างสันติสุขจะเดินไปได้ด้วยดีก็ต่อเมื่อไม่มีสถานการณ์รบหรือสถานการณ์สงคราม ขณะนี้ประเทศเรากำลังสู้รบกับการก่อการร้ายแนวใหม่ การก่อการร้ายแบบไร้ผู้นำ(นีโอเทอเรอรีสซึม) ในดับไฟใต้(1)

หน่วยที่จะควบคุมบังคับบัญชาการรบได้ ต้องเป็นหน่วยทหาร เป็นกองทัพภาค, กองพล เป็นต้น เพราะฉะนั้นเมื่อตั้ง กอ.สสส.จชต. มาควบคุมการรบ จึงค่อนข้างจะวุ่นวาย เพราะต้องมีกองทัพส่วนหน้า กองพลส่วนหน้า ผิดหลักการของการปราบปรามการก่อการร้ายอย่างยิ่ง เพราะต้องมีสายการบังคับบัญชาสั่งการไปยังหน่วยปฏิบัติที่สิ้นสุด

อีกทั้งอำนาจทางกฎหมายนั้น ได้มอบให้ไว้กับผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารในพื้นที่เท่านั้น เช่น แม่ทัพ, ผู้บัญชาการมณฑลทหารบก, ผู้บังคับการจังหวัดทหารบก แม่ทัพเป็นผู้ถืออำนาจกฎอัยการศึก เหตุการณ์ที่กรือเซะและตากใบ ที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตมากมาย ถ้าทบทวนให้ดีแล้วจะมองเห็นความลังเล ล่าช้า ในการตัดสินใจสั่งการ เป็นเหตุหนึ่งของความเสียหาย สุดท้าย ผู้ที่ถูกลงโทษทางวินัยก็คือ แม่ทัพ, รองแม่ทัพ และ ผบ.พล เป็นผู้รับเคราะห์

เนื่องจากโครงสร้างองค์กรมีความสับสน ไม่มั่นใจในขีดความสามารถของกลุ่มผู้บริหารองค์กร นายกฯทักษิณจึงตั้งกองบัญชาการตำรวจส่วนหน้า, สภาความมั่นคงส่วนหน้า และทุกฝ่ายก็รายงานตรงไปยังหน่วยต้นสังกัดของตนที่กรุงเทพฯ การข่าวในพื้นที่จึงไม่เป็นข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล

นอกจากทำให้การข่าวกรองล้มเหลวแล้ว ก่อให้เกิดความขัดแย้ง เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ที่มีเฟืองขบกัน จนทำให้นายกฯทักษิณต้องเปลี่ยนตัว ผบ.ตร.ส่วนหน้า ทั้งๆ ที่ พล.ต.ท.วงกต มณีรินทร์ เป็นนายตำรวจที่มีขีดความสามารถชั้นแนวหน้าคนหนึ่ง

สถานการณ์ก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ขอกราบเรียนนายกฯทักษิณว่า ให้แม่ทัพภาคคนเดียวก็สามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จ เพียงแต่มอบความไว้วางใจ และมอบอำนาจให้แม่ทัพภาคที่ 4 มีอำนาจให้คุณให้โทษ ปูนบำเหน็จรางวัลให้แก่ข้าราชการ พลเรือน ตำรวจ ทหาร ที่เข้ามาร่วมปฏิบัติการในพื้นที่แต่ผู้เดียว ตัวอย่างเช่น ที่ปฏิบัติในสงครามเย็นในอดีต

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ 4 มกราคม 2547 (วันปล้นค่ายทหารที่เจาะไอร้อง) คนไทยพุทธและคนไทยเชื้อสายจีน เริ่มอพยพเข้ากรุงเทพฯ แม้แต่ทำเลการค้าติดถนนดำกลางเมืองยะลา ก็ประกาศขายผู้ที่มีอำนาจซื้อก็คือ ตัวแทนบังหน้าของขบวนการโจรก่อการร้ายฯ(เงินต่างประเทศ)

ข่าว นสพ.มติชน วันที่ 17 มกราคม 2548 พาดหัวข่าวหน้า 1 ว่า คนไทยพุทธทั้ง 3 จังหวัด อพยพร่วมแสนคนแล้วจากเดิมที่เคยมี 4 แสนคน เป็นสิ่งบอกเหตุว่าดินแดน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นี้จะค่อยๆ ถูกยึดครองโดยเผ่าพันธุ์มุสลิม เชื้อชาติมุสลิม จนหมดสิ้น ซึ่งจะนำไปสู่การเรียกร้องสิทธิการปกครองตนเองง่ายขึ้น เป็นรหัสเตือนภัยอันใหญ่หลวงของชาติ สำหรับรัฐบาลใหม่

ชายแดนไทย-มาเลเซียนั้น ฝ่ายเรามีกำลังเฝ้าตรวจที่โปร่งบาง ความมั่นคงทางทหารด้านนี้อยู่ในลักษณะที่เสี่ยงมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ชายแดนที่เป็นแผ่นดินติดต่อกับ มาเลเซีย มีถึง 11 อำเภอ ที่ชายแดนของไทยเราคือ นราธิวาส 5 อำเภอ, ยะลา 3 อำเภอ, สงขลา 3 อำเภอ ซึ่งประชาชนเดินไปมาหาสู่กันโดยเสรี เพราะเป็นสวนยาง ไปตัดยาง ไปเยี่ยมญาติ เป็นคนสองสัญชาติก็มาก

ทางมาเลเซียนั้นเขาตระหนักเรื่องความมั่นคงมาก เอาเฉพาะตั้งแต่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ถึงกิ่งอำเภอกาบัง จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชาชน 2 ฝ่าย อยู่ค่อนข้างหนาแน่น มีความยาวตามชายแดนประมาณ 1,000 กม. มาเลเซียวางกำลังไว้ถึง 4 กองพันทหารราบ เพิ่มเติมด้วย 2 กองร้อย ตชด. สนับสนุนทั่วไป

ฝ่ายเราก็ทราบแต่มิได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ถ้าไม่ปิดชายแดนด้วยกำลังทหารที่เพียงพอ จะทุ่มกำลังมากสักเท่าไรในการกวาดล้างกลุ่มโจรของขบวนการก่อการร้ายฯ ในพื้นที่ภายในก็ไม่มีวันสำเร็จได้

ยุทธวิธีการปิดชายแดนในพื้นที่ 11 อำเภอ ที่คนเดินไปมาหาสู่กันได้ที่กล่าวข้างต้น และการปราบกลุ่มโจรในพื้นที่ภายในด้วยการเมืองและการทหารอย่างพลิกแพลง ต้องเป็นคนคนเดียวกันวางแผนการยุทธ และการให้แนวทางต่างๆ ภารกิจนี้เป็นของแม่ทัพภาคเท่านั้น กอ.สสส.จชต. ไม่สามารถทำได้

แต่เพื่อใช้ประโยชน์จาก กอ.สสส.จชต.ที่รัฐบาลออกแบบไว้ ก็ควรยุบ กอ.สสส.จชต.ให้เล็กลง และให้ มทภ.4 เป็น ผอ.กอ.สสส.จชต. โดยตำแหน่ง ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ควรจัดให้มี กอ.สสส.จังหวัด(ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส) เพื่อให้บรรดาผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ ได้มีงานทำให้สอดคล้องกับกองทัพ

การจัดกองทัพใหม่ตามนโยบายของนายกฯทักษิณ สอดคล้องกับความต้องการที่เคยเรียกร้องว่า ให้เพิ่มเติมกำลังให้ ทภ.4 เพื่อจะได้ปิดชายแดนให้สนิท

การมีกองบัญชาการกองพลอยู่ในพื้นที่ชายแดน จะเป็นการบำรุงขวัญให้แก่พี่น้องไทย ทั้งชาวพุทธและมุสลิมว่า รัฐบาลไม่ทิ้งประชาชนแน่

ยิ่งมีกำลังไปปิดชายแดนอย่างจริงจังด้วยวิธีการทหารบรรดาอุสตาซหัวรุนแรง คอมมานโด, ครูฝึกต่างชาติ, แนวร่วม คนสองสัญชาติ จะหมดสิทธิแทรกซึมเข้าออกอย่างเสรี

ชาวพุทธ พระสงฆ์ และคนไทยเชื้อสายจีน จะเกิดความมั่นใจ ไม่ขายที่แน่นอน แต่จะกลับรวมพลังลุกขึ้นสู้เคียงคู่กับกลไลรัฐ เพื่อกำจัดกลุ่มโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนให้หมดไป

ส่วนบรรดาพี่น้องมุสลิมที่เป็นกลาง จะมีความมั่นใจในความปลอดภัยของตนมากขึ้น ข่าวสารต่างๆ ฝ่ายรัฐบาลจะได้รับมากขึ้น หูตาสว่างมากขึ้น อันจะนำไปสู่การรุกทางการเมืองของรัฐบาลในที่สุดๆ

ถ้ารัฐบาลรุกทางการเมืองได้เมื่อใด ก็เป็นอันจบสงครามที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นั่นคือฝ่ายรัฐบาลสามารถเข้าควบคุมการเมืองท้องถิ่นได้ หมายความว่าบรรดาสมาชิกเทศบาล, อบต. และ อบจ. ในอำเภอต่างๆ ที่ชายแดนนั้น เป็นกลุ่มคนที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาด้วยอำนาจบริสุทธิ์ของประชาชน มิใช่เป็นการเลือกตั้งที่กลุ่มโจรคัดเลือกคนมาให้ประชาชนเลือกสภาท้องถิ่นเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

นี่คือการรุกทางการเมือง ทำให้ประชาธิปไตยระดับรากหญ้าเป็นของประชาชน การเมืองมิใช่แต่เพียงการปฏิบัติการจิตวิทยา(ปจว.) และช่วยเหลือประชาชน ตามที่นักการเมืองและนักการทหารบางคนพูดกัน

แหล่งข่าวเปิด นสพ. คม ชัด ลึก ประจำวันพฤหัสฯที่ 27 มกราคม 2548 หน้า 16 ยืนยันเรื่องนี้อย่างชัดเจน สรุปความว่า กลุ่มพูโลใหม่ ใช้วัยรุ่นในพื้นที่ ขี่จักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันไปส่งเสบียงให้กับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ที่เดินทางมาจากประเทศเพื่อนบ้าน แล้วหลบซ่อนอยู่บริเวณตะเข็บชายแดนด้านตำบลยะรม, ตำบล อัยเยอร์เวง และตำบลธารน้ำทิพย์ ของอำเภอเบตง จังหวัดยะลา

ข่าวเปิดนี้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ถ้าจะให้สงครามการก่อการร้ายที่ชายแดนนี้สงบ ต้องปิดชายแดนด้วยกำลังทหาร ยุทธวิธีทหาร

ผู้เขียนได้ร้องเรียนนายกฯทักษิณมานานแล้ว ตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2547 แต่ไม่มีรหัสใดๆ ชี้ให้เห็นว่า ได้มีการปิดชายแดนไทย-มาเลเซียอย่างสนิท เพราะอุสตาซ, คอมมานโด, ครูฝึก, คนสองสัญชาตินับแสนคนยังคงเข้าออกได้อย่างเสรี

ใครจะรู้ได้ว่า คนสองสัญชาติเหล่านี้เป็นแนวร่วมของกลุ่มโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนไปแล้วกี่คน.....? น่าวิตก

หน้า 7


ดับไฟใต้ (5)

โดย พลเอกหาญ ลีนานนท์  มติชนรายวัน  มติชนรายวัน วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9852

สถานการณ์ฆ่ารายวัน ไม่เปลี่ยนแปลง วันที่เริ่มเขียนดับไฟใต้(5) 12 กุมภาพันธ์ 2548 ที่สำนักงานสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสตูล ฟังรายการนายกฯทักษิณคุยกับประชาชน นายกฯทักษิณพูดถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ถึงแม้พรรคไทยรักไทยจะไม่ได้รับการเลือกตั้งแม้แต่ที่นั่งเดียว แต่ท่านนายกฯก็ไม่เสียกำลังใจ ไม่ท้อถอยกลับจะเป็นพลังให้ท่านมุ่งมั่นพัฒนา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเด็ดเดี่ยวมากขึ้น เพื่อให้พี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้พ้นทุกข์จากความยากจน และสร้างนักการเมืองที่มีคุณภาพ มีความรู้ ความสามารถ ให้ประชาชนเลือกเข้าไปเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในรัฐสภาให้จงได้

ฟังนายกฯทักษิณแล้ว รู้สึกชื่นชมและปลื้มใจไปกับพี่น้องที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปด้วย ท่ามกลางความหวังที่ริบหรี่ทุกวัน เพราะมีการฆ่ากันตายทุกวัน ด้วยการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จากการกระทำของกลุ่มโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน การฆ่ารายวันยังเป็นสถานการณ์ปกติไม่เปลี่ยนแปลง

ก่อนเลือกตั้ง 2-3 วัน ที่กรุงเทพฯ นักข่าวประจำสภามาถามผู้เขียน "จะมีเหตุการณ์รุนแรงไหมระหว่างเลือกตั้ง"

ก็ตอบไปว่า "ไม่มีแน่นอน"

ประการหนึ่งเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายร่วมกันดูแลกลุ่มโจรมือปืนเข้มงวดมากขึ้น

อีกประการหนึ่งตัวแทนของกลุ่มโจรก่อการร้าย หรือแนวร่วมที่อยู่ในหมู่บ้าน(หมู่บ้านเป็นของโจรแล้วส่วนมาก) ต้องเข้ามาควบคุมชาวบ้านอย่างแน่นแฟ้นให้ไปเลือกคนที่โจรคัดสรรไว้แล้ว ชาวบ้านไปกันอย่างพร้อมเพรียง อย่างไม่เคยปรากฏ เป็นประวัติศาสตร์ในการเลือกตั้งทั่วไปที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ในเช้าวันเลือกตั้งเอ็กซิตโพลยังออกมาเลยว่า พรรคไทยรักไทยได้ที่นั่งถึง 8 ที่นั่ง(คนเดิม) ใน 11 เขต แต่ตอนเปิดหีบนับคะแนนก็ปรากฏว่า พรรคไทยรักไทยสูญพันธุ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่นั่งของไทยรักไทยเดิมถูกเบียดโดยพรรคประชาธิปัตย์หน้าเก่าๆ

และที่แปลกสุดคือ นายกูเฮ็ง ยาวอหะซัน ยังสามารถปักธงของพรรคชาติไทยลงได้อย่างสวยงาม โดยไม่มีพรรคใดคาดคิด

ทำไมนักการเมืองกลุ่มวาดะห์ ซึ่งเป็นตัวแทนของพรรคไทยรักไทย จึงถูกมือของประชาชนทั้ง 3 จังหวัด ไม่กาให้คะแนน ประชาชนพิพากษาลงโทษนักการเมืองเหล่านั้นอย่างรุนแรง พร้อมเพรียง ไม่เคยมีการเลือกตั้งครั้งใดที่มีเปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้สิทธิมากมายถึงเพียงนี้ คือ จังหวัดยะลากว่า 70% จังหวัดปัตตานี 72.69% จังหวัดนราธิวาส 73.59% (หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก หน้า 17 วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2548)

ฟังจากทหารที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน 3 จังหวัด รวมทั้งประชาชนในจังหวัดสตูลเขาเลือกปาร์ตี้ลิส เบอร์ 9 และเลือก ส.ส.เขต เบอร์ 4 ทั้ง 4 จังหวัด

ประชาชนทั่วไปชอบนายกฯทักษิณ และนโยบายของทักษิณ แต่เขามองไม่เห็นว่า ส.ส.เขตเคยช่วยอะไรได้จากสถานการณ์ที่ประชาชน ชาวบ้าน ถูกฆ่ารายวัน ตลอดปีที่ผ่านมากรณีกรือเซะและตากใบนั้น เป็นของแถม เนื่องจากการผิดพลาดทางเทคนิค

การไปเลือกตั้งกันอย่างพร้อมเพรียงด้วยอำนาจบริสุทธิ์ที่เป็นพลังเงียบสามารถควบคุมประชาชนไปเลือกตั้งโดยสงบ และเลือกเบอร์อื่นแทน เบอร์ที่ถูกตัวแทนของโจรที่อยู่ในบ้านสั่งให้กา

คิดให้ลึกแล้วมองเห็นว่าอำนาจบริสุทธิ์ 70% ที่ไปลงคะแนนนั้น เป็นพลังทางการเมืองที่รักสันติ เขาไม่ต้องการการก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน ไม่ต้องการให้มีเหตุร้ายใดๆ เกิดขึ้นแก่ชีวิตประจำวันของเขา

เพราะฉะนั้นนายกฯทักษิณ ไม่ต้องกังวลกับที่นั่งของ ส.ส. 3 จังหวัด เพราะท่านนายกได้เสียงมาจากภาคอื่นอย่างท่วมท้น สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้แล้ว

สิ่งที่รัฐบาลใหม่ของนายกฯทักษิณต้องรีบทำก็คือ สร้างฐานการเมืองในหมู่บ้านขึ้นใหม่ ทำการเมืองท้องถิ่นให้เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ ทำให้ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไปอยู่ในเทศบาล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต่างๆ เป็นผู้ได้รับเลือกจากอำนาจบริสุทธิ์ของประชาชน มิได้เลือกคนที่ผู้มีอิทธิพล หรือโจรก่อการร้ายคัดสรรไปให้เลือก สภาตำบลต้องปลอดจากอำนาจและอิทธิพลโจร

หมู่บ้านต่างๆ ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงจะเป็นหมู่บ้านเข้มแข็ง ตามโครงการของ กอ.รมน. ที่พันเอกอรรถพร โบสุวรรณ กำลังดำเนินการอยู่อย่างเงียบๆ แต่สูงด้วยประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงของชาติอย่างยิ่ง เพราะหมู่บ้านเข้มแข็งนี้จะเป็นหมู่บ้านยุทธศาสตร์ ในยุทธศาสตร์ของสงครามเบ็ดเสร็จในการป้องกันประเทศ

วันนี้ 18 กุมภาพันธ์ 2548 สื่อทุกฉบับลงข่าวบึ้มนราธิวาสด้วยคาร์บอมบ์ติดกำแพงโรงแรมมารีน่า ตาย 4 สาหัส 5 บาดเจ็บเล็กน้อยราวๆ 20 เป็นเหตุการณ์ที่ท้าทายการลงไปศึกษาสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยตนเองของนายกฯทักษิณ เพราะเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548 ก่อนวันเกิดเหตุ นายกฯทักษิณนอนอยู่ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา

ท่านนายกฯทักษิณ คิดแก้การดับไฟใต้ด้วยการแบ่งพื้นที่ ที่มีเหตุการณ์รุนแรงเป็น 3 สี แปลความได้ว่า สีแดงแรงที่สุด มีการควบคุมของโจรก่อการร้ายอย่างเป็นระบบประชาชนหวาดกลัว ไม่มีข่าวสารใดๆ ล่วงรู้เป็นถึงฝ่ายเจ้าหน้าที่ ส่วนสีเหลืองนั้นดีกรีก่อการร้ายของโจรก่อการร้ายเพลาลงมาก ประชาชนยังโลเล ราชการได้ข่าวจากชาวบ้านบ้าง ประชาชนทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด ส่วนสีเขียวนั้น ปลอดอำนาจโจรก่อการร้าย

พอข่าวการแบ่งพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นโซนสีต่างๆ แพร่ไปทางสื่อนักการเมือง ฝ่ายค้าน นักวิชาการ ก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ความคิดของนายกทักษิณไปในด้านลบ

ผู้เขียนขอสนับสนุนความคิด การแบ่งแยกพื้นที่เป็นสีต่างๆ เพราะทางทหารเรานั้นทำมานานแล้วในสมัยสงครามเย็น เพื่อให้ง่ายต่อการที่ฝ่ายรัฐบาลจะปฏิบัติต่อพื้นที่เป้าหมายทั้งการเมือง และการทหาร

การปฏิบัติการทางการเมืองและการปฏิบัติการทางการทหารนั้น ต้องรู้จักใช้และใช้อย่างพลิกแพลง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อฝ่ายเรา กำลังทหารในกองทัพภาคที่ 2 และกองทัพภาคที่ 4 มีประสบการณ์ในการใช้การเมืองประกอบกับทางทหารได้อย่างพลิกแพลงมีความสำเร็จเห็นได้ชัด เพราะการก่อการร้ายในสงคราม(ของ) ประชาชน เริ่มมอดลงที่อีสานและมาจบลงที่ภาคใต้ในที่สุด เพราะผู้นำทหารในกองทัพทุกระดับชั้นมีความเข้าใจ การเมืองนำการทหาร อย่างถูกต้อง

อย่างไรก็ดี ในความคิดของผู้เขียน พื้นที่สีแดงนั้นยังมีความจำเป็นต้องพัฒนา แต่พัฒนาในเรื่องอุดมการณ์ และความคิดของคนรุ่นใหม่ ซึ่งต้องทำแต่บัดนี้ ต้องเริ่มตั้งแต่เด็กก่อนวัยเรียน(ก่อนขึ้นชั้น ป.1) ที่โรงเรียนตาดีกา สอนในลูกหลานมุสลิมพูดไทยได้ เมื่อเริ่มขึ้นชั้น ป.1 เด็กจะไม่สอบตกทั้งชั้น และพร้อมๆ กันต้องอบรมพ่อแม่และผู้ปกครองเด็กด้วย ไม่ห้ามเอาหนังสือแบบเรียนขึ้นบ้าน และต้องหัดพูดไทยกับลูกหลานไปด้วย

นี่คือการเริ่มต้นการเข้าถึงและจะนำไปสู่การเข้าใจ และพัฒนาในตอนท้าย ตามที่พวกเราได้พูดตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ไม่ทราบว่าลึกซึ้งแค่ไหน การพัฒนาอื่นใดในพื้นที่สีแดงควรระงับ เพราะงบประมาณจะไปหล่อเลี้ยงกลุ่มโจรที่ควบคุมหมู่บ้านไว้หมดแล้ว

การปฏิบัติการทางทหารของกลุ่มโจรก่อการร้ายรุนแรงขึ้นทุกวัน ตอนนี้นอกจากใช้รถจักรยานยนต์นั่งคู่ ไล่ยิง ไล่ฆ่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐบาล และประชาชนชาวบ้านแล้ว กลุ่มโจรเพิ่มการปฏิบัติการวางระเบิดจุดระเบิดด้วยสัญญาณมือถือ มีการลวงวางระเบิดเพื่อทำลายกลุ่มเจ้าหน้าที่เป็นกลุ่มก้อน ที่หลงกลลวง แล้วไปตรวจสอบ เป็นการแสดงว่ากลุ่มโจรก่อการร้ายได้รับความรู้เกี่ยวกับการทำลายที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

ครูฝึกการทำลายแบบนี้ มาจากต่างประเทศแน่นอน

เพราะขณะนี้ ชายแดนไทยมาเลเซียนั้นเป็นแผ่นดินติดต่อกัน เดินข้ามไปมาได้สะดวก เป็นระยะทางประมาณ 1,200 กิโลเมตร อยู่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส 5 อำเภอ คือ อำเภอตากใบ อำเภอสุไหงโก-ลก อำเภอแว้ง อำเภอสุคิริน และอำเภอจะแนะ จังหวัดยะลามี 3 อำเภอ คือ อำเภอเบตง อำเภอธารโต และกิ่งอำเภอกาบัง จังหวัดสงขลา มี 3 อำเภอ คือ อำเภอนาทวี อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอสะเดา รวม 11 อำเภอ พื้นที่ติดชายแดนเหล่านี้ ฝ่ายศัตรูของชาติ ใช้ส่งพวกครูฝึก, หน่วยกล้าตาย(คอมมานโด) แนวร่วมคนสองสัญชาติของกลุ่มโจร, นักรบรับจ้างของการก่อการร้ายแนวใหม่(การก่อการร้ายแบบไร้ผู้นำ) เข้ามาก่อกวนบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติได้โดยสะดวก

พื้นที่ชายแดน 1,200 กิโลเมตรนี้ มีประชาชนของทั้งสองประเทศอยู่หนาแน่นในช่วงอำเภอตากใบ ของจังหวัดนราธิวาส ถึงกิ่งอำเภอกาบัง จังหวัดยะลา ยาวประมาณ 900 ถึง 1,000 กิโลเมตรเศษ ทางฝ่ายมาเลเซียถือว่าสำคัญมาก ใช้กำลังทหารเฝ้าตรวจรักษาชายแดนป้องกันการแทรกซึมถึง 4 กองพันทหารราบเต็มกำลัง สนับสนุนด้วย 2 กองร้อย ตชด. สนับสนุนทั่วไป ผลัดเปลี่ยนทุก 4 ถึง 6 เดือน เพื่อให้สดชื่นอยู่เสมอ

ฝ่ายเรามีกำลังกึ่งทหาร เฝ้าตรวจชายแดน ถือว่ามีประสิทธิภาพเป็นศูนย์ เมื่อเทียบกับมาเลเซีย ก็ไม่ทราบว่านักการทหารบ้านเราทำไมไม่ให้ความสำคัญการป้องกันชายแดนด้านนี้ การเพิ่มกำลังทหาร ตำรวจปราบปรามภายในมากสักเท่าใดก็ไร้ผล เพราะเราเปิดทางหนีไว้ตลอด และศัตรูก็กลับเข้ามาใหม่ได้ทุกครั้ง ความรุนแรงของการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายโจรก่อการร้ายมีแต่จะเพิ่มทวีขึ้น

การวางระเบิดที่โรงแรมมารีน่า อำเภอสุไหงโก-ลก เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 นั้น ยังไม่ใช่เป็นระเบิดพลีชีพ เป็นแต่เพียงเอาระเบิดใส่รถยนต์ไปจอดไว้ในจังหวะและเวลาที่เหมาะสม แล้วกดระเบิดด้วยสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เป็นระเบิดทำลาย ที่เรียกว่าคาร์บอมบ์ มิใช่ระเบิดพลีชีพ

การระเบิดพลีชีพนั้น ต้องการนักรบของพระเจ้า ต้องเป็นนักรบที่มีอุดมการณ์ ฝึกหนักมีความเชื่อในจิตวิญญาณสูงสุด มีความเชื่อว่าเขาไม่ได้ตายจริง(ดับไฟใต้ 3) เพราะพอชิ้นส่วนร่างกายแยกฉีกเป็นชิ้นๆ จิตวิญญาณของเขาก็ไปอยู่ในอ้อมกอดของพระเจ้าโลกนี้เป็นทางผ่าน เพื่อให้เขาได้ไปพบพระเจ้าเท่านั้น ได้ฟังจากหนุ่มสาวที่ไปศึกษา ที่ลิเบีย, ซีเรีย ถ้าไปศึกษาเรื่องการก่อการร้าย เขาจะให้เรียนฟรี แล้วขึ้นทำเนียบเป็นนักรบรับจ้างของพระเจ้าทั่วโลก ถ้าตนเองตายไป เพราะภารกิจพลีชีพ ขบวนการก่อการร้ายแนวใหม่ จะส่งเสียพ่อแม่ที่อยู่ข้างหลังตลอดชีวิต

สำหรับประเทศไทยเรานี้ ถ้าฝ่ายกลุ่มโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน ยังสามารถทำลายฝ่ายเราได้ด้วยคาร์บอมบ์ หรือรถจักรยานยนต์บอมบ์อย่างง่ายๆ เพราะฝ่ายโจรยังเคลื่อนย้ายไปบนถนนโดยเสรี และแนวชายแดนยังเปิดโล่ง เปิดโอกาสให้เข้า-ออก ได้โดยเสรี ฝ่ายโจรก่อการร้ายจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องใช้ระเบิดพลีชีพ

ย้อนกลับมาที่การแบ่งโซน 3 สี อีกครั้ง ผู้เขียนระบุไว้ในวรรคต้นๆ แล้วว่า โซนแดงนั้นยังต้องมีการพัฒนา แต่พัฒนาเพื่อสร้างอุดมการณ์ และความคิดของคนรุ่นใหม่ คือ พัฒนาด้วยการศึกษานั้นเอง แต่พออ่านหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2548 นายกฯทักษิณ พูดชัดเจนว่า ต้องตัดโครงการเอสเอ็มแอลในพื้นที่สีแดง เพื่อมิให้เอาภาษีของราษฎรผันไปพัฒนากลุ่มโจร แต่นายกฯทักษิณใช้คำว่า "ต้องตัดน้ำเลี้ยง..."

ไม่ทราบว่าแหล่งมันสมองของท่านนายกฯทักษิณจะคิดทันหรือไม่ และหรือจะทำอย่างไรต่อไปคิดหรือไม่ว่า ถ้าต้องตัดน้ำเลี้ยงที่หมู่บ้านในโซนแดง โจรก็หันไปสร้างหรือเปลี่ยนสีเหลืองให้เป็นสีแดง รับเอาว่า ฝ่ายเราตามโจรไม่ทัน ต้องเป็นอย่างนี้แน่นอน

แนวทางแก้ไข ในทางการเมืองที่ยั่งยืนในโซน 3 สี ก็คือ บรรดาองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ชายแดน ก็จะมีการเลือกตั้งใหม่ในไม่ช้านี้ จึงเป็นโอกาสที่ดีของนายกฯทักษิณ ที่จะโหมโรงสร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ ให้เกิดขึ้นในการปกครองส่วนท้องถิ่นปลดแอก ร่มเงา และหรืออิทธิพลโจรในหมู่บ้านให้ได้ นี่คือแนวทางทางการเมือง ที่จะเอาชนะกันที่หมู่บ้าน โดยไม่ใช้อาวุธ

แต่คนที่จะไปพูด ไปทำงานแบบนี้ต้องเป็นทหาร ชาวบ้าน เชื่อทหารมากกว่าข้าราชการพลเรือน

ประชาชนชาวบ้าน 70% ขึ้นไป เลือกให้ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ เพราะฉะนั้น ท่านทักษิณควรใช้โอกาสนี้นำสร้างอำนาจอธิปไตยให้เป็นของประชาชน ทำให้หมู่บ้านหลุดพ้นจากร่มเงา หรืออิทธิพลโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน ที่ครอบงำชาวบ้านใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาช้านานให้สำเร็จ...

หน้า 6


ดับไฟใต้ (6)

โดย พลเอกหาญ ลีนานนท์  มติชนรายวัน  วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9939

สถานการณ์ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่เกิดวางระเบิดที่ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ ห้างคาร์ฟูร์ และโรงแรมกรีนเวิลด์ จ.สงขลา ในเวลาเดียวกัน เมื่อวันที่ 3 เมษายน ต่อมาก็เกิดเหตุซ้ำ กลางเมืองยะลา 3 แห่ง เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม และ ตามมาด้วยการเผาเมืองปัตตานี ที่เป็นตู้โทรศัพท์ บ้านพักข้าราชการ และโรงเรียนรวม 32 แห่ง และที่จังหวัดสงขลา 2 จุด ในคืนเดียวกัน ในวันที่ 15 พฤษภาคม

ส่วนการฆ่ารายวันนั้นมีทุกวัน จนเป็นเหตุการณ์ปกติไปแล้ว ผู้ตกเป็นเหยื่อคือเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ ชาวบ้าน รวมทั้งกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน

ภาพที่เด็กนักเรียนยืนร้องไห้หน้าเสาธงในวันเปิดเรียน เช้าวันที่ 16 พฤษภาคม มีเด็กชายเป็นผู้ถือธงด้ามยาวแทนเสาธง เพราะเสาธงถูกทำลาย ธงชาติถูกเผาไปด้วยเป็นภาพที่น่าสลดใจ และซึ้งใจในขณะเดียวกัน

นี่หรือ ที่ผู้รับผิดชอบมักจะพูดเสียงเดียวกันว่า "สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว"

ขอฝากให้นักการเมือง ข้าราชการประจำ ทั้งตำรวจและทหาร ให้คิดว่า ขณะนี้การจุดดอกไม้ไฟตามยุทธศาสตร์ขั้นที่ 6 ของการปฏิวัติเพื่อยึดอำนาจรัฐเป็นรัฐเอกราชปัตตานี ที่ทหารกองทัพภาคที่ 4 ยึดได้เมื่อ 1 พฤษภาคม 2546 ที่บ้านครูสอนศาสนาสะมะแออูเซ็ง โรงเรียนสัมพันธ์วิทยา อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส นั้น กำลังลุกลามไปเมืองใหญ่ ขยายเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ขวัญของพี่น้องประชาชนชาวบ้าน จะคิดอย่างไรต่อความรับผิดชอบของชนชั้นปกครอง และเจ้าหน้าที่ข้าราชการ ตำรวจ และทหาร

ขณะนี้กำลังของพลเรือน ตำรวจ และทหารที่ลงไปปราบปรามขบวนการโจรก่อการร้ายภาคใต้ หรือ ขจก.นั้น ประมาณ 56,000 นาย งบประมาณที่ผ่านมาประมาณ 16,000 ล้านบาท ฝ่ายเราคงจะหลงทิศหลงทางแน่นอน เพราะไม่มีรหัสใดๆ บอกว่า สถานการณ์ดีขึ้นตามที่พูด การฆ่ารายวันยังเป็นเหตุการณ์ปกติ

สถานการณ์นี้เป็นสถานการณ์สงคราม แต่เป็นสงครามที่ไม่มีแนวรบ ไม่มีแนวหน้า และแนวหลัง เพราะฝ่ายก่อการร้ายสร้างหมู่บ้านเป็นแนวรบ ฝ่าย ขจก.ยึดหมู่บ้านไว้ได้หมดแล้ว เริ่มตั้งแต่เมื่อปี พ.ร.บ.เลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เมื่อปี 2532 ทำให้โจรก่อการร้ายที่มีฐานปฏิบัติการในต่างประเทศได้เข้ามาวางแผน บีบบังคับให้ประชาชนเลือกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านตามที่ตัวเองต้องการ

การยึดการเมืองท้องถิ่นของ ขจก.ประสบความสำเร็จมากขึ้นอีก เมื่อมี พ.ร.บ.ว่าด้วยองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น มีการเลือกตั้งครั้งแรกตาม พ.ร.บ.นี้เมื่อปี 2538, 2539 และ 2540 จนครบทั่วประเทศ ตามความพร้อมของแต่ละท้องถิ่น แต่ละครั้งของการเลือกตั้ง หัวหน้าโจรระดับแกนนำจากต่างประเทศจะเข้ามาวางแผนการเลือกตั้งทุกครั้งให้เป็นไปตามกรอบที่ตัวเองต้องการ

หน่วยทหารพรานของกองทัพภาคที่ 4 ที่ควบคุมพื้นที่ป่า และภูเขา ในจังหวัดยะลา นราธิวาส จับข่าวความเคลื่อนไหวแทรกซึมของโจรได้ และเข้าสกัดกั้นได้เริ่มปะทะกับกลุ่มโจรในปี 2543 เป็นต้นมา ได้ยิงหัวหน้าโจรระดับแกนนำ 4-5 คน กับสมุนโจร 8-10 คน ตายในที่รบ แต่เนื่องจากหัวหน้าโจรเหล่านั้นเป็นลูกน้องของนักการเมืองระดับสูง ข่าวทหารพรานฆ่าโจรตาย จึงถูกบิดเบือนไปว่าทหารฆ่าตัดตอนเกี่ยวกับยาเสพติด

หลายๆ ครั้งเข้า กลายเป็นข่าวทหารและตำรวจขัดกัน ในที่สุดรัฐบาลสั่งให้กองทัพบกถอนกำลังทั้งสิ้นออกจากชายแดน เมื่อปี 2545 และให้ตำรวจเข้ารับหน้าที่ในการปราบ ขจก.แทน ตามข้อเสนอของผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 9 ขณะนั้น และเป็นผู้ที่รับกับนายกฯทักษิณว่า ตำรวจรับสถานการณ์ได้

จากนั้นกองทัพบก็ได้สั่งให้ผู้บังคับบัญชาทหารพรานยศพันเอก 2 นาย พร้อมลูกน้อง 8-9 คน ออกจากพื้นที่ชายแดน ห้ามเข้าพื้นที่โดดเด็ดขาด และหลังจากทหารชุดนี้ถูกสั่งห้ามเข้าพื้นที่ ข่าวการเคลื่อนไหวของ ขจก.ของฝ่ายเราจึงบอดสนิทตั้งแต่นั้นมา หลังจากทหารถูกถอนออกจากพื้นที่หมด ขจก.ก็ลงมาจากเขา เข้าทำการยึดการปกครองส่วนท้องถิ่น(เทศบาล, อบต. และ อบจ.) ได้หมดสิ้น

นี่คือกลไกสำคัญของ ขจก. ที่กำลังก้าวไปสู่การยึดการเลือกตั้งระดับชาติต่อไป เพราะผู้ที่เป็น อบต. หรือ อบจ.ก็คือหัวคะแนนใหญ่ของการเลือกตั้งระดับชาติ นักการเมืองระดับสูงและชนชั้นปกครองของเรา มิได้เฉลียวใจแม้แต่น้อย

หากได้นำมาใคร่ครวญเรื่องที่ผู้เขียนพูดว่าการปกครองท้องถิ่นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูก ขจก.ยึดครองไว้หมดแล้ว ขอย้ำอีกทีว่า ยุทธศาสตร์การเมืองของ ขจก.นั้น คือยึดดินแดนแผ่นดินใต้ ได้แก่ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา สตูล และสงขลาบางส่วน(อ.นาทวี และสะบ้าย้อย) เป็นรัฐเอกราชปัตตานี ปกครองตนเองเช่นประเทศมุสลิมทั้งหลาย

ส่วนยุทธวิธีทางการเมืองนั้น คือยึดการปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. อบจ. และเทศบาล เมื่อพิจารณาเฉพาะยุทธวิธีทางการเมือง พูดได้ว่า ขจก.ประสบความสำเร็จก้าวหน้าไปมาก เพราะตัวแทนหรือแนวร่วม ขจก. ได้เข้ามายึดการปกครองส่วนท้องถิ่นที่รัฐบาลต้องการให้เกิดประชาธิปไตยระดับรากหญ้าได้สำเร็จ โดยอาศัยกฎระเบียบ และ พ.ร.บ.ต่างๆ ตั้งแต่ให้มีการเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน เลือกตั้ง อบต. อบจ. และเทศบาล

ล่าสุดคือการเลือกตั้งตรงนายก อบต. และนายก อบจ. ทำให้การเมืองท้องถิ่นตกอยู่ภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จของ ขจก.มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็หมายถึงอำนาจทางการเมือง ของขบวนการก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนได้แฝงตัวเข้ามายึดการเมืองในรัฐสภาได้บ้างแล้ว ดังจะเห็นได้ชัดเจนมีการโยนหินถามทางโดยนักการเมืองระดับสูงบางคนออกมาพูดเรื่องการปกครองตนเองของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สถานการณ์ปัจจุบันที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เมื่อ ขจก.ยึดการปกครองส่วนท้องถิ่นได้ และมีกำลังติดอาวุธที่ ขจก.ฝึกไว้แล้วคุมชาวบ้านหมู่บ้านละ 10 คน ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ 70%-80% ในหมู่บ้าน เกิดความหวาดและระแวงกันเอง ไม่กล้าพูดหรือแสดงตนว่าไม่ชอบสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ไม่กล้าพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ไม่กล้าไปสถานที่ราชการ เพราะจะถูกสงสัยว่า เป็นคนให้ข่าว และถูกฆ่าตามที่เป็นข่าว เจ้าหน้าที่ ชนชั้นปกครอง ทหาร และตำรวจจึงถูกปิดหูปิดตา

การปฏิบัติการทางทหารใดๆ ของฝ่ายเราจึงประสบความล้มเหลว เพราะมีสายของโจรอยู่ในหมู่บ้าน

ขจก.ปฏิบัติการทางทหารรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และต่อเนื่อง ทั้งการซ้อมการปฏิบัติ(ลวง) และการปฏิบัติจริง สร้างความสูญเสียให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร และชาวบ้าน ไม่เว้นแต่พระเณร เป็นการเสียชีวิตของฝ่ายเรา ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มากกว่าเมื่อรัฐบาลปราบคอมมิวนิสต์ทั่วประเทศในสงครามเย็นเปรียบเทียบกันภายใน 1 ปี

เมื่อปฏิบัติการทางทหารของ ขจก.เข้มแข็งขึ้น ก็ทำให้สถานการณ์ทางการเมือง และกำลังทหารเมือง คือแนวร่วมของ ขจก.ใหญ่โตขึ้นเป็นเงาตามตัว ภาพนี้ผู้เขียนไม่ต้องการให้เกิดขึ้น มันเป็นภาพที่ทำให้คิดว่า อำนาจทางการเมืองและการปกครองของรัฐบาลถูกบ่อนทำลายลงเรื่อยๆ และเมื่อยุทธวิธีทางการเมืองของ ขจก.ก้าวไปสู่ความสำเร็จมากขึ้นก็จะทำให้ยุทธศาสตร์ทางการเมือง การแบ่งแยกดินแดนเป็นรัฐปัตตานี ใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ ควรรีบปรับขบวน และแนวทางการต่อสู้ของฝ่ายเราโดยรีบด่วนที่สุด มิฉะนั้นจะสายเกินแก้

ขณะนี้กำลังพลเรือน ตำรวจ ทหาร ของเรามี 56,000 นาย ส่วนกองกำลังติดอาวุธโจรก่อการร้ายอย่างสูงมี 3,000 นาย ฝ่ายเรามีกำลังมากกว่าโจร 20 เท่า ตั้งแต่ปี 2547 มีงบประมาณลงไปที่จังหวัดชายแดนภาใต้ 16,000 ล้านบาท สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นแม้แต่น้อย วัดด้วยการฆ่ารายวันยังมีอยู่ และแรงมากขึ้นเราคงมาผิดทางแน่นอน

ผู้เขียนเสนอแนวทางยุติการฆ่ารายวันที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้นายกฯ ทักษิณอย่างน้อย 3 ครั้งแล้ว และเมื่อมีการประชุมร่วมกันโดย ส.ส. และ ส.ว. เพื่อแก้ปัญหาภาคใต้เมื่อ 30 เมษายน 2548 ได้มอบแนวทางนี้ ซึ่งได้แก้ไขให้ทันสมัยแล้วให้นายกฯทักษิณอีกครั้งหนึ่งโดยผ่านประธานรัฐสภา และได้มอบสำเนาให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แล้วในเวลาเดียวกัน

ในแนวทางยุติการฆ่ารายวันที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ได้ชี้ให้เห็นยุทธศาสตร์และยุทธวิธีทางการทหารและทางการเมืองของขบวนการโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน และวิธีการแก้ไขในการปฏิบัติทางการเมืองและการปฏิบัติการทางการทหาร(ทั้งทหารและตำรวจ) ของฝ่ายเรา พร้อมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็น

ถ้ารัฐบาลยังคิดอะไรไม่ออก ก็น่าจะลองหยิบแนวทางที่ผู้เขียนเสนอนั้นมาศึกษา และยินดีที่จะไปอธิบายเพื่อประกอบความเข้าใจให้ชัดเจน

อนึ่ง ในการปราบปราม ขจก.นั้น เนื่องจากขณะนี้โจรและแนวร่วมของโจรสามารถควบคุมชาวบ้านในหมู่บ้านได้ การปราบโจรของฝ่ายเรา จะต้องทำตัวให้กลมกลืนกับชาวบ้าน แต่งตัวเหมือนกับชาวบ้าน ยานพาหนะเหมือนชาวบ้าน อาวุธซุกซ่อนปกปิด

เงินรัฐบาลสั่งจ่ายไปมากกว่า 1 หมื่นล้านบาทนั้น หากนำมาซื้อรถกระบะ รถจักรยานยนต์ วิทยุไอคอม และจีพีเอสให้ชุดปฏิบัติการต่างๆ ที่ต้องจัดตามแนวทางที่เสนอ แล้วออกปฏิบัติการพร้อมๆ กันทุกวัน โจรก่อการร้ายจะไม่สามารถออกมาขับรถวิ่งบนถนนและไล่ยิ่งไล่ฆ่าฝ่ายเราได้โดยเสรี แต่ฝ่ายเราจะจับโจรได้เป็น พร้อมอาวุธในขณะที่เสียงบประมาณเพียงเล็กน้อย

ความต้องการที่ผู้เขียนเสนอให้หน่วยคือ รถกระบะ 12 คัน รถจักรยานยนต์ 12 คันต่อ 1 กองร้อย ร. ส่วนวิทยุไอคอมและจีพีเอสนั้น เท่ากับจำนวนรถกระบะและจักรยานยนต์ จำนวนความต้องการต่อ 1 กองพัน ก็เอา 3 คูณ

ยุทธวิธีง่ายๆ ด้วยการย้อนรอยโจรนี้อยากให้ลองปฏิบัติดู ผู้เขียนพร้อมที่จะมาสาธิตให้ดู ถ้าหน่วยทหาร ตำรวจต้องการ

ถึงเวลาแล้ว ที่รัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดและการปฏิบัติ ในการแสวงหาข้อยุติในการปราบปรามโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนต้องรู้ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ของโจรก่อการร้าย (รู้เขา) แก้ไขและปรับเปลี่ยนการวิธีปฏิบัติของฝ่ายเรา (รู้เรา)

เมื่อรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งก็ชนะร้อยครั้ง

หน้า 7


ดับไฟใต้ (7)

โดย พลเอก หาญ ลีนานนท์  มติชนรายวัน วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9953

ข่าวเกี่ยวกับความมั่นคงทาง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ประจำวันที่ 28 พฤษภาคม 2548 หลายฉบับ ลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ที่สร้างความตื่นตระหนกให้หวาดกลัว นอกจากการฆ่า การยิง การทำลายชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ เจ้าหน้าที่ข้าราชการ ทหาร และตำรวจ แล้ว ขบวนการโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน(ขจก.) ยังใช้สีสเปรย์พ่นตามป้าย กำแพงของสถานที่ราชการ ชูคำขวัญเกี่ยวกับการปฏิวัติเป็นรัฐปัตตานี

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มหนึ่งที่บุกเข้าไปตัดฟันสวนผลไม้ ซึ่งเป็นอาชีพหลักที่สำคัญของชาวสวนฯ จังหวัดยะลา ทำให้ขวัญของประชาชนชาวสวนฯตกต่ำลง และยิ่งยากจนลงไปอีก เพราะสวนยางและสวนผลไม้นั้น ต้องใช้เวลานานในการสร้างขึ้นใหม่ กว่าจะให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ก็อีก 5 ปีข้างหน้า

ทำไมพวกก่อการร้ายนี้จึงลงมือพร้อมกันได้หลายๆ แห่ง เป็นวงกว้าง โดยที่เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจมิได้รู้เห็น หรือมีข่าวเล็ดลอดล่วงรู้ไปถึงฝ่ายเจ้าหน้าที่ฝ่ายเรา

ก็เพราะ ขจก.ควบคุมหมู่บ้านไว้หมดแล้ว แม้ชาวบ้านจะรู้ความเคลื่อนไหว ก็ไม่สามารถแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบได้ ต้องทำตัววางเฉยเพื่อความอยู่รอด มิฉะนั้นจะถูกฆ่าตายตามที่เป็นข่าว ขจก.สร้างความกลัวและทำจริง ฝ่ายเราจึงถูกปิดหูปิดตา ตลอดมา

เมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม 2548 รายการนายกฯทักษิณพบประชาชน พูดให้ประชาชนฟังอย่างเปิดเผยแล้วว่า การฝึกอาวุธของคนหนุ่มสาวที่อยู่ในขบวนการก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนนั้นมีจริง เพราะทหาร ตำรวจได้ทำการปิดล้อมหมู่บ้าน อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2548 พบหลักฐานที่เป็นร่องรอยการฝึกทางทหาร เช่น รอยกระป๋องถูกยิงแขวนไว้ตามต้นไม้ เอกสารปลุกระดมทั้งภาษาไทยและยาวี เป็นรัฐเอกราชปัตตานี

ได้เขียนไว้ใน ดับไฟใต้(6) แล้วว่า สถานการณ์ที่แล้วมาจนถึงวันนี้ คือ สถานการณ์สงคราม สงครามที่ไม่มีการประกาศ หรือเรียกว่าการก่อการร้ายแบบไร้ผู้นำ(นีโอเทอเรอรีสซึม) สงครามนี้มีนักรบรับจ้างอยู่ทั่วโลก นักรบที่นับถือศาสนาอิสลาม ผ่านการฝึก การก่อการร้ายจากประเทศอิสลามหัวรุนแรง ที่อยู่ทางประเทศตะวันออกกลาง วัตถุประสงค์เพื่อต่อต้านประเทศสหรัฐอเมริกา และปลดปล่อยคนมุสลิมที่อยู่ในประเทศอื่น ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกปกครองโดยการกดขี่ของผู้ปกครองประเทศนั้นๆ

เพราะฉะนั้น สาเหตุต่างๆ ที่ทำให้คนมุสลิมได้รับความไม่เป็นธรรม ด้านกฎหมายที่ถูกเลือกปฏิบัติต่อคนมุสลิม โดยชนชั้นปกครองของรัฐ กลไกชนชั้นปกครอง ทำตัวเป็นหลังพิงให้ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น และแสวงหาผลประโยชน์ให้ญาติมิตรและพวกของตน เสวยความสุขบนความทุกข์ของประชาชนส่วนใหญ่ คนมุสลิมที่ถูกปกครองมีแต่ความทุกข์ที่มิเคยได้รับการแก้ไข เงื่อนไขเหล่านี้เป็นเหตุให้พี่น้องมุสลิมหันไปจับมือ หรือเข้าเป็นแนวร่วมของ ขจก. และทำให้ฝ่ายรัฐบาลโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแนวร่วมทางการเมืองของฝ่ายโจรก่อการร้าย(ขจก.)มีมากขึ้น พื้นที่ปกครองของรัฐก็จะเล็กและแคบลง ในขณะที่ตำรวจจะรักษากฎหมายไม่ได้

นี่แหละ ที่ท่านนายกฯทักษิณบอกให้นักการเมือง และชนชั้นปกครองไปอ่านบทวิพากษ์หน้า 3 หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอังคารที่ 24 พฤษภาคม 2548 ผู้เขียนแปลออกมาได้ตามประสบการณ์ว่า หากปล่อยให้แนวร่วมของ ขจก.ใหญ่โตขึ้น พลังทางการเมืองของ ขจก. จะแย่งชิงพื้นที่และครอบคลุมพื้นที่การปกครองของอำเภอและจังหวัดมากขึ้น ในขณะที่อำนาจของผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ และผู้ว่าราชการจังหวัดจะเล็กลงเรื่อยๆ ในที่สุด กลไกการปกครองของรัฐจะสูญเสียอำนาจทางการเมืองและการปกครองโดยสิ้นเชิง

นี่คือประสบการณ์จากสงครามเย็น และเอามาอธิบายประกอบบทวิพากษ์ที่นายกฯทักษิณให้ไปอ่านกัน

ถ้าปล่อยให้อำนาจการเมืองและการปกครองของชนชั้นปกครองมีสภาพเป็นสูญ ก็หมายความว่า ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีทางการเมืองของ ขจก.ที่ย้ำไว้ในดับไฟใต้(6) คือ ยุทธศาสตร์ขั้นที่ 6 ที่เรียกว่าขั้นจุดดอกไม้ไฟนั้น กำลังก้าวไปสู่ขั้นที่ 7(ขั้นปฏิวัติ)แล้ว เหลืออยู่เพียงแต่ว่า จะสำเร็จเมื่อไหร่

ไม่ทราบว่าชนชั้นปกครอง รวมทั้งกำลังตำรวจและกองทัพจะคิดทันหรือไม่ ผู้เขียนอยากจะบอกว่าอนาคตของการปฏิวัติของ ขจก. ตามยุทธศาสตร์ขั้นที่ 7(เอกราชรัฐปัตตานี)นั้น อยู่ไม่ไกลนัก ถ้าปล่อยให้เหตุการณ์เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้

ตามที่ได้ศึกษา สถานการณ์ปฏิวัติจะเกิดขึ้นเมื่อใด สังเกตได้จากประชาชนผู้ถูกปกครองไม่อยากให้รัฐบาลปกครอง และขณะเดียวกัน รัฐบาลผู้ปกครองก็ไม่สามารถปกครองประชาชนได้

เมื่อถึงตอนนั้นภาพที่เห็นในสงครามเย็น ทหารกองโจรจะเดินลงมาจากเขา เข้ายึดบ้าน ยึดเมือง ยึดการปกครองเบ็ดเสร็จ ทหารตำรวจก็ไม่สามารถยิงประชาชนได้ เพราะทหารและตำรวจก็คือประชาชน

ส่วนสถานการณ์ตอนนี้ต่างกันที่ว่า กำลังของ ขจก.ที่ติดอาวุธและแนวร่วมมีอยู่เต็มหมู่บ้านแล้ว กำลังรอให้สถานการณ์สุกงอม เป็นสถานการณ์ปฏิวัติเท่านั้น ตั้งแต่ปักษ์(ครึ่ง)หลังของพฤษภาคม 2548 เป็นต้นมา มีการวางระเบิด มีการซุ่มยิงหน่วยทหาร ด้วยอาวุธสงคราม มีการพ่นสีสเปรย์ตามถนน สะพาน ชูคำขวัญ รัฐปัตตานีเป็นเอกราชตามสถานที่ชุมชน รวมทั้งเผาธงชาติไทยและวางเพลิง

สถานการณ์เช่นนี้เขย่าขวัญประชาชน ทำให้ประชาชนที่เป็นกลางและบริสุทธิ์ มีใจเอนเอียงเฝ้าดูความสำเร็จของการปฏิวัติของ ขจก.มากขึ้นเรื่อยๆ และจะกลายเป็นพลังทางการเมืองของฝ่าย ขจก.ไป

รัฐบาลจะเสียพื้นที่ทางการเมือง ตามที่นายกฯทักษิณ เตือนให้นักการเมืองไปอ่านในหนังสือพิมพ์มติชนที่กล่าวในข้างต้น จัดได้ว่าเป็นอันตรายต่อความมั่นคงทางการเมืองของรัฐบาลอย่างยิ่ง

ถึงเวลาแล้วที่ นายกฯทักษิณต้องรีบปรับขบวนการต่อสู้โดยรีบด่วน ทั้งยุทธศาสตร์และยุทธวิธีทางการเมืองและการทหาร ผู้เขียนรู้สึกใจชื้นขึ้นมาหน่อย แนวทางการดับไฟใต้ของนายกฯทักษิณ กำลังเข้ารูปเข้ารอยแล้ว คือการสั่งปรับปรุงขบวนการต่อสู้ใหม่ให้แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นหัวขบวนในการปราบ ขจก. แทน ผอ.สสส.จชต. ตามที่เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์วันที่ 24 พฤษภาคม 2548 ตรงกับที่ผู้เขียนเรียกร้อง และนำเสนอนายกฯทักษิณผ่านประธานรัฐสภา เมื่อมีการประชุม ส.ส.และ ส.ว. เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2548

ฝ่ายเราคงจะเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หลังจากได้เดินทางยาวนานท่ามกลางความมืด เป็นเวลาปีเศษ โดยมีชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เจ้าหน้าที่บ้านเมือง เป็นบัดพลี

ตามแนวทางใหม่นี้ มั่นใจว่าเรามาถูกทางแล้ว

หน้า 6


ดับไฟใต้ (8)

โดย พลเอก หาญ ลีนานนท์  มติชนรายวัน วันที่ 04 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9977

ข่าวจากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 21 มิถุนายน 2548 ที่ประชุม กอ.สสส.จชต. ในค่ายสิรินธร ตำบลเขาตูม อำเภอยะรัง จังหวัดยะลา พลโทขวัญชาติ กล้าหาญ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.กอ.สสส.จชต. พร้อมด้วย พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบช.ภาค 9 ในฐานะรอง ผอ.กอ.สสส.จชต. ได้แถลงผลการจับและยึดอุปกรณ์การผลิตวัตถุระเบิดในการก่อวินาศกรรม ที่อาจก่อให้เกิดการเสียหายอย่างรุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ชาวบ้าน รวมทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ ข้าราชการ ทหารและตำรวจ เช่น ท่อพีวีซีขนาด 5 นิ้ว ยาว 1 เมตร โซ่เลื่อยยนต์ และเหล็กเส้นที่ยังไม่ได้ตัดและที่ตัดแล้ว คีมตัดเหล็กขนาดใหญ่ รวมทั้งตะปูใหม่ๆ ขนาดใหญ่ พร้อมอุปกรณ์เพื่อทำเรือใบ

รวมทั้งยังจับกุมนายสมชาย อาแว อายุ 33 ปี ซึ่งเป็นสมาชิก อบต.บ้านบาโลย เลขที่ 21 หมู่ที่ 4 ตำบลบาโลย อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ซึ่งขับรถบรรทุกปุ๋ยเคมี(ยูเรีย) ชนิดเม็ด จำนวน 42 กระสอบ กระสอบละ 20 กิโลกรัม รวมน้ำหนัก 840 กิโลกรัม ที่ลักลอบเข้ามาจากต่างประเทศได้ที่บ้าน หมู่ที่ 9 บ้านโพธิ์ทอง ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส

ข้อที่น่าสังเกตก็คือ ผู้ที่ถูกจับกุมเป็นสมาชิก อบต. เป็นนักการเมืองท้องถิ่น เป็นการยืนยันที่ชัดเจนว่า การปกครองท้องถิ่นทุกตำบลของจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นถูกขบวนการโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนครอบครองไว้หมดแล้ว

ผู้เขียนได้พูดเรื่องนี้ในดับไฟใต้ 6 แล้ว และได้รายงานให้รัฐบาลทราบแล้วครั้งล่าสุดกลางสภา เมื่อมีการประชุมสภา ระหว่าง ส.ส. และ ส.ว. เมื่อ 30 มีนาคม 2548

ปุ๋ยยูเรีย 840 กิโลกรัมนั้น โดยตัวของมันเองก็เป็นปุ๋ยเคมี แต่เมื่อมาห่อหุ้มกับเศษเหล็กแล้ว ใส่วัตถุระเบิด เช่น ไดนาไมต์ ซีโฟร์ หรือทีเอ็นทีลงไป จะเพิ่มอำนาจการระเบิดให้รุนแรงมากขึ้น ยูเรียอัดเม็ด 840 กิโลกรัม จะทำระเบิดใช้ก่อวินาศกรรมได้อีก 40-50 ครั้ง เพราะแต่ละครั้งจะใช้ 15-20 กิโลกรัม

ถึงเวลาแล้วที่ผู้ที่มีความรับผิดชอบในการวางแผนทางการทหารเกี่ยวกับความมั่นคงที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำเป็นต้องนำเรื่องปิดชายแดนด้วยยุทธวิธีทางการทหารมาพิจารณาโดยรีบด่วน เพื่อเป็นการสงวนชีวิต ของทหาร ตำรวจ ตำรวจตระเวนชายแดน และชาวบ้าน อีกทั้งจะทำให้การปราบโจรฯ ในพื้นที่ภายในสำเร็จได้เร็วขึ้น

เป็นที่น่ายินดีที่ท่านนายกฯทักษิณ สั่งปรับเปลี่ยนหัวขบวนในการต่อสู้ กับขบวนการโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน(ขจก.) เสียใหม่ โดยให้แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผู้อำนวยการ กองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขที่ จชต.(ผอ.กอ.สสส.จชต.) ทำให้แม่ทัพมีความเป็นเอกภาพในการบังคับบัญชา หน่วยทหาร ตำรวจ และพลเรือน ในพื้นที่ จชต. เป็นที่คาดหวังว่าสถานการณ์ที่รุนแรงจะค่อยๆ สงบลง

นายกฯทักษิณปรับหัวขบวนแล้ว ก็ใคร่ขอให้นายกฯทักษิณปรับปรุงกลไกภายใน ในเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ กำลังทหาร ซึ่งเป็นหลักในการต่อสู้กับขบวนการโจรก่อการร้ายฯ สถานการณ์ที่ จชต.ขณะนี้ยืนยันได้ว่า กำลังรบของ ทภ.4 นั้น ไม่พอมือที่จะรับสถานการณ์ ดูได้จากกองทัพบกต้องส่งกำลังเข้าไปเพิ่มเติม ให้ ทภ.4 ถึง 1 กองพลทหารราบแล้วสถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง เพราะการฆ่ารายวันยังเป็นเหตุการณ์ปกติ

แล้วนายกฯทักษิณจะส่งกองพลพัฒนา(ใหม่) ไปให้ ทภ. 4 ด้วยเหตุผลอะไร

ถ้ากองทัพบกต้องจัดกองพลพัฒนา(ใหม่) ไปให้ ทภ. 4 ตามข้อริเริ่มของนายกฯทักษิณ ผู้เขียนไม่สบายใจมาก เพราะเป็นการจัดกำลังที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่และไม่ยึดหลักของฝ่ายอำนวยการ เพราะในพื้นที่ ทภ.4 นั้น มีกองพลพัฒนาที่ 4 อยู่แล้วที่คลองหอยโข่ง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นอกจากนั้น ในพื้นที่ จชต.ก็มีหน่วยทหารพัฒนาของ บก.ทหารสูงสุด อยู่ที่ 3 จชต.จังหวัดละ 2 หน่วย

ก็ขอถามว่าถ้าต้องการหน่วยทหารพัฒนาไปทำงานที่ 3 จชต.เพิ่มเติม ทำไมไม่ใช้กองพลพัฒนาที่ 4 และหน่วยทหารพัฒนาที่มีอยู่แล้วที่ 3 จชต. นายทหารที่มาจากประทวน เขาถามผู้เขียนว่ากำลังพลในกองพลพัฒนาที่ 4 นั้นหมดฝีมือแล้วหรือ ทำไมต้องเอากองพลที่ประจวบฯ มาทำหน้าที่ทหารพัฒนา กำลังพบที่นั่นเขาก็เดือดร้อนไม่อยากมา เพราะต้องโยกย้ายครอบครัว ลูกๆ ก็ต้องหาที่เรียนใหม่

ทำให้ฉุกคิดว่า นายทหารที่ไม่เคยผ่านโรงเรียนเสนาธิการกองทัพบก ก็ยังคิดได้ สงสัยว่าเข็มเสนาธิการของพวกเราคงขึ้นสนิมเขียวไปหมดแล้ว

ยังไม่สายเกินไปที่จะต้องแก้ไขโดยรีบด่วน ก็คือ กองทัพบกต้องเสนอข้อคิดเห็นไปยังรัฐบาล(รมว.กห.) ว่าควรจัดกำลังไปเสริม ทภ.4 ด้วยกำลังพล 1 พล.ร.แทนกองพลพัฒนาที่กำลังจัดอยู่ เพราะสถานการณ์ที่เป็นจริงขณะนี้ก็จัดกำลังไปสนับสนุน ทภ.4 ถึง 1 กองพล(-1 พัน ร.) แล้ว กำลังทหารพัฒนานั้นมีอยู่แล้วในพื้นที่ ทภ.4 อย่างเหลือเฟือ ข้อดีของการจัดเป็นกองพลทหารราบก็คือทำให้ ทภ.4 มีกำลังมากพอที่จะส่งไปปิดชายแดนจำนวนหนึ่ง จะทำให้การปราบโจรในพื้นที่ภายในเสร็จเร็วขึ้นและทำให้ประชาชนชาวบ้านมีขวัญดี ไม่ทิ้งถิ่นฐาน และไม่อพยพแน่นอน เพราะตระหนักดีว่ารัฐบาลเอาจริง

กองพล ร.นั้น ทำการรบได้ทั้งการรบตามแบบ และการรบนอกแบบ ภารกิจการพัฒนาใดๆ เมื่อต้องการก็เสริมเครื่องมือเครื่องใช้ หรือส่งหน่วยทหารพัฒนาที่อยู่ในพื้นที่เข้าสนับสนุนก็สามารถปฏิบัติภารกิจได้ตามความมุ่งหมาย

การจัดตั้งกองพลทหารราบ เสริมเขี้ยวเล็บของกองทัพภาคที่ 4 เพิ่มขึ้น จะเป็นการลดข่าวสะเทือนขวัญ ในหน้า 1 หนังสือพิมพ์มติชนประจำ 26 มิ.ย. 48 "ประกาศรัฐอิสระปีหน้า สื่อฝรั่งประโคม" ดับไฟใต้ (7) ได้เตือนไว้แล้ว ว่ามีการพูดแบบโยนหินถามทาง เรื่องการปกครองตนเองของนักการเมืองระดับสูงบางคนแล้ว

การจับสมาชิก อบต.บ้านบาโลย เป็นการยืนยันว่าการปกครองท้องถิ่นของ 3 จชต. ถูกโจรก่อการร้ายเข้าควบคุมไว้แล้ว อย่างน้อย 75 เปอร์เซ็นต์

นี่คือสาเหตุสำคัญที่สถานการณ์ที่ชายแดน อยู่ในแดนสนธยาตลอดมา การยึดการปกครองท้องถิ่นได้เป็นยุทธวิธีทางการเมืองของขบวนการโจรก่อการร้ายฯ ฝ่ายรัฐบาลจึงมองไม่เห็น โจรก่อการร้าย ประชาชน ชาวบ้าน มีความรู้สึกไม่ปลอดภัยมากขึ้น ขาดความเชื่อมั่นในกลไกของรัฐว่า ไม่สามารถให้ความคุ้มครองได้ ฝ่ายโจรก่อการร้ายก็เข้าควบคุมพื้นที่การปกครองได้มากขึ้นชนชั้นปกครองจะรู้สึกว่าไปไหนก็ไม่ปลอดภัย พื้นที่ที่มีอำนาจปกครองก็จะค่อยๆ เล็กลง

นี่คือรหัสบอกเหตุอันตรายทางการเมืองของฝ่ายปกครองที่ต้องหาวิธีแก้ไขโดยด่วน

การเลือกตั้งใหม่ อบต. 157 อบต.ในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส กำลังจะเริ่มขึ้นแล้วในวันที่ 31 ก.ค. 48 ที่เหลือก็จะเลือกตั้งในปี 49 และ 50 ตามลำดับ

นี่ก็เป็นปุจฉา ให้กระทรวงมหาดไทย และ กกต.ว่าจะทำอย่างไรในการเลือกตั้ง องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ครั้งที่ 2 ที่ 3 จชต. ครั้งนี้ให้ปลอดจากอิทธิพลท้องถิ่นและ/หรืออำนาจโจร ที่สามารถคัดสรรคนไปให้ชาวบ้านเลือกเป็นสมาชิก อบต.

ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญยิ่งที่จะไขไปสู่ความสำเร็จในการแก้ปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เกิดความร่มเย็นอย่างยั่งยืน

หน้า 6


ดับไฟใต้ (9)

โดย พลเอกหาญ ลีนานนท์  มติชนรายวัน วันที่ 05 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10009

กลุ่มโจรของขบวนการโจรก่อการร้าย แบ่งแยกดินแดน ปฏิบัติการเผาเมืองยะลา ด้วยระเบิด ก่อวินาศกรรมและยิงจุดตรวจของตำรวจกลางเมืองยะลา รวมแล้ว 5 แห่ง ในคืนวันที่ 14 กรกฎาคม 2548 เป็นข่าวดังไปทั่วโลก การปฏิบัติการของโจรก่อการร้ายในครั้งนี้ ฝ่ายเราตาย 2 บาดเจ็บ 2 ฝ่ายโจรตาย 1 จับได้ 2 การปฏิบัติการทางทหารของโจรก่อการร้ายครั้งนี้ พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว แถลงข่าวว่าโจรก่อการร้ายใช้คนทำงานเพียง 50 คน ฝ่ายเรารู้เบาะแสเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าโจรก่อการร้ายจะวางเป้าหมายไว้ที่ไหน

ขอให้ข้อสังเกตว่า ฝ่ายเราน่าจะมาทบทวนกันใหม่ ทั้งๆ ที่ฝ่ายเรามีกำลังพล ทั้งทหาร ตำรวจ และอาสาสมัคร อีกทั้งงบประมาณมากมายที่รัฐบาลทุ่มลงมาที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ทำไมปล่อยให้โจรก่อการร้ายเป็นฝ่ายรุก เราเป็นฝ่ายรับ และแก้ปัญหาตามโจรก่อการร้ายตลอดเวลา

การเป็นฝ่ายรุกของโจรก่อการร้ายเช่นทุกวันนี้ ทำให้ประชาชนชาวบ้านต้องวางตัวห่างจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมากขึ้นทุกที แม้ไม่ชอบ ไม่สนับสนุน แต่นิ่งเฉยนั่นแหละ ก็เป็นชัยชนะของโจรก่อการร้ายแล้ว การทำให้ชาวบ้านไม่กล้าพูดคุยกับทหารและตำรวจ ไม่กล้าไปศาลากลางหรือที่ว่าการอำเภอ เพราะจะถูกสงสัยว่าเป็นแหล่งข่าวแล้วถูกฆ่า นี่คือบรรยากาศแห่งความกลัวและความหวาดระแวงที่ครอบคลุมอยู่ทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชนชั้นปกครอง ทหาร ตำรวจ เวลาไปไหนๆ ต้องมีชุด รปภ. ประจำตัวแล้วก็มีคำถามว่า "เจ้านายมีชุดคุ้มครองมีเสื้อเกราะเวลานอนก็มีรั้วลวดหนามกั้น ส่วนชาวบ้านนอนผวาเวลากลางคืน" แล้วประชาชนจะอยู่อย่างไร มิต้องเป็นฝ่ายโจรไปหมดหรือ

สถานการณ์ที่ยากที่สุดขณะนี้ก็คือ กลุ่มโจรก่อการร้ายที่ติดอาวุธอยู่ในหมู่บ้านและมีแนวร่วมจัดตั้งไว้แล้ว คอยสอดส่องความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งควบคุมชาวบ้านอย่างเป็นระบบ สายเสียแล้วที่จะตั้งคำถามว่าใครล่ะเป็นคนเสนอความเห็นให้รัฐบาลสั่งถอนทหารเมื่อปี 2545 เป็นเคราะห์กรรมของชาติจริงๆ

นึกอะไรไม่ออก ก็ลองทบทวนคำสอนของปรมาจารย์แห่งการปฏิวัติทางทหารผู้ยิ่งใหญ่ เดิมที่เป็นครูประชาบาล แต่มาเป็นผู้นำกองทัพปลดเอก สามารถปลดปล่อยประชาชนชาวจีนบนผืนแผ่นดินใหญ่ได้สำเร็จ ท่านประธานเหมา เจ๋อ ตุง กล่าวไว้ว่า อำนาจ(ทางการเมืองและการปกครอง) มาจากปากกระบอกปืนอนุมานได้ว่าใครมีอำนาจปืนหรือกำลังอาวุธเหนือกว่า ย่อมควบคุมประชาชนได้ เพราะประชาชนย่อมอยู่กับฝ่ายชนะ

ขณะนี้ โจรก่อการร้ายมีอำนาจทางการเมืองควบคุมประชาชนในหมู่บ้านไว้ได้ ก็เพราะมีอำนาจของปืนและวัตถุระเบิด คลังแสงของโจรไม่ว่าอาวุธ เครื่องประกอบทำวัตถุระเบิดก่อวินาศกรรมต่างๆ เหล็กเส้น คีมปากกาใหญ่ๆ ใช้ตัดเหล็กและตะปู 6 นิ้ว ทำเรือใบ ปุ๋ยยูเรียสำหรับทำระเบิดแสวงเครื่องได้อีก 50 ลูก อยู่ในหมู่บ้านทั้งสิ้น ทำไมฝ่ายเราปล่อยให้โจรซ่องสุมวัตถุระเบิดเหล่านี้อยู่ได้ นอกจากคลังแสงของโจรอยู่ในหมู่บ้านแล้ว พวกเรายังปล่อยให้โจรก่อการร้ายใช้ถนนโดยเสรีเอาระเบิดแสวงเครื่องไปวางก่อวินาศกรรม พกพาอาวุธซุกซ่อนไว้ในตัว

ขับรถจักรยานยนต์นั่งคู่เร่งเครื่องไปเทียบเหยื่อแล้วจ่อยิงเผาขนอย่างเลือดเย็น ถามว่าฝ่ายเราทำไมไม่มีมาตรการย้อนรอยโจรบ้าง ถามอีกว่าเคยตรวจจับอาวุธซุกซ่อนมากับจักรยานยนต์นั่งคู่ที่จุดตรวจที่มีอยู่ดาษดื่นบนถนนได้บ้างไหม คำตอบคือ ไม่มีสถิติบันทึกไว้เลย ทำให้ผมสงสัยว่าโจรก่อการร้ายสำเร็จวิทยายุทธ์มาจากสำนักไหน จึงทำให้ฝ่ายเรางงไปหมด

คงเขียนบอกไม่ได้ว่าจะให้ทำอย่างไร เพราะมันเป็นเรื่องยุทธวิธีของฝ่ายเรา ควรรู้เฉพาะผู้ปฏิบัติเท่านั้น ผบ.หน่วย ฉก.ต่างๆ พร้อมปฏิบัติตามที่ผู้เขียนได้ให้การอบรมไปแล้ว แต่ขาดการสนับสนุนตามที่ให้คำแนะนำ ก็เลยตกเป็นฝ่ายแก้ปัญหาตามหลังโจร ซึ่งเป็นผู้ตั้งโจทย์ เสียดายงบประมาณปี 2547 จำนวน 16,000 ล้านบาท มองไม่เห็นผลงาน นอกจากเถ้าถ่านและกองกระดูกของฝ่ายเราเป็นบัดพลีเกือบ 500 ชีวิต บาดเจ็บอีก 900 คน

ก่อนจบดับไฟใต้(9) ขอสะท้อนเสียงเพรียกจากชาวพุทธที่บ้านปิเหล็ง หมู่ 6 ตำบลมะรือโบออก อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส

ผู้เขียนไปเยี่ยมบ้านนี้ด้วยชุดปฏิบัติงานของผู้เขียนเมื่อวันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม 2548 ช่วยกันบันทึกความรู้สึก และความต้องการของชาวบ้าน เห็นว่าควรถ่ายทอดมาสู่ผู้อ่านที่ติดตามดับไฟใต้มาอย่างต่อเนื่อง

พระปรีชา จิระสุโถ วัดปิเหล็ง ซึ่งมาประชุมร่วมกับชาวบ้านบอกว่าเรามีกฎหมาย กฎอัยการศึกอยู่แล้ว แต่มีองค์กรต่างๆ เช่น องค์กรสิทธิมนุษยชน องค์กรพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คอยขวางอยู่ ทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ไม่เต็มที่ คนพุทธต้องอยู่ท่ามกลางมุสลิมหัวรุนแรง ถูกข่มเหงรังแก วัดที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งหมดมี 238 วัด กำลังถูกทิ้งร้างไปเรื่อยๆ เพราะพระ-เณรไม่กล้าออกบิณฑบาตหากไม่มีทหารคุ้มครอง แม้มีทหารคุ้มครองก็ยังถูกระเบิดบาดเจ็บตาย การปฏิบัติศาสนกิจเป็นไปด้วยความยากลำบาก กลางคืนทำไม่ได้ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาต้องทำให้เสร็จก่อนมืด กระทบกระเทือนใจชาวพุทธเป็นอย่างมาก

พระปรีชาท่านถามผู้เขียนว่า เราจะช่วยกันทำอย่างไรให้ชาวพุทธและพระพุทธศาสนา ดำรงอยู่ด้วยกันอย่างมั่นคงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

บ้านปิเหล็งนี้เป็นที่ตั้งของกองพันทหารพัฒนาที่ 4 ซึ่งถูกปล้นปืนและกระสุน จนหมดคลังเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 หมู่บ้านหมู่ที่ 6 เป็นบ้านชาวพุทธ 100 เปอร์เซ็นต์ ล้อมรอบด้วยหมู่บ้านอื่น ซึ่งมีประชากรทั้งพุทธ และมุสลิม วัดนี้มีพระสงฆ์เพียง 2 รูป หลังออกพรรษาแล้ว

ตั้งแต่วันปล้นปืนทำให้คนพุทธและมุสลิมมองหน้ากันไม่ติดแม้จะมีการฝึก ชรบ.ไปแล้วทั้ง 10 หมู่บ้าน จำนวน 120 คน มีปืนลูกซองยาวเพียง 15 กระบอก ถึงเวลาเข้าเวรเดินมือเปล่าไปรับปืน ล่อแหลมต่อการถูกลอบสังหาร ชาวบ้านอยากให้ทหารเข้ามาควบคุมและวางแผนในการรักษาความปลอดภัย ปืน 15 กระบอก ต่อการเป้าระวังป้องกัน 10 หมู่บ้านนี้แทบทำอะไรไม่ได้เลย กำลังทหารหรือกำลังทหารพรานต้องเป็นหลักในการป้องกันหมู่บ้าน ชรบ.ควรเป็นกำลังเสริมในการหาข่าวและการเข้าเวรยาม เพราะ ชรบ.รู้จักคนและพื้นที่ในหมู่บ้าน ถ้าสถานการณ์รุนแรงขึ้น ปืนลูกซองคงถูกยึดไปอีก ชาวบ้านบอกว่าสถานการณ์ขณะนี้เหมือนสถานการณ์สงคราม ไปไหนคนเดียวไม่ได้ ต้องไปกันครั้งละ 6-7 คน มิฉะนั้นจะถูกประกบ(ยิง) ชาวพุทธคือเป้าหมายการโจมตีถูกลอบฆ่าลอบทำร้ายกันมากที่สุด ต้องขายที่หรือย้ายภูมิลำเนา คนซื้อก็คือตัวแทนบังหน้าในพื้นที่ของขบวนการโจรก่อการร้ายนั่นเอง

ชาวบ้านถามว่า พวกเราจะไม่ช่วยกันดับไฟใต้หรือจะปล่อยให้ไฟมอดดับไปเอง พร้อมกับพระพุทธศาสนาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สุดท้ายนี้ ขอฝากเสียงสะท้อนจากการพูดคุยกับชาวบ้าน หมู่ 6 บ้านปิเหล็ง ชุดทำงานของผู้เขียนร้อยออกเป็นความรู้สึกได้ว่า

"ลูกที่ไปโรงเรียน สามีที่ไปทำงาน มีโอกาสกลับมากินข้าวเย็นพร้อมหน้ากันหรือไม่ แม้แต่ภรรยาที่ไปจ่ายตลาดจะได้อาหารกลับมา หรือจะกลายเป็นเหยื่อของคมกระสุน และรอยแผลบนลำตัวแต่หัวหายไป"

3 จังหวัดชายแดนภาคใต้วันนี้ไม่มีเสียงเพลง ไม่มีรอยยิ้ม มีแต่ความหวาดระแวง และความกลัว บนใบหน้า ดวงตา และริมฝีปากพร้อมร่ำไห้และหลั่งน้ำตา ทุกวันนี้พระไม่มีบทสวดให้พร นอกจากบทสวดในพิธีสวดศพ

ชาวบ้านถามผู้เขียนทิ้งท้ายว่า ที่รัฐบาลว่ามาถูกทางแล้ว แต่ถูกทางแล้วทำไมคนบริสุทธิ์ต้องสังเวยด้วยชีวิตคนแล้วคนเล่า ทุกวันและทุกวัน เราจะช่วยเยียวยาสภาพจิตใจที่กำลังหมดหวัง ท้อแท้ และคิดว่าตายเสียวันนี้ดีกว่าตายพรุ่งนี้ได้อย่างไร

หวังว่าคงไม่เอาเรื่องหนักสมองมาให้ผู้อ่านมากเกินไป

หน้า 6


ดับไฟใต้ (10)

โดย พลเอกหาญ ลีนานนท์  มติชนรายวัน วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10023

หลังจากครูกอบกุล รัญเสวะ ผู้อำนวยการโรงเรียนบัานตือกอ ต.จะแนะ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมด้วยปืน 045(11 มม.) กลางหลัง 2 นัด ที่แขน 1 นัด เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2548 ต่อมาผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านกรือซอ อ.แว้ง จ.นราธิวาส ถูกยิงตายตอนดึกของวันที่ 13 กรกฎาคม 2548 นายดุสิต เหล่าสิงห์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าด่าน อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนคนที่ 3 ล่าสุด ที่ถูกสังหารเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2548 ขณะเดินทางไปโรงเรียน เหตุร้ายสะเทือนขวัญนี้ ทำให้ครูขอย้ายออกนอกพื้นที่เพื่อหนีภัยเป็นจำนวน 3,728 คน แล้ว เป็นที่หนักใจของกระทรวงศึกษาธิการเป็นอย่างมาก

การทำร้ายครูนี้เป็นปัญหาที่กระทบรัฐบาลในทางการเมืองอย่างแรง เพราะทำให้การไม่รู้หนังสือเด็กพูดไทยไม่ได้มีมากขึ้น เนื่องจากปิดโรงเรียนบ่อย เปลี่ยนครูบ่อย เยาวชนจะไม่มีงานทำมากขึ้น ตกเป็นเหยื่อของการติดยา และง่ายต่อการชักจูงไปในทางที่รุนแรง

ต่อปัญหาที่รัฐบาลกำลังริเริ่มให้ครูมีปืนป้องกันตัวนั้น ผู้เขียนเห็นด้วยแต่ต้องปฏิบัติตามวิธีการที่ทางกระทรวงมหาดไทยกำหนด และผู้มีปืนต้องได้รับการฝึกเสียก่อน มิฉะนั้นก็จะเป็นภัยต่อตัวเองและผู้อื่น หรือไม่ก็ถูกโจรร้ายมาแย่งปืนที่พกอยู่ไป หนังสือพิมพ์ลงเป็นครั้งคราวว่าโจรแย่งปืนที่เอวของตำรวจไปได้

ดับไฟใต้ตอนนี้ พูดเรื่องครูกับปืนโดยเฉพาะ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันครูให้ครูรู้จักช่วยตัวเอง นั่นเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะถึงแม้จะมีเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ มาทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย ก็ไม่สามารถอยู่กับครูได้ตลอดเวลา ครูต้องมีกิจส่วนตัวที่ต้องไปตามลำพัง ถ้าครูมีความมั่นใจในการใช้ปืน ครูจะช่วยตัวเองได้ดีและยังมีโอกาสช่วยเพื่อนครูด้วยกันได้ด้วย

นอกจากนั้น ถ้าที่บ้านครูมีชุดรักษาความสงบหมู่บ้าน(ชรบ.) ครูอาจเป็นกำลังเสริมให้ ชรบ.เข้มแข็งขึ้นถ้าได้มีการฝึกร่วมกันบ้าง

ผู้เขียนมีประสบการณ์ในการใช้ปืนมามากพอที่จะบอกว่า เมื่อพกปืนต้องมีความมั่นใจในการใช้ปืน มิฉะนั้นจะเป็นภัยต่อตัวเองหรือผู้อื่น

ขอเล่าเรื่องในอดีตก่อนลงไปเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 หนังสือพิมพ์ลงข่าวนายทหารผู้ใหญ่ของกองทัพเดินทางโดยรถทัวร์จากกรุงเทพฯลงไปภาคใต้ ระหว่างทางโจรซึ่งแอบเป็นผู้โดยสารตั้งแต่ต้นทางลุกขึ้นปิดหัวปิดท้ายรถ บังคับให้คนขับหยุดรถ ปลดทรัพย์ผู้โดยสาร พอมาถึงนายทหารผู้ใหญ่ที่พกปืนอยู่ที่เอว โจรถามว่าเป็นใคร ท่านผู้นั้นบอกว่าเป็นพ่อค้า โจรก็ริบปืน .45 ไป พอไปถึงนายทหารติดตามยังหนุ่มอยู่เลือดร้อน ฮึดขัดขืนเตรียมชักปืน เลยถูกโจรยิงตายบนรถ ส่วนนายทหารผู้ใหญ่รอดเพียงแต่ยอมแลกกับปืน

ก็พอเป็นอุทาหรณ์ ถ้าไม่แน่ใจอย่าพกหรือชักปืน แต่ถ้ามีการเตรียมการหาที่กำบัง หรือหลบแอบได้ ก็จะได้เปรียบศัตรูมากขึ้น ปืนที่ยิงง่ายและปลอดภัยคือปืนลูกโม่ ขอแนะนำให้ยิงดับเบิลแอ๊คชั่น หรือถ้าเป็นปืนออโตต้องใช้ปืนที่ขึ้นลำไว้แล้ว และไม่ต้องปลดเซฟ ชักออกมาเหนี่ยวไกสองมือได้เลยเหมือนยิงปืนลูกโม่ ก็จะปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ปืนออโต ตำรวจอเมริกันเคยตายมาแล้วหลายราย เนื่องจากปืนไม่ลั่น เพราะลืมปลดห้ามไก(ภายใต้ความกดดันอาจลืมได้)

ปืนออโตที่ขึ้นลำแล้ว(มีกระสุนอยู่ในลำกล้อง) ไม่ต้องห้ามไก ชักออกมาแล้วสับไกได้เลยเหมือนปืนลูกโม่ เท่าที่ผู้เขียนและเคยยิงมาบ้างคือปืนกล็อก ปืนนี้ตกพื้นแรงๆ หรือโยนให้ตกลงมาก็ไม่มีทางลั่น จะลั่นก็ต่อเมื่อบีบไกแรงๆ เท่านั้น ตอนนี้ถ้าใครเป็นแฟนหนังฮ่องกง โจรหรือพระเอกก็ใช้ปืนกล็อกทั้งนั้น ส่วนปืนอีกกระบอกที่มีคุณสมบัติคล้ายๆ กัน ที่เคยสัมผัสคือปืนซิกซาวเออร์ 226 ปืนนี้พอขึ้นลำแล้วมีปุ่มลดนก ทำอย่างไรก็ไม่ลั่นจนกว่าเราจะเหนี่ยวไก(ไม่มีห้ามไกให้ปลด) ชักยิงทันทีเหมือนปืนลูกโม่

เมื่อพูดถึงปืนออโตก็จะเปรียบเทียบกับปืนลูกโม่ในการใช้ทุกครั้ง ให้ครูเกิดข้อคิดว่าจะเลือกแบบไหน ผู้เขียนยังชอบที่จะแนะให้ครูผู้หญิงใช้ปืนลูกโม่ เพราะใช้ง่ายและถูกกว่า หกนัดก็พอแล้วสำหรับป้องกันตัว สถิติของตำรวจอเมริกันลอสแองเจลิสดวลปืนกับผู้ร้ายไม่เกิน 3 นัด จากนั้นก็จะต้องหาที่กำบัง

ข้อดีของปืนลูกโม่ก็คือ ถ้าใส่กระเป๋าคล้องไหล่ครูอาจยิงทะลุกระเป๋าที่สะพายออกมาได้โดยที่ศัตรูมิรู้ตัว แต่ถ้าเป็นปืนออโตในกระเป๋าเล็กๆ อาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของกลไกปืน ลำเลื่อนอาจถอยไม่หมด ปืนขัดลำกล้อง นัดต่อไปยิงไม่ได้ นี่คือข้อเปรียบเทียบที่ครูผู้หญิงต้องพิจารณา เมื่อจะเลือกปืนมาใช้งานสำหรับครูผู้ชายเดาว่าคงชอบยิงแบบพระเอกฮ่องกง ถ้าอย่างนั้นต้องชอบออโตแน่ๆ

สำหรับครูผู้หญิงอย่าเอาปืนใส่ไว้ในกระเป๋าถือ เพราะต้องวางไว้ ปืนต้องหยิบฉวยได้ทันที และต้องติดตัวตลอดเวลา แนะนำให้ครูผู้หญิงพกปืนไว้ที่โคนขา นุ่งกระโปรงให้หลวมหน่อย ควักได้ทันทีทุกโอกาส

เมื่อมีปืนแล้วต้องซ้อมยิงบ่อยๆ จนมั่นใจ จะรู้สึกสนุกและรักปืนของเรา การฝึกให้ยิงแม่น เคล็ดลับก็คือฝึกยิงแห้ง(dry run) ต่อเป้าหุ่น(เป้าเงาดำ) ทุกคืนในห้องนอน ฝึกชักปืนช้าๆ วาดปืนไปหาที่หมาย(หุ่นเงาดำ) ให้ค่อยๆ เร็วขึ้น ขณะเดียวกันเพิ่มน้ำหนักบีบไกปืนให้เพิ่มขึ้น เมื่อปากกระบอกปืนเข้าบริเวณพุงของเป้าเงาดำ เมื่อคิดว่าตรงกลางพอดีก็ลั่นไกปืน

จำไว้เสมอว่า ต้องยิงปืนด้วยมือทั้งสอง ถ้าปืนลูกโม่ก็ต้องง้างนกก่อน เพราะจะยิงได้เร็วเป็นธรรมชาติ ถ้าปืนออโต้ ก็ต้องเลือกปืนที่ขึ้นลำไว้ก่อนแล้ว ชักยิงเหมือนปืนลูกโม่ได้เลย

ทีนี้เวลาขี่จักรยานยนต์ทำอย่างไร...? ครูต้องมีคู่หูไปโรงเรียน ครูทุกคนมีรถจักรยานยนต์ จับคู่กันคนหนึ่งทำหน้าที่ขับ อีกคนทำหน้าที่มือปืน โจรหรือจะขับเร่งเครื่องมาเทียบจ่อยิง ผมว่าโจรต้องคิดมากทีเดียว ถ้าครูมีคู่หู ประหยัดรถไป 1 คัน สอดคล้องกับนโยบายประหยัดน้ำมันของรัฐบาล

สถานการณ์ที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะนี้เป็นสิทธิของคนทุกคนที่ต้องป้องกันตัว เพราะโจรครองถนน ใช้ถนนเช่นคนทั่วไป เป็นที่น่าเสียใจที่รัฐบาลไม่สามารถคุ้มครองชีวิตคนชาวบ้านทั่วไปได้ ตอนนี้ผมเห็นแต่เจ้าหน้าที่วิ่งตามแก้ปัญหาที่โจรเป็นฝ่ายผูกให้แก้ ผมจึงถือว่าเป็นสิทธิที่ครูต้องป้องกันตัวเอง

โลกตะวันตกยุคบุกเบิกสำหรับคนอเมริกัน เขามีมอตโต้(ภาษิต) ว่า The Right To Bear Arms is The Right To Be Free ขอแปลว่า สิทธิในการมี(ถือ) อาวุธเป็นสิทธิแห่งความเป็นอิสรภาพ ยุคนั้นเป็นยุคบุกเบิก ขึ้นทวีปอเมริกา จากหลายเชื้อชาติ รวมทั้งนักโทษจากประเทศต่างๆ กฎหมายยังไปไม่ถึง ทุกอย่างตัดสินกันด้วยปืน แต่ไม่ใช่แอบยิงข้างหลัง นายอำเภอตามจับโจร เมื่อเจอโจรต้องบอกให้โจรรู้ตัวเพื่อให้หันมาประจันหน้ากัน จากนั้นใครไวกว่าแม่นกว่าก็ชนะ ถ้านายอำเภอตายโจรก็หนีต่อ ถ้านายอำเภอชนะก็มีว่าโจรตายหรือถูกจับไปแขวนคอ

การให้ครูมีปืนมิใช่เป็นการผิดกฎหมายแต่อย่างใด กฎหมายมีอยู่แล้วเพียงแต่รัฐบาลอำนวยความสะดวกให้ได้เร็วขึ้น เพื่อให้นำมาใช้ป้องกันตัว เพราะสถานการณ์ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะนี้เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกติที่รัฐบาลกำลังกำจัด และทำให้สงบโดยเร็วอยู่แล้ว

การให้ครูสามารถป้องกันตัวเองได้ เป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้ครูถูกฆ่าน้อยลง

ที่ได้สอนวิธีใช้ปืนให้ครูในตอนต้นนั้นเป็นหลักการทางปฏิบัติ ในเมื่อครูยังไม่ได้รับการฝึกสอนการใช้ปืนจากวิทยากรใดๆ โดยเฉพาะเมื่อครูได้ปืนมาแล้ว กองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า น่าจะต้องจัดหลักสูตรเร่งรัดขึ้น ให้ครูมีโอกาสได้ยิง ทั้งกระสุนซ้อมและกระสุนจริง

กองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้า และกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ควรจัดหากระสุนซ้อมและกระสุนจริงมาจำหน่ายให้ครูในราคาพิเศษ และถ้าให้ดีควรจัดหลักสูตรมาตรฐานให้ครูได้รับการฝึก เช่น หลักสูตรรบหลักของศูนย์รักษาความปลอดภัยที่รามอินทรา ของกองบัญชาการทหารสูงสุด หรือหลักสูตร พี พี ซี ของตำรวจทั้งสองหลักสูตรนี้ ส่วนราชการทั้งสองอาจจัดส่งชุดฝึกไปประจำตามสนามยิงปืนทหารที่มีอยู่แล้วใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ผู้เขียนสอนให้ครูรู้จักฝึกซ้อมยิงแห้งต่อเป้าหุ่นเงาดำในตอนต้นแล้ว ต่อไปนี้จะกล่าวถึงการซ้อมยิงในการป้องกันตัว ให้ครูซ้อมยิงต่อเป้าหุ่นเงาดำ ชุดละ 3 นัด สองนัดแรกวางที่หมายไว้ที่กลางลำตัว หนึ่งนัดหลังวางเป้าหมายไว้ที่ศีรษะของหุ่น บรรจุกระสุนในโม่หรือในแม็ก ชุดละ 3 นัดเท่านั้น ระยะห่างจากเป้าแรกๆ 3 เมตร เมื่อชำนาญมากขึ้น ก็ถอยห่างจากเป้าดำออกมาไม่เกิน 7 เมตร ฝึกสองต่ำ-หนึ่งสูง(Two Low-One high) ด้วยการยิงมือตลอด ฝึกจากช้าๆ ไปหาเร็ว และค่อยเร็วขึ้นตามลำดับ ใช้ปืนชี้ไปยังเป้าหมายแทนนิ้วชี้ของเรา ตาผู้ยิงมองที่เป้าหมาย การยิงแบบนี้เป็นการยิงตามสัญชาตญาณ เมื่อครบทุกชุดไปดูรอยกระสุนเจาะเป้า แล้วคิดแก้ข้อบกพร่องทุก 3 นัด ถ้าทั้ง 3 นัดเข้าเป้าเพียง 2 นัด(ลำตัว) ก็ใช้ได้แล้ว

ตอนขี่รถจักรยานยนต์ทำอย่างไร ขอแนะนำให้ครูทุกคนมีคู่หู (2 คนต่อ 1 คัน) คนนั่งหลังทำหน้าที่ รปภ.คนขับขี่มองกระจกหลังตลอดเวลา ถูกตามสังเกตเมื่อใดก็บอกให้คู่หูเตรียมตัวชักปืนได้ถ้ามั่นใจในระบบทูโลว์-วันไฮ ตามที่ฝึกมาแล้ว โจรนั่นแหละจะเป็นฝ่ายถูกล่า เมื่อเข้ามาเทียบ

ถ้าครูหาคู่หูไม่ได้จะทำอย่างไร ขอแนะนำว่าถ้ามั่นใจในการใช้ปืนที่ได้รับการฝึกมาแล้ว เมื่อรู้สึกว่าถูกตาม ขอแนะนำให้หยุดรถใกล้ที่กำบัง เช่น ต้นไม้ เตรียมพร้อมเผชิญหน้า ถ้าโจรแสดงอาการชักปืนออกมา ครูก็ต้องพร้อมจะสับไกทันทีด้วยความมั่นใจ

โจรนั่นแหละจะเป็นผู้ถูกเป่าดับตกรถทันทีที่สิ้นเสียงปืนของครู

หน้า 7


ดับไฟใต้ (11)

โดย พลเอกหาญ ลีนานนท์  มติชนรายวัน วันที่ 08 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10043

เช้าตรู่วันศุกร์ 5 สิงหาคม 2548 บริเวณอำเภอเมืองของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เหมือนเมืองร้าง เพราะเป็นวันศุกร์แรกที่ ขบวนการโจรก่อการร้ายออกคำสั่งให้ชาวไทย-มุสลิม หยุดทำงาน อ้างว่าเป็นวันสำคัญทางศาสนา

ปรากฏว่าคำสั่งของขบวนการโจรก่อการร้ายมีผลทางการปฏิบัติ เพราะร้านรวงต่างๆ ในเขตเทศบาล เช่น ตลาดสด ปั๊มน้ำมัน สถานีรถโดยสาร และรถตู้ ฯลฯ พากันหยุดงาน มิใยที่ผู้ว่าราชการจังหวัด ทหาร ตำรวจได้ออกมาประกาศชักชวนให้ประชาชนออกมาทำมาหากินตามปกติ ตามปั๊มน้ำมันยังมีพวกวัยรุ่นเป็นตัวแทนของขบวนการโจรก่อการร้าย ขี่จักรยานยนต์มาลาดตระเวน ตรวจสอบ และบอกเด็กปั๊มมิให้ทำงาน ถ้ายังฝ่าฝืนจะไม่รับผิดชอบความปลอดภัย ทุกปั๊มจึงปิดสนิท

นี่คือประกาศิตของคำสั่งขบวนการโจรก่อการร้ายที่ชาวบ้านต้องเชื่อฟัง สิโรราบไม่กล้าฝ่าฝืน ส่วนพวกเราฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายที่ยึดสมานฉันท์ ฝ่ายที่รักษาสิทธิของประชาชน ก็มัวแต่ถกเถียงกันเรื่องพระราชกำหนดมิรู้จักหยุดหย่อน เกรงว่าทหาร ตำรวจ ผู้ว่าราชการ และรัฐบาลจะมัวเมาใช้อำนาจเกินขอบเขต ลิดรอน สิทธิเสรีภาพของประชาชน ทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่เกิดความกังวล ไม่แน่ใจ

เป็นเหตุให้ขบวนการโจรก่อการร้ายย่ามใจ ก่อเหตุร้ายมิเว้นแต่ละวัน

รัฐบาลได้จัดกำลังพล ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัคร(อ.ส) ลงไปแก้ปัญหาที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งสิ้น 65,000 นาย เมื่อปี "47 ด้วยงบประมาณ 16,000 ล้านบาท สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ประชาชนอยู่ไม่เป็นสุข นอนหวาดผวา ยอมขายที่ที่อยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษหลายชั่วอายุคน เพื่อไปหาที่อยู่ที่จังหวัดอื่นที่ปลอดภัยกว่า ที่ไม่มีที่ไปจิตใจไม่เข้มแข็งพอก็เป็นโรคประสาท เย็นลงก็คอยสมาชิกที่ออกไปทำงานนอกบ้าน จะกลับมากินข้าวเย็นพร้อมกันหรือไม่ หรืออาจเคราะห์ร้ายกลับมาแต่ศพที่ไม่มีหัว มองตาชาวบ้านแล้วเห็นแต่ความหวาดผวาและคราบน้ำตา พระสงฆ์คงจะลืมบทสวดมนต์ให้พรชั่วคราว เพราะมีแต่การสวดศพเป็นประจำ

ขออภัยที่ต้องถ่ายทอดความรู้สึกชาวพุทธที่ไปเยี่ยมมา เมื่อ 8 กรกฎาคม 2548 ที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อให้คนส่วนใหญ่ทั่วประเทศได้รับรู้ไว้บ้าง สถานการณ์ความทุกข์ยากและความเดือดร้อนของประชาชนที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีความวิตกกังวลเป็นอย่างมาก ดังที่ได้มีพระราชเสาวนีย์ให้ข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำระดับสูง ทั้งนายทหาร ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ทั่วประเทศให้ช่วยกันแก้ปัญหาความปลอดภัยของประชาชนชาวบ้านมิให้เขาถูกฆ่า, ถูกตัดหัว ไม่ต้องอพยพทิ้งถิ่นฐานที่เคยอยู่ตั้งแต่เกิด ถึง 3 ครั้ง ครั้งสุดท้าย เมื่อ 11 สิงหาคม 2548 ที่ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

ทำไมความวิตกกังวลห่วงใยของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงไม่ได้รับความสนใจและแปลออกมาเป็นแผนงานของกลไกภาครัฐ ตั้งแต่ระดับนโยบายของรัฐบาล จนกระทั่งลงสู่การปฏิบัติของกำลังพลเรือน ตำรวจ และทหาร (พตท.) ที่อยู่ในสนาม ผู้เขียนไม่มีวันที่จะเข้าใจ เพราะเห็นในโทรทัศน์บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ระดับชาติทั้งนักการเมืองและข้าราชการประจำรวมทั้งผู้นำเหล่าทัพ และตำรวจก็นั่งกันอยู่พร้อมหน้า ได้ฟังพระราชเสาวนีย์กันทุกคน ตั้งแต่ครั้งที่ 1 ซึ่งได้มีพระราชเสาวนีย์ว่า จะให้ท่านทำงานอยู่คนเดียวหรืออย่างไร รู้กันแล้วหรือยังโดยที่มิได้พระราชเสาวนีย์เพียงอย่างเดียว ได้พระราชทานเงินให้รองสมุหราชองครักษ์ดำเนินการโครงการฝึกจัดตั้งอาสาสมัครรักษาหมู่บ้านขึ้นแล้ว และยังคงทรงมีพระราชเสาวนีย์ว่า จะต้องไปฝึกยิงปืนบ้างแล้ว

หลังจากวันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม ผ่านไปแล้ว ขบวนการโจรก่อการร้ายยังเหิมเกริมว่า จะดูวัน ศุกร์ที่ 12 สิงหาคม ต่อไป ใครจะขัดขืนเปิดร้านก็จะตัดหู ต่อไปตัดแขนและตัดคอ คำสั่งของขบวนการโจรก่อการร้ายมีผล เพราะวันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา กลางเมืองปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ยังคงเป็นเมืองร้างเหมือนเดิม

อำนาจโจรเหนืออำนาจรัฐ อธิปไตยของประชาชนไปอยู่ในมือโจรหมดแล้วหรือ?

รัฐบาลได้แก้ปัญหาด้วยการเอาคาราวานสินค้าราคาถูกไปเปิดจำหน่ายให้ประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ฟังดูจากสื่อก็ได้ผล เพราะมีชาวบ้านต้องการซื้อของถูก จึงพากันออกมาซื้อตามจุดขายที่มีเครื่องหมายธงสีฟ้า แต่ตลาดชาวบ้าน(ไม่มีธงสีฟ้า) ยังเงียบสนิท เพราะชาวบ้านยังกลัวโจรทำให้เศรษฐกิจของชาวบ้านเสื่อมทรุด เพราะแลกเปลี่ยนซื้อขายกันไม่ได้

สถานการณ์ตายรายวันยังคงดำเนินการต่อไป และมีความรุนแรงมากขึ้น เพราะมีการใช้อาวุธสงครามคือ อาก้า และเอ็ม 16 บ่อยครั้งขึ้น เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายมีทั้งชาวพุทธและมุสลิม ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลยังไม่มีวี่แววจะกลับมาเป็นฝ่ายรุกได้ เพราะต้องวิ่งแก้ปัญหาตามที่โจรตั้งโจทย์ไว้ให้แก้อย่างไม่หยุดหย่อน แล้วเมื่อไหร่ ขบวนการโจรก่อการร้ายจะหมดไปจากแผ่นดินใต้

ทุกครั้งที่ปรับรัฐมนตรี ก็มีเสนาบดีหน้าใหม่เข้ามารับผิดชอบบริหารงานการเมือง และความมั่นคงของชาติ แต่ละคนก็บอกว่าเรามาถูกทางแล้ว ไฟใต้ต้องดับภายใน 30 วันบ้าง แต่ในความเป็นจริงทุกวันนี้เวลาชนชั้นปกครองจะออกไปไหนรู้สึกไม่ปลอดภัย ต้องคุ้มกันอย่างเข้มแข็ง

นั่นคือ สิ่งที่บอกเหตุว่าพื้นที่การปกครองของตนแคบลงแล้วใช่ไหม และจะเล็กลงเรื่อยๆ ยังไม่รู้ตัวหรือ

พวกเสนาบดี นายทหารชั้นนายพลที่ไปตรวจราชการชายแดนไปไหนก็ต้องมีทหารหมวกแดงคุ้มครอง ทหารหมวกแดงเลยลืมภารกิจสำคัญของตนที่ต้องไปลาดตระเวนระยะไกลในป่าเขา เพื่อเป็นหูเป็นตาให้ทหารราบ และเกาะติดขบวนการโจรก่อการร้ายที่แทรกซึมเข้ามาทางชายแดน พวกที่ไปตรวจราชการจากเมืองหลวง จึงไม่มีโอกาสสัมผัสกับบรรยากาศที่แท้จริง

ชาวบ้านเขาบอกว่า กลางคืนนอนผวาไม่หลับ อยากให้สว่างเร็วๆ ไม่เหมือนกับพวกเจ้านายหลับได้สนิท เพราะนอนในลวดหนาม ฟังแล้วสะท้อนให้คิดได้หลายอย่าง

ที่พรรณามานี้ก็เห็นกันแล้วว่า รัฐบาลลองผิดลองถูกมาตลอด นับตั้งแต่เปลี่ยนแม่ทัพมาแล้ว 3 คน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่รู้เรื่องดี ทั้งทางกว้างและทางลึกของขบวนการโจรก่อการร้ายคือ พลเอกธรรมรักษ์ อิศรากูร ณ อยุธยา แต่ผมมีความรู้สึกว่า พลเอกธรรมรักษ์ถูกตีกรอบให้เดิน พลเอกธรรมรักษ์ไม่สามารถทำตามที่ตนเองคิดได้ ไฟใต้จึงลุกโซนต่อไป

เพื่อไม่ให้หลงทางกันอีกต่อไป ใคร่แนะนำสมมุติฐานของปัญหา สำหรับผู้ที่รับอาสาเข้ามาแก้ปัญหา เพื่อดับไฟใต้ดังต่อไปนี้

1.ขบวนการโจรก่อการร้ายยึดหมู่บ้านไว้หมดแล้ว การปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ในอำนาจโจร โจรวางคนที่ฝึกไว้แล้วคุมหมู่บ้าน และมีแนวร่วมจัดตั้งอีกจำนวนมาก ประชาชนชาวบ้านหวาดระแวงกันเอง ทั้งๆ ที่อยากปลดปล่อยตัวเองจากการควบคุมของโจร ไม่กล้าไปอำเภอ ไม่กล้าคุยกับเจ้าหน้าที่กลัวถูกฆ่า ฝ่ายรัฐบาลชนชั้นปกครอง ตำรวจ ทหาร ถูกปิดหูปิดตาไม่ได้รับข่าวเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวใดๆ ของโจรทั้งสิ้น

2.คลังแสง(อาวุธต่างๆ) ดินระเบิด เครื่องกระสุน และวัสดุต่างๆ ในการทำระเบิดแสวงเครื่องเช่น เหล็กเส้น เครื่องตัดเหล็ก และ ยูเรีย อีก 1 ตัน สามารถทำลูกระเบิดลูกละ 20 กิโลกรัม ได้อีก 50 ลูก ที่มีขนาดใหญ่ ตะปูขนาด 6-8 นิ้ว ทำเรือใบได้อีกมากมาย อยู่ในหมู่บ้านทั้งสิ้นมิเคยตรวจค้นหรือจับได้เลย

3.โจรร้ายสามารถเคลื่อนย้ายไปด้วยจักรยานยนต์คู่ พกพาอาวุธ วัตถุระเบิดไปตามถนนโดยเสรีไปขุดหลุมระเบิด ทำวินาศกรรมตรงไหน หน้าบ้านใครก็ไม่มีใครบอกเจ้าหน้าที่ ชุดจักรยานยนต์คู่ของโจรจะไม่วิ่งเข้าไปในเมือง เพราะมีจุดตรวจ จุดสกัดอยู่ ตรงไหนตั้งจุดตรวจโจรก็ไม่มาให้ตรวจ ไปเส้นทางอื่นเพราะมีถนนมากมาย ถนนในสวนยางก็เชื่อมต่อกันหมด

4.ชายแดนไทย-มาเลเซีย เกือบ 1,000 กิโลเมตร เปิดโล่ง พวกครูฝึกแนวร่วมคนสองสัญชาติ หน่วยคอนมานโด แทรกซึมเข้าออกได้สะดวก เมื่อถูกกดดัน(มีแต่การแทรกซึมเข้า เพราะเราไม่เคยกดดันให้ออกอย่างจริงจัง)

ถ้ามียุทธศาสตร์และยุทธวิธีทางการเมืองและการทหารที่กำจัดปัญหาทั้ง 4 ได้ ก็มองเห็นความสำเร็จอยู่ข้างหน้าไฟใต้ดับแน่นอน

โดยสรุปก็คือ ต้องกำจัดกลุ่มโจรติดอาวุธในหมู่บ้าน เพื่อขจัดความกลัวความหวาดระแวงและขจัดการกระทำทั้งปวงของฝ่ายเรา ที่สร้างเงื่อนไขความคับแค้นทางจิตใจ และความยากไร้ทางวัตถุแก่คนไทยมุสลิม นี่คือปัญหาชี้ขาดที่นำไปสู่ความสำเร็จในการแก้ปัญหาตามสมมุติฐานทั้ง 4

สมมุติฐานของปัญหาทั้ง 4 ข้อนี้ มีความเชื่อมโยงกันและต้องได้รับการแก้ไขไปพร้อมๆ กัน จึงจะประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหา เมื่อโจรหมดอำนาจทางการทหาร ไม่สามารถออกมาอาละวาดไล่ยิงไล่ฆ่าวางระเบิด ตำรวจ ทหาร และชาวบ้านได้อย่างเสรี โจรก่อการร้ายก็จะหมดอำนาจทางการเมือง ประชาชนในหมู่บ้าน จะได้รับการปลดปล่อย และพากันขับไล่โจรออกจากหมู่บ้าน สถานการณ์สมานฉันท์ของนายกฯอานันท์จึงจะเกิด และชาวบ้านจะพร้อมใจกันสมานฉันท์ด้วย

หน้า 6


ดับไฟใต้ 12

พลเอก หาญ ลีนานนท์ มติชนรายวัน วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10082

คืนวันที่ 30 สิงหาคม 2548 อิหม่ามสะตอปา ยูโซะ บ้านละหาน หมู่ 8 ตำบลปะลุรู อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ถูกยิงตาย หลังจากนั้นเพียงวันเดียว 31 สิงหาคม 2548 ก็มีชาวบ้านจาก 3 หมู่บ้านในอำเภอสุไหงปาดี และ 2 หมู่บ้าน ของอำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส รวมแล้ว 131 คน ได้พากันอพยพข้ามพรมแดนด้านอำเภอตากใบ และสุไหงโก-ลก ไปรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ด้วยเหตุผลว่า หวาดกลัวเจ้าหน้าที่

ผู้เขียนและทีมงานไปถึงบ้านละหาน ในวันที่ 14 กันยายน 2548 พบแต่ความเงียบเหงา ผู้ใหญ่บ้านซึ่งได้ติดต่อไว้ล่วงหน้า ก็ไม่ปรากฏตัว จากถนนดำเราลงเดินผ่านมัสยิดไปเล็กน้อย ก็ถึงบ้านอิหม่าม ประมาณ 30 เมตร ประตูบ้านถูกปิดติดกุญแจ ขณะที่รอให้คนไปตามเจ้าของบ้านคือภรรยาอิหม่าม พวกเราก็ตรวจหาหลักฐาน พบว่าอิหม่ามถูกยิงตายคาบันไดขั้นที่ 3 คนร้ายซุ่มยิงจากป่าซึ่งเป็นรั้วข้างบ้าน ห่างไปประมาณ 15 เมตร

รอยกระสุนนัดที่เห็นที่ขั้นบันไดนั้นทำให้เชื่อว่า เป็นกระสุนปืนสงครามเพราะยิงทะลุไม้แผ่นที่เป็นแม่บันไดหนา 2 นิ้วครึ่ง

ส่วนรอยกระสุนอื่นๆ ไม่มีปรากฏ จากรอยกระสุนที่ถากพื้นบันไดขั้นที่ 3 ไปทะลุราวบันไดทำให้รู้ทิศทางปืนของคนร้ายและจุดที่คนร้ายนั่งซุ่มยิง ห่างออกไปประมาณ 20 เมตร โดยอาศัยซุ้มไม้เตี้ยๆ

ขอสังเกตตอนนี้ก็คือ หนึ่ง ทำไมไม่มีรอยเลือดที่ขั้นบันได

สอง รอยกระสุนนัดนั้นเพียงแค่ทำให้เกิดบาดเจ็บที่ก้น(อิหม่ามคงถูกยิงขณะที่นั่งอยู่ที่บันไดขั้นนั้น)

ขณะที่คอยด้วยความอดทนพร้อมกับหาหลักฐานต่างๆ ไปด้วย ผ่านไปประมาณชั่วโมง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหญิงก็ออกมาด้วยกิริยาและสายตาที่หวาดระแวง ไม่ค่อยให้คำตอบใดๆ ไม่ยอมให้ถ่ายรูป และเอาผ้าคลุมผมมาปิดหน้าตลอดเวลา

แต่ในที่สุด ก็พูดด้วยความอึดอัด ไม่ได้อะไรเป็นสาระ ผู้เขียนได้หาหลักฐานเพิ่มเติม สันนิษฐานได้ว่า คนร้ายออกมาจากหมู่บ้านแน่นอน

หลักฐานประกอบที่เป็นข้อน่าสังเกตที่ควรนำมาเขียนไว้ด้วย คือแผ่นผ้าโฆษณากล่าวโจมตีรัฐบาล เขียนด้วยอักษรไทยตัวใหญ่ๆ บนผ้าขนาด 3x1 เมตร ด้วยข้อความ "รัฐบาลนั่นแหละฆ่าอิหม่าม" แผ่นผ้าโจมตีรัฐบาลนี้ติดอยู่กับบ้านริมถนนก่อนถึงบ้านอิหม่าม หลังเกิดเหตุจนถึงวันที่เราไปถึงนับได้ 15 วันพอดี

เกิดคำถามให้คิดว่า บรรดาข้าราชการ ตำรวจ ทหารในพื้นที่ ทำไมไม่ปลดแผ่นป้ายโฆษณาโจมตีรัฐบาลเสียก็คงได้คำตอบว่าไม่มีใครสั่ง

โดยสามัญสำนึกข้าราชการสัญญาบัตรทุกคนน่าจะต้องปลดแผ่นผ้า โดยที่พวกก่อการร้ายกล่าวโจมตีนี้ออกเสียทันทีที่พบเห็น แล้วนำไปเก็บไว้เป็นหลักฐาน พร้อมกับหาตัวผู้กล่าวโจมตีรัฐบาลต่อไป และคิดหรือไม่ว่าท่านเป็นข้าราชการ แต่ท่านไม่ปฏิบัติงานตามหน้าที่ ท่านอาจถูกฟ้องศาลปกครองได้

เมื่ออิหม่ามสะตอปา ยูโซะ ตายก็ถูกนำไปฝังที่กุโบร์ตามพิธีกรรมทางศาสนาอิสลามทันทีภายใน 24 ชั่วโมง เชื่อว่ามิได้มีการกระทำใดๆ ให้ถูกขั้นตอนของการตายแบบไม่ปกติ เพราะเมียและลูกของอิหม่ามพูดผ่านทางสื่อว่า ก่อนตายอิหม่ามสั่งไว้ว่า ถ้าเขาตาย อย่าให้เจ้าหน้าที่เข้ามาเกี่ยวข้องและชันสูตรพลิกศพเป็นอันขาด ดังนั้น ในวันเกิดเหตุจึงไม่มีใครฝ่ายบ้านเมืองเห็นศพอิหม่าม

เวลาผ่านไปร่วมเดือน วันหนึ่งได้อ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ลงข่าว พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ กล่าวว่า อิหม่ามไม่มีตัวตน ก็ทำให้งงไม่น้อย จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ก็พบข่าวในหนังสือพิมพ์อีก ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสกล่าวว่า อิหม่ามไปรักษาตัวอยู่ที่รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย

เมื่อนำจิ๊กซอว์ 3-4 ตัวเหล่านี้มาต่อกัน

1.ตั้งแต่รอยกระสุนปืนที่ถูกพื้นบันไดบ้าน(ถ้าเป็นจริงดังว่าอิหม่ามนั่งตรงนั้น) แสดงว่ากระสุนนัดนั้นถูกใต้ก้น(ไม่สาหัส)

2.ไม่มีใคร(เจ้าหน้าที่)เห็นศพอิหม่าม

3.คำพูดของ พลตำรวจเอก ชิดชัย รองนายกรัฐมนตรี ว่าอิหม่ามไม่มีตัวตน

4.คำพูดของผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ที่ว่าอิหม่ามไปรักษาตัวที่รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย

เมื่อพิจารณาจิ๊กซอว์ให้รอบคอบประกอบกับคำบอกกล่าวของภรรยาและลูกว่า อิหม่ามสั่งไว้ว่า ถ้าเขาตายอย่าให้ใครมาดูศพ ทำให้เกิดคำถามว่า อิหม่ามตายจริงหรือไม่ ถ้าตายจริงเป็นการตายผิดปกติ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องพิมพ์ลายนิ้วมือของผู้ตายทั้งสองมือ(ฝ่ามือ) ต้องพิมพ์ลายนิ้วมือทั้งสิบนิ้ว ต้องมีแพทย์ชันสูตรพลิกศพ ต้องมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและนายอำเภอรับรองว่า ตายจริง ฯลฯ หลักฐานต่างๆ เหล่านี้ กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 แต่หลักฐานต่างๆ ที่กล่าวนี้ หาไม่ได้เพราะไม่มีการปฏิบัติในการตายของอิหม่ามสะตอปา ยูโซะ อีกทั้งเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ของ แพทย์หญิงคุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ ไม่มีโอกาสได้เข้าไปทำงานเลย

เพราะฉะนั้น กรณีการตายของอิหม่ามก็ต้องพิสูจน์กันว่า ในหลุมศพนั้นเป็นศพใครหรือเป็นศพอิหม่ามหรือไม่ก็ต้องเป็นหน้าที่ของร้อยเวรของสถานีตำรวจภูธรอำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ที่จะต้องทำรายงานขออำนาจศาล ขุดศพขึ้นมาเพื่อชันสูตรพลิกศพ แล้วรายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบภายใน 30 วัน

ตั้งแต่เกิดเหตุร้ายที่บ้านตันหยงลิมอ ตำบลตันหยงลิมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 20-21 กันยายน 2548 ทำให้ชาวบ้านตาย 2 ทหารนาวิกโยธินตาย 2 ได้ยินนายกฯทักษิณบ่นทำนองว่า เดี๋ยวนี้ทหารทำอะไรดูเก้ๆ กังๆ ไปหมด แปลว่าไม่แน่ใจหรือไม่เฉียบขาด หรือไม่กล้าตัดสินใจให้ทันเหตุการณ์ ทุกคนต่างก็รอคำสั่งตามลำดับชั้น

ผู้เขียนตอบคำถามนี้ได้เลย ตั้งแต่การจัดตั้งกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัด และกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขอำเภอขึ้น ที่ระดับกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดมีนายทหารยศระดับรองแม่ทัพ(พล.ต.) ไปเป็นรองผู้อำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัด และที่ระดับอำเภอซึ่งมีนายอำเภอเป็นผู้อำนวยการเสริมสร้างสันติสุขอำเภอก็เอาผู้บังคับกองพัน ยศพันโท ไปเป็นรองผู้อำนวยการเสริมสร้างสันติสุขอำเภอ โดยสรุปคือ ระดับจังหวัด เอาผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชารองแม่ทัพ ระดับอำเภอ เอานายอำเภอเป็นผู้บังคับบัญชาผู้บังคับกองพันทหาร

นี่คือสาเหตุที่ทำให้หน่วยทหารและผู้บังคับบัญชาทหารเสียคุณลักษณะของทหารไปโดยสิ้นเชิง เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจยิ่งนัก เพราะไม่มีการจัดการที่ไหนในการประเทศใดในโลก ที่เอาพลเรือนมาบังคับบัญชาหน่วยทหาร เว้นแต่ระดับสูงสุด เช่น นายกรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดี ที่ควบคุมนโยบายทางการเมืองของชาติ

เมื่อมีการจัดตั้งกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัด และกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขอำเภอใหม่ๆ มีการฝึกซ้อมการทำงานให้กระฉับกระเฉง เอาระบบการฝึกของทหารมาใช้ที่เรียกว่า การฝึกซีพีเอ็กซ์(Command Post Exercise) เรียกว่าการฝึกที่บังคับการ เป็นการฝึกการปฏิบัติกันทางเอกสาร ตอบโต้กันมิได้มีการเคลื่อนย้ายกำลังแต่อย่างใด แต่สามารถทำความเข้าใจกันได้เร็วและประหยัด ก็ขอชมเชยที่มีการริเริ่มขึ้น เพราะทำให้เข้าใจได้ง่ายในระบบการทำงานที่เป็นของใหม่สำหรับพลเรือน เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่เป็นผู้บังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการ

ปรากฏว่าที่ระดับอำเภอ ก็มีนายทหารระดับผู้บังคับหมวดที่ผู้บังคับกองพันได้จัดไว้เป็นที่ปรึกษาของนายอำเภอ ทำหน้าที่ตอบโต้กับทางกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุข ตามสถานการณ์ที่สมมุติขึ้นโดยนายอำเภอเป็นผู้ลงนาม ไปยังหน่วยเหนือเท่านั้น เป็นการยืนยันที่ชัดเจนว่าในสถานการณ์รบนั้น ไม่สามารถใช้พลเรือนควบคุมสถานการณ์ได้

สถานการณ์ที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะนี้เป็นสถานการณ์รบ เป็นสถานการณ์สงครามที่ไม่ประกาศเป็นการก่อการร้ายแนวใหม่ ที่เรียกว่านีโอเทอเรอริซึม หรือการก่อการร้ายที่ไร้ผู้นำ ไม่มีวันที่จะแก้ไขได้ด้วยการเอาพลเรือนมาควบคุมหน่วยทหารและระบบการทำงานของทหารได้

การทำงานร่วมกันของกำลังพลเรือน ตำรวจและทหารเกิดขึ้น ณ โอกาสใด แผนการยุทธ์ใด ทหารเท่านั้นต้องเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยนั้น และทหารเท่านั้นเป็นผู้วางแผน ทั้งงานการทหารและงานการเมือง(กิจการพลเรือน)

บทเรียนแห่งความสำเร็จนี้กองทัพบกได้พิสูจน์แล้วในสงครามเย็นในอดีต ผู้บังคับหน่วยทหารระดับสูง เช่นแม่ทัพหรือผู้บัญชาการเหล่าทัพต้องมีความคิดทั้งด้านการเมืองและการทหาร คำว่าการเมืองนำการทหารนั้น มิได้หมายความว่า การทหารต้องปฏิบัติการตามหลังการเมือง เปล่าครับ ทหารอาจทำตามวิธีทหารก่อนด้วยความรุนแรงและเฉียบขาดก็ได้ เพื่อปลดปล่อยอำนาจโจรที่ควบคุมประชาชนอยู่ คือทำให้ประชาชนชาวบ้านกลับมายืนข้างรัฐบาล หายหวาดกลัวโจรที่อยู่ในบ้าน ง่ายๆ คือขับไล่โจรออกจากหมู่บ้าน

เปรียบได้ว่าผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารมีสองหมัด คือหมัดการเมืองและหมัดการทหาร ต่อยด้วยหมัดไหนก่อนให้ชนะก็เอาหมัดนั้น ถึงจะต้องใช้หมัดการทหารก่อนก็เพื่อผลทางการเมือง และต้องทำทันที การไม่ต้องทำสงครามให้ชนะสงครามที่เกิดขึ้นแล้วที่สามจังหวัดขณะนี้ไม่สำเร็จแน่นอน ดังเช่น ที่รอการสมานฉันท์ทุกวันนี้ ซึ่งมีแต่รอให้กองกำลังของโจรก่อการร้ายเติบโตขึ้นและปฏิบัติการทางทหารรุนแรงมากขึ้น

ยังไม่รู้สึกกันอีกหรือว่ามีการซุ่มยิงหน่วยทหารด้วยอาวุธสงครามมากขึ้น ก่อการวินาศกรรมด้วยระเบิดที่มีอำนาจทำลายสูงมากขึ้น ทำลายชีวิตประชาชนชาวบ้าน ไม่เลือกว่าเป็นพุทธหรือมุสลิม รวมทั้งตำรวจ ทหาร ตั้งแต่ต้นปี 2548 เป็นต้นมา มียอดเสียชีวิต 800 ศพแล้ว

รีบแก้ไขการจัดกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัด

อย่าเอารองแม่ทัพไปเป็นรองผู้อำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัด ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชา

ทำนองเดียวกับกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขอำเภอ อย่าเอาผู้บังคับกองพันทหารราบไปเป็นรองผู้อำนวยการเสริมสร้างสันติสุขอำเภอ ซึ่งมีนายอำเภอเป็นผู้บังคับบัญชา ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้สายการบังคับบัญชาของทหารจากแม่ทัพลงไปหน่วยทหารขาดตอน หน่วยทหารในพื้นที่จะทำงานในลักษณะประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอในพื้นที่รับผิดชอบ

หากเป็นดังนี้ทหารจะไม่เสียคุณลักษณะทหาร ไม่ทำอะไรเก้ๆ กังๆ ให้ขวางหูขวางตาท่านนายกฯทักษิณแน่นอน

พบกันที่ตันหยงลิมอในดับไฟใต้ 13

หน้า 6


ดับไฟใต้ 13

โดย พลเอก หาญ ลีนานนท์  มติชนรายวัน วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10121

สถานการณ์ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่เปลี่ยนแปลง ล่าสุดเมื่อ 7 พฤศจิกายน 2548 โจรก่อการร้ายปฏิบัติการถล่มแหลกยะลาตามพาดหัวข่าว โพสต์ทูเดย์ ประจำวันที่ 8 พฤศจิกายน 2548 5 อำเภอ และ 1 โรงพัก ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี สร้างความสับสนให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร เพื่อมิให้ไปช่วยเหลือกันได้ จุดที่สำคัญคือ บ้านพักนายอำเภอบันนังสตา ที่ว่าการอำเภอ โรงพัก และกองร้อย อส.บันนังสตา

ตามแผนการก่อการร้าย ปี 2548 ที่ฝ่ายเราสืบทราบได้ว่าโจรก่อการร้ายต้องการจับข้าราชการระดับนายอำเภอให้ได้ 1 คน เพื่อแลกเปลี่ยนเจรจาให้ปล่อยโจรที่ถูกฝ่ายเราจับได้ การปฏิบัติการในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 ของโจรก่อการร้ายครั้งนี้ แม้นายอำเภอคือ นายรุ่งไชย ใบกว้าง จะหนีรอดออกไปได้ทางหลังบ้าน ก็เป็นการยืนยันว่าโจรก่อการร้ายกำลังดำเนินการตามแผนปี 2548 ที่วางไว้

จึงเป็นข้อสังเกต ณ ตรงนี้ว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ฝ่ายทหาร ตำรวจ และฝ่ายความมั่นคงของชาติ จะต้องรวบรวมเอกสารทั้งมวล ทั้งที่เป็นข่าวเปิดหรือข่าวปิดลับ มาวิเคราะห์ให้ได้ว่าแผนการสถาปนารัฐปัตตานีนั้นมีขั้นตอนอย่างไร ทั้งนี้ เพื่อความไม่ประมาทของฝ่ายเรา การรู้เขาก็เพื่อนำมาปรับการปฏิบัติของฝ่ายเราให้ได้เปรียบโจรก่อการร้ายได้

การต่อสู้ทางการทหารระหว่างฝ่ายเราและโจรก่อการร้าย จากที่อ่านพบในหน้าหนังสือพิมพ์ใคร่ขอวิจารณ์การปฏิบัติทั้งสองฝ่ายที่อำเภอบันนังสตรา ได้ดังนี้

ฝ่ายโจรก่อการร้าย มีกำลังเพียง 30 คน แบ่งกำลังการโจมตี 6 จุด จุดละ 5 คน ปฏิบัติงานเป็นทีมภายในเวลาจำกัดที่กำหนด(สำเร็จหรือไม่ต้องเลิก ถอนตัวตามที่ฝึกกันไว้) เมื่อถึงเวลาจะออกปฏิบัติทันที ไม่ต้องมีคำสั่งใดๆ ระหว่างคนในทีมในการติดต่อ โจรทำงานครั้งนี้แม้จะจับตัวนายอำเภอไม่ได้ตามแผน และโจรต้องสูญเสีย(ตาย) 2 ศพ ก็นับว่าได้ผลมากทางจิตวิทยาและการเมือง

ฝ่ายเรา มีกำลังมากกว่าประมาณ 5 เท่า ขาดการประสานงาน ขาดการซักซ้อม หรือวางแผนร่วมกันว่าถ้าเกิดเหตุร้ายจะแก้ปัญหาอย่างไร รวมทั้งการติดต่อสื่อสาร การใช้อาวุธในเวลากลางคืน ส่วนใหญ่เป็นการยิงบำรุงขวัญกันเอง ยิงกันสนั่นตั้ง 30 นาที ไม่มีโจรตาย

แต่ที่โจรตาย 2 ศพนั้น ก็เป็นฝีมือของตำรวจชั้นประทวน 2 นาย คือ สิบตำรวจตรี เสกสรร ระลึก และสิบตำรวจตรี สุรชัย สุธรรมแปง ออกมาจากห้องน้ำตำรวจซึ่งอยู่ใกล้โรงพักประมาณ 10-15 เมตร เห็นโจรคนแรกกำลังวิ่งเข้ามา และกำลังจะขว้างระเบิดใส่โรงพัก ตำรวจทั้งสองยิงโจรคนแรกทันที โจรล้มลง โจรคนที่สองวิ่งเข้ามาช่วย สิบตำรวจตรี เสกสรร และสิบตำรวจตรี สุรชัย จึงยิงโจรคนที่สอง ล้มลงอีก โจรตายสนิท

นับว่าเป็นผลงานดีเด่นของตำรวจทั้งสองนาย และหากว่าโจรทั้งสองเป็นหัวหน้าชั้นนำที่มีชื่ออยู่ในกลุ่มสะแปอิงที่ทางการประกาศจับ

พฤติกรรมของ ส.ต.ต.เสกสรร และ ส.ต.ต.สุรชัย ซึ่งเป็น ผบ.หมู่ป้องกันปราบปรามของ สภ.อ.บันนังสตา ควรได้รับการยกย่องว่าเป็นตำรวจที่สามารถควบคุมสติได้อย่างมั่นคงในการยิงโจรท่ามกลางสถานการณ์คับขัน สามารถวางกระสุนได้ที่จุดตายของเป้าหมาย

นอกจากจะได้รางวัลในการจับโจรฯ ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติประกาศแล้ว ตำรวจชั้นประทวนทั้งสองนายนี้ ควรได้รับการปูนบำเหน็จรางวัลในการเลื่อนยศให้สูงขึ้น เพื่อเป็นการบำรุงขวัญของกำลังพลตำรวจที่ปฏิบัติงานดีเด่นให้ทราบทั่วกัน

ข้อสังเกตในการใช้กำลังของฝ่ายเราต่อสู้กับโจรครั้งนี้ก็คือ สื่อบางฉบับบอกว่า ยะลาคืนวันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 นั้น เสียงปืนหูดับตับไหม้ เสียงปืนที่ว่านั้นเป็นเสียงปืนอาวุธยิงเร็วจากอาวุธสงครามของตำรวจ ทหารหรือ อส.ทั้งสิ้น เป็นการยิงที่ปราศจากเป้าหมาย ไม่เห็นเป้าหมาย หรือยิงเพื่อบำรุงขวัญฝ่ายเดียวกันเอง

อาวุธสงครามเมื่อตั้งการยิงไว้ที่ฟูลออโต้นั้น ต้องรู้จักควบคุมไกปืน คือปล่อยกระสุนออกไปให้ได้ครั้งละ 3 นัด จึงจะได้ผล นอกนั้นจะหลุดเป้าหมาย เพราะแรงสะท้อนถอยหลังของปืนอันเกิดจากการระเบิดของกระสุนแต่ละนัดในรังเพลิง ติดต่อกันตั้งแต่นัดที่ 1 จะทำให้ปากกระบอกปืนเฉียงขึ้นบนทางด้านซ้ายของผู้ยิงหรือทางขวาของเป้า พอนัดที่ 4 กระสุนจะพลาดเป้าหมาย หมดเปลืองกระสุนโดยเปล่าประโยชน์ สถานการณ์ฝ่ายเรายิงโจรตาย 2 ศพนั้น โจรตายด้วยอาวุธปืนสั้น(ปืนพก) ประจำตัว ส.ต.ต.เสกสรร และ ส.ต.ต.สุรชัย แต่ละคนคงใช้กระสุนไม่เกิน 1 โม่(6 นัด)

ข้อสังเกตประการที่สอง ถ้าฝ่ายเรามีการเตรียมยิงป้องกันฐานหรือที่มั่น(โรงพัก) ของตนเอง ก็จะต้องพิจารณาไว้ก่อนว่าถ้าโจรบุกเข้าโจมตี จะเข้ามาทิศทางไหน จะแอบเข้าที่กำบังหรือใช้ภูมิประเทศให้เป็นประโยชน์(มูลดิน, ขอนไม้, ต้นไม้) ที่ไหนบ้าง แล้วทำเครื่องหมายไว้ด้วยสีสะท้อนแสง เมื่อถึงเวลาศัตรูมา ใครรับผิดชอบจุดไหนก็ยิงไปที่จุดนั้น เป็นชุดๆ นอกจากนี้ยังมีเทคนิคที่สำคัญของการใช้อาวุธกลในเวลากลางคืนที่ทางทหารสอนกัน ทางตำรวจจำเป็นต้องนำมาใช้ในสถานการณ์ปัจจุบันที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หากได้มีการเตรียมการฝึกยิงนอกสถานที่ตำรวจตาม สภ.อ.จะมีความชำนาญและมีความมั่นใจในการใช้อาวุธป้องกันสถานที่ตั้งของตนได้มากขึ้น

เมื่อมองดูการปฏิบัติซ้ำๆ ของโจรก่อการร้ายที่ติดตามมาตลอด ก็จับได้ว่ารูปแบบ(กระสวน) การปฏิบัติในทางยุทธวิธีทหารของโจรได้ดังนี้

1.ชุดปฏิบัติการก่อกวน 4-6 คนต่อ 1 ชุด เป็นชุดจักรยานยนต์นั่งคู่ 2-3 คัน หรืออาจมากกว่า 1 ชุด แล้วแต่เป้าหมายที่ต้องการรบกวน

หน้าที่ของชุดปฏิบัติการนี้คือ โจมตีป้อมยาม, จุดสกัด, จุดตรวจทหาร ตำรวจ ด้วยการยิงก่อกวน ขว้างระเบิดแล้วหนี

2.ชุดล่าสังหาร เป็นเหยื่อที่ขี่จักรยานยนต์ตามถนนหรือที่อยู่ในร้านน้ำชา ในหมู่บ้านหรือในสวนยางแล้วแต่โอกาส เพื่อสร้างความวุ่นวาย ทำให้บ้านเมืองไร้กฎหมาย จัดกำลังเป็นชุดจักรยานยนต์นั่งคู่ไปตามถนนโดยเสรี คนนั่งหลังเป็นมือสังหาร ขับจักรยานยนต์เข้าเทียบเหยื่อแล้วฆ่า

3.ชุดซุ่มโจมตีหรือซุ่มยิง เคลื่อนที่ไปรวมกำลัง ณ ที่หมายที่ต้องการทำลายเป้าหมายโดยจักรยานยนต์ 2-3 คัน หรือรถกระบะตามความจำเป็นของภารกิจ แล้วถูกรับกลับเมื่อเสร็จภารกิจโดยแนวร่วมในหมู่บ้าน

4.ชุดวางระเบิด เคลื่อนที่ด้วยรถกระบะ 1-2 ชุด พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญการวางระเบิดระเบิดแสวงเครื่อง 15-20 กิโลกรัม/ลูก ถ้าจะระเบิดสะพานต้องใช้ 6-8 ลูก ที่ตอม่อข้างใดข้างหนึ่งชุดนี้จะเคลื่อนตัวในเวลากลางคืน นอกจากทำลายสะพานแล้ว อาจวางระเบิดเสาไฟฟ้าหรืออาคารสถานที่ตามเป้าหมายที่กำหนดได้

5.ชุดโจมตี/จับบุคคลสำคัญ ชุดนี้ประกอบกำลังเป็นหน่วยขนาดเล็ก กำลัง 30-50 คน สามารถแบ่งกำลังเป็น เข้าตีหลัก เข้าตีรองหรือลวงหลายจุด เพื่อแยกสลายกำลังฝ่ายเรา แล้วให้หน่วยเข้าตีหลักเข้าจับยึดบุคคลที่เป็นเป้าหมาย ดังกรณีของคืนปล้นยะลา เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 แต่นายอำเภอบันนังสตา สามารถหนีไปได้ ชุดนี้เคลื่อนที่ไปด้วยรถกระบะเป็นหลักหรือแม้แต่รถจักรยานยนต์ ก็อาจนำมาใช้ประกอบกัน ถ้านักรบในครั้งนั้นมีมาก ก็ต้องทยอยขนกันหลายเส้นทางและจากพื้นที่อื้น เพื่อป้องกันการสงสัยของฝ่ายเรา ชุดนี้ต้องใช้อาวุธสงครามและระเบิดขว้างเป็นหลัก

ข้อสังเกต การปฏิบัติการทางทหารของโจรก่อการร้าย คืนวันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 นั้น โจรก่อการร้ายได้นำยุทธวิธีเข้าตีแบบทำลายล้าง(Annihilation) ในสงครามกองโจรมาประยุกต์เข้าตีแบบทำลายล้าง หมายถึง ฆ่า จับยึดแล้วเผา เพียงแต่โจรทำได้เพียงอ่อนๆ ยังไปไม่ถึงที่สุด

แต่เมื่อพิจารณากลับไปถึงพฤติการณ์ เมื่อหลังเที่ยงคืน 15 ตุลาคม 2548 ที่วัดพรหมประสิทธิ์ถูกเผา พระถูกเชือดคอ ลูกวัดถูกยิงตายสองคน อาจนับได้ว่าโจรก่อการร้ายได้นำยุทธวิธีเข้าตีแบบทำลายล้างของสงครามกองโจรมาทดสอบการปฏิบัติ ที่นับว่าได้ผล เพียงแต่ว่าถ้าโรงพักหรือค่ายทหารตกเป็นเป้าหมายเข้าตีก็จะมีการสูญเสียมากกว่านี้ ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน อาวุธยุทโธปกรณ์จะถูกยึดอาคารสถานที่จะถูกเผา จึงเป็นการเข้าตีแบบทำลายล้างที่สมบูรณ์ คือ ฆ่า จับยึดแล้วเผา ซึ่งเป็นการทำลายขวัญกำลังพลฝ่ายเราอย่างยิ่ง

ยุทธวิธีทางทหารของโจรก่อการร้ายที่วาดภาพให้เห็นนี้ เป็นยุทธวิธีพื้นฐานของหน่วยรบขนาดเล็ก ไม่ว่าตำรวจ ทหาร หรือแม้แต่อาสาสมัครต่างๆ ถ้ามีการนำที่ดีของผู้นำหน่วยก็สามารถแก้ทางโจรได้แน่นอน

จากรูปแบบ(กระสวน) การปฏิบัติของโจรก่อการร้าย 5 รูปแบบ ที่ได้สรุปใกล้กำลังทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครทราบแล้วนั้น จะเห็นได้ว่า

มิใช้ว่าโจรก่อการร้ายจะมีคาถาอาคมกำบังพรางตัว ไปไล่ฆ่ายิงข้าราชการครู ทหาร ตำรวจ ได้ตามใจชอบก็หาไม่ โจรไปบนถนนได้โดยเสรีทุกที่ที่อยากจะไป

ถามไว้ให้คิดว่าทำไมเราไม่เคยจับโจรที่พกพาอาวุธ ระเบิดแสวงเครื่อง ขนาดต่างๆ ที่เคลื่อนย้ายไปบนถนนได้เลย ในขณะที่ประชาชน ชาวบ้าน ถูกตามประกบยิงบนถนน ขณะขับขี่จักรยานยนต์ นั่งอยู่ในร้านน้ำชา หรือนั่งอยู่ในบ้าน

เคยถามฝ่ายบ้านเมืองไหมว่า ทำไมโจรมีอาวุธ กระสุนดินดำมีใช้เหลือเฟือ ฝ่ายเราทั้งตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ไม่พบหรือว่า คลังแสง คลังอาวุธ วัตถุดิบต่างๆ ที่ใช้สร้างระเบิดแสวงเครื่อง เช่น ยูเรีย เหล็กเส้น คีมตัดเหล็กขนาดใหญ่ ตะปู 5-6 นิ้ว สำหรับทำเรือใบ และเรือใบที่ผลิตแล้ว หลายพันถัง อยู่ในหมู่บ้านสีแดงทั้งสิ้น พร้อมที่จะโปรยโดยแนวร่วมในหมู่บ้าน

ทำไมฝ่ายเราปล่อยให้โจรสะสมวัสดุ และเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำสงครามนี้มาฆ่าฝ่ายเราและชาวบ้าน

ฝ่ายปกครองไม่ทราบหรือว่า อบต.ทั้งสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถูกโจรยึดไปแล้วกี่ อบต.

ฝ่ายปกครองไม่ทราบหรือว่า ยูเรียนั้นเคยจับได้ในบ้านของสมาชิก อบต.ของจังหวัดนราธิวาส ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ และจะมีกี่ อบต.ที่เป็นแหล่งสะสมยูเรียไว้ทำระเบิดแสวงเครื่อง

ฝ่ายเราจะปล่อยให้โจรทดสอบระเบิดแสวงเครื่องขนาดใหญ่จนสำเร็จ แล้วไปวางระเบิดในจังหวัดใหญ่ๆ เช่น ภูเก็ต กรุงเทพฯ เชียงใหม่ เพื่อทำลายขวัญและเศรษฐกิจของชาติ อย่างนั้นหรือ

ไม่ทราบว่าบรรดาผู้นำระดับชาติทางการเมือง ผู้นำฝ่ายความมั่นคง ผู้นำทางกำลังรบ ทหาร ตำรวจ และพลเรือน คิดอะไรจึงเงียบกันอยู่ หลายคนคิดว่าจะต้องรุก รุกอย่างไร ทำไมไม่มาร่วมกันคิดแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน อย่าถือความคิดตัวเป็นใหญ่ ความคิดของใครสมเหตุสมผลก็ต้องยอมรับเป็นความของส่วนรวม และต้องรับฟังความคิดของหน่วยปฏิบัติ คือ ทหาร ตำรวจ พลเรือน ที่อยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยว่า เขาเอาไหมและทำได้ไหม ถ้าหน่วยปฏิบัติเห็นด้วย จึงจะเป็นแผนของส่วนรวมที่นำไปสู่ความสำเร็จ แผนยุทธการส่วนรวมที่ออกมาควรจะครอบคลุมสองแนวทางคือการรุกทางการเมือง และการรุกทางทหาร

การรุกทางการเมือง ต้องครอบคลุมการปฏิบัติ ทำอย่างไรเพื่อยึดการเมืองท้องถิ่น(อบต. อบจ. และเทศบาล) ที่โจรหรือตัวแทนของโจรยึดไว้เรียบร้อยแล้ว

การรุกทางทหาร(ทั้งตำรวจ, ตชด., ทหารและกำลังกึ่งทหาร) ต้องครอบคลุม

(1.) มาตรการทั้งปวงที่สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกหมู่เหล่า

(2.) ค้นหาและตรวจยึดอาวุธ วัตถุระเบิดในหมู่บ้านให้หมดสิ้น

(3.) ต้องปิดชายแดนเพื่อป้องกันการแทรกซึมของกลุ่มโจรก่อการร้าย จากต่างประเทศเข้ามาภายในประเทศในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีการปฏิบัติทั้ง 3 เรื่องนี้ไม่สามารถเขียน ณ ที่นี้ได้

ดับไฟใต้หลายตอนได้เขียนไว้ว่าการเมืองท้องถิ่นถูกโจรหรือแนวร่วมโจรหรือตัวแทนของโจรยึดไว้แล้ว เพราะฉะนั้นการพัฒนาใดๆ ก็ไม่จำเป็นสำหรับในหมู่บ้านเหล่านั้น เพราะงบประมาณต่างๆ จะถูกผันไปเข้าพุงโจรเสียเกือบหมด

และงบประมาณของรัฐนั่นเองเป็นน้ำเลี้ยงให้โจรสร้างนักรบมาฆ่าชาวบ้าน การพัฒนาในหมู่บ้านสีแดง ที่ควรทำไปพร้อมๆ กับการรุกทางทหารคือการให้การศึกษาเพื่อเปลี่ยนอุดมการณ์ของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่

นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่ได้ทราบว่ามูลนิธิราชประชานุเคราะห์ซึ่งอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ดำริที่จะสร้างโรงเรียนกินนอนใน 5 จังหวัด คือปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา จังหวัดละ 1 โรง โดยมอบให้กองทัพภาคที่ 1,2,3,4 และกรมการทหารช่างหน่วยละ 1 โรง เป็นผู้ดำเนินการในการก่อสร้างให้เสร็จทันในปีการศึกาหน้า(พ.ศ.2549)

เพื่อให้สอดคล้องกับโครงการของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ รัฐบาลควรคัดเลือกเยาวชนหนุ่มสาวที่จบ ม.6 ในปลายปีนี้ แล้วส่งไปเรียนต่อระดับอุดมศึกษา ในปีการศึกษาหน้า ให้เข้าเรียนตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศโดยทุนของรัฐบาล

หากรัฐบาลทำอย่างจริงจังใน 4-5 ปีข้างหน้า ก็จะมีเยาวชนมุสลิมรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองดูแลพี่น้องไทยมุสลิมด้วยกันเอง เป็นหนทางหนึ่งที่จะดับไฟใต้ได้อย่างยั่งยืน

หน้า 6


ดับไฟใต้ (14)

โดย พลเอก หาญ ลีนานนท์  มติชนรายวัน วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10154

โพสต์ทูเดย์ประจำวันที่ 17 ธันวาคม 48 ลงข่าวและภาพ ลุงฮาเย็ง ยูโซะ ออกจากบ้านตั้งแต่ 03.00 น. ไปตัดยาง (คนใต้ใช้คำ "ตัดยาง" แทน "กรีดยาง") สรุปได้ว่า ลุงฮาเย็งบอกว่าการกรีดยางนั้น มิได้สอนกันให้ทำได้ใน 2-3 วัน เป็นเทคนิคและความชำนาญเฉพาะตัว คนใต้ที่เป็นเจ้าของสวนยางโดยทั่วไป ก็ต้องจ้างคนที่มีความชำนาญไปกรีดยาง เช่น ลุงฮาเย็ง ที่เป็นเจ้าของสวนยังกรีดยางเองทุกเช้า

การกรีดยางจึงเป็นความสามารถเฉพาะตัว การใช้ทหารไปกรีดยางแทนชาวบ้านนั้น สำเร็จได้ยาก ลุงฮาเย็ง ยูโซะ บอก

ประกอบกับประสบการณ์วัยเด็กของผูเขียนดับไฟใต้ที่ไปอาศัยคุณปู่ที่ภูเก็ต ตอนเรียนหนังสือชั้น ม.5-6 ที่โรงเรียนภูเก็ตวิทยา จังหวัดภูเก็ต ลูกคนโตของปู่คนที่หนึ่งและคนที่สอง ซึ่งมีอายุมากกว่าผู้เขียน 8-10 ปี บอกว่า ถ้ากรีดไม่เป็น คือลึกเกินไปจะทำให้หน้ายางเสีย ต้นยางอายุสั้น ถ้าตื้นเกินไป ไม่ถึงตายาง น้ำยางไม่ออกหรือออกน้อย จะขาดทุน อีกทั้งการวางองศาของมีด ที่วางแล้วกระชากเฉียงแต่ละครั้งนั้นสำคัญมาก เอียงมากไป น้ำยางจะไหลบ่าอาบต้นยาง ไม่ไหลไปลงรางและถ้วย (จอก) ที่รองรับน้ำยางอยู่

ตอนท้ายลุงฮาเย็ง ยูโซะ ยังบอกว่า ถ้าตัดเป็น จะตัดยางได้ 2-3 ครั้ง ถึงจะรอบต้น อายุต้นยางจะให้น้ำยางไปถึง 15-20 ปี แล้วถึงจะโค่นขาย

เพราะฉะนั้น บรรดาผู้ใหญ่ที่มีความคิดใช้ทหารไปกรีดยางแทนชาวบ้านนั้น ควรพิจารณาทบทวน ข้อดีข้อเสียอีกครั้ง การเข้าไปช่วยกรีดยาง แล้วทำให้สวนยาง (ต้นยาง) อายุสั้นนั้นชาวสวนเขาไม่นิยมแน่นอน เพราะเป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจ

ข้อเสียอีกประการหนึ่งคือ การให้ทหารไปกรีดยางแทนชาวบ้าน มิเป็นการง่ายต่อการเป็นเป้านิ่งให้ทหารถูกฆ่าหรือ เพราะการกรีดยางต้องใช้ 2 มือ กรีดมือเดียวอีกมือหนึ่งจับปืน ก็ทำไม่ได้ทั้งสองอย่าง แล้วผู้บังคับบัญชาของทหารก็ต้องส่งกำลังไปคุ้มกันทหารกรีดยางอีกชุดหนึ่ง แล้วทหารกี่คนที่ต้องไปกรีดยางในตอน 03.00 น. ของทุกคืน แล้วชุดรักษาความปลอดภัยอีกกี่ชุดที่ต้องจัดไปคุ้มครองชุดกรีดยาง

ในทางกลับกัน ทำไมไม่ให้ชาวบ้านกรีดยางตนเอง แล้วทหารส่งกำลังไปคุ้มครองเป็นพื้นที่ อย่างนี้ได้ผลมากกว่าและประหยัดกำลังทหาร และมีประสิทธิภาพมากกว่าแน่นอน

นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่กองทัพจะต้องคัดค้าน เมื่อเห็นว่า คำสั่งจากรัฐบาลนั้น เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้

สถานการณ์ช่วงนี้ที่ค่อนข้างจะเงียบนั้น คิดบ้างหรือไม่ว่า สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ปีนี้ เป็นสถานการณ์ที่ผิดปกติ น้ำท่วมที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งของโจรก่อการร้าย

(1) เสรีการเคลื่อนย้ายของโจรทำได้ไม่สะดวก เพราะโจรต้องรวบรวมอาวุธแล้วส่งไปปฏิบัติการในแต่ละพื้นที่ เป็นโซนๆ หมุนเวียนกัน

(2) บรรดายูเรีย, ดินระเบิด, เชื้อปะทุ ที่ใช้ทำระเบิดแสวงเครื่องที่ฝังหรือซ่อนไว้ อาจถูกทำลายเพราะน้ำท่วม

(3) การรวมกำลังเพื่อปฏิบัติการตามนัดหมายอาจไม่สะดวก เพราะฉะนั้นอาจเป็นไปได้ว่า วิกฤตจากน้ำท่วม ทำให้โจรต้องชะลอการก่อการร้าย

เพราะฉะนั้นนักรบของรัฐบาลอย่าย่ามใจหรือพูดว่า เรามาถูกทางแล้ว เพราะ

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 48 กำลังทหารพราน ฉก.ทพ.43 และตำรวจ สภ.อ.เมืองปัตตานี ได้ทำการปิดล้อมหมู่บ้าน หมู่ 6 บ้านจาราโก ตำบลมะนังดาลำ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ได้อาวุธ กระสุนเป็นจำนวนมาก นับได้ว่าเป็นคลังแสงย่อยๆ แห่งหนึ่ง

ทางการทหารและตำรวจ ควรบันทึกไว้เป็นบทเรียนและสั่งสอนให้หน่วยต่างๆ เร่งมือ เร่งการทำลายคลังแสงในหมู่บ้าน

ดับไฟใต้ ได้ย้ำไปหลายตอนว่า คลังแสงในหมู่บ้าน ต้องเร่งค้นหาและจับยึดให้หมดสิ้น

วิธีการทำลายคลังแสงในหมู่บ้านก็คือ

(1) อาศัยการข่าวที่กรองแล้ว ทำการปิดล้อมหมู่บ้าน อย่างน้อยต้องมี 1 กองร้อยทหารราบ หรือ 1 กองร้อยรบ ตชด. หรือกำลังตำรวจ-ทหารผสมกัน เพื่อปิดล้อมหมู่บ้าน และต้องปิดล้อมทางเข้าออกหมู่บ้านทั้งหมด (เวลาถึงที่หมายก่อนสว่าง) แล้วกระจายเสียงให้ชาวบ้านได้ยิน ให้อยู่ในความสงบและให้ความร่วมมือ จะไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงใดๆ

การปิดล้อมหมู่บ้าน ไม่เจาะจงว่าต้องค้นหาโจร แต่ต้องตรวจค้นวัตถุระเบิดต่างๆ ตามหมู่บ้านที่ฝังไว้ในดิน ต้องใช้เครื่องมือตรวจโลหะทุกชนิด แม้แต่สุนัขสงครามในรัศมี 100-200 เมตร

เมื่อมีเหตุการณ์ซุ่มยิง, ระเบิดหรือวินาศกรรม ให้ทำการปิดล้อมหมู่บ้านใกล้เคียงด้วย เพราะโจรมักจะต้องรีบกลับไปหลบซ่อนที่บ้านที่เป็นมิตรของตน ฝ่ายข่าวของหน่วยในห้องยุทธการจะต้องวิเคราะห์ทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น เพื่อชี้ให้ฝ่ายยุทธการทำการปิดล้อม

กรณีเช่นนี้ การติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วมีความจำเป็นยิ่ง หน่วยในสนามจึงต้องมีไอคอมและจีพีเอส (มือถืออาจถูกยกเลิกสัญญาณเมื่อเกิดเหตุ) เพื่อรายงานหน่วยแม่

(2) การปิดล้อมหมู่บ้านนี้ หน่วยระดับกองร้อยทหารหรือตำรวจ ควรทำเป็นระเบียบปฏิบัติประจำวัน เมื่อได้ข่าว ตำรวจ-ทหารควรร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ไม่ต้องรอให้หน่วยเหนือสั่ง

การปิดล้อมหมู่บ้านต้องแต่งเครื่องแบบเปิดเผย ใช้ยานพาหนะทุกชนิด ในยามปกติควรอธิบายให้ประชาชนทราบทางสื่อของทหาร ตำรวจ หรือ สวท.เป็นประจำวัน เมื่อประชาชนรู้และเข้าใจก็จะให้ความร่วมมือ

อนึ่ง การปิดล้อมหมู่บ้านทุกครั้ง จะต้องจบลงด้วยประชุมชี้แจงชาวบ้าน เป็นการทำการปฏิบัติการจิตวิทยาไปด้วย

ตราบใดที่โจรหมดอาวุธในคลังแสง ปืนในมือโจรที่ใช้คุมประชาชนในหมู่บ้านก็จะหมดไปด้วย จากนั้นฝ่ายปกครอง ตำรวจและทหาร ก็จะแลเห็นโจร และโจรก็จะถูกกำจัดออกไปจากหมู่บ้านในที่สุด

แม้ข่าวการก่อการร้ายซบเซาไปในช่วงนี้ สังเกตดู มีแต่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเท่านั้นที่ยังคงลงข่าวติดต่อกัน ฉบับวันที่ 18 ธันวาคม 48 โจรฆ่าประชาชน มาในรูปของจักรยานยนต์นั่งคู่ เร่งเครื่องเทียบยิงเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

ทำให้เป็นที่สงสัยว่า ตำรวจ-ทหารเราหมดน้ำยาที่จะเอาชนะโจรด้วยวิธีง่ายๆ เช่นนี้แล้วหรือ เหยื่อถูกฆ่าโดยวิธีนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก

คำถามก็คือ ทำไมทหาร-ตำรวจไม่เคยจับฆาตกรจักรยานยนต์นั่งคู่ได้เลย หน่วยออกคำสั่งให้ทหาร-ตำรวจตั้งจุดตรวจ แต่เคยตรวจสอบไหมว่า กว่าสองปีที่ผ่านมา จับโจรจักรยานยนต์ได้กี่ราย คำตอบก็คือ ไม่มีแม้แต่รายเดียว แล้วทำไมไม่เลิกวิธีปฏิบัติเก่าๆ ล้าสมัยนั้นเสีย แล้วเปลี่ยนเป็นชุดลาดตระเวนทางยุทธวิธีบนถนนและจัดตั้งจุดตรวจ จุดละไม่เกิน 30 นาที

ชุดลาดตระเวนทางยุทธวิธี ควรประกอบด้วย รถกระบะ 2 คัน ขับห่างกันพอสมควร คันหน้าเป็นคนบอกให้คันหลังหยุดตรวจจักรยานยนต์นั่งคู่ที่สวนมา และตนเองต้องหยุดด้วย เพื่อช่วยเหลือเมื่อจำเป็น

กำลังพลบนรถกระบะประมาณ 4-6 นายต่อคัน แต่งกายกลมกลืนกับชาวบ้าน แต่ที่จุดตรวจต้องมีแต่งเครื่องแบบอย่างน้อย 1 นาย ถ้าเป็นตำรวจได้ เป็นที่พึงประสงค์

เส้นทางที่ใช้วางแผนจับโจรจักรยานยนต์ควรเป็นถนนนอกเมือง หรือถนนที่ผ่านสวนยาง เพราะบรรดาจุดตรวจประจำต่างๆ หน้าอำเภอหรือจังหวัดนั้น โจรไม่เคยมาให้ตรวจ เพราะเส้นทางต่างๆ มีมากมาย โจรสามารถอ้อมไปได้

จุดตรวจทางยุทธวิธีนี้ควรตั้งได้ไม่เกิน 30 นาที แล้วต้องเคลื่อนที่ ประสบการณ์ที่ทหารบางหน่วยเคยตั้งจุดตรวจเลย ปรากฏว่า หลังจาก 30 นาที แล้วต้องเคลื่อนที่ ประสบการณ์ที่ทหารบางหน่วยเคยตั้งจุดตรวจลอย ปรากฏว่า หลังจาก 30 นาทีที่ผ่านไป จะไม่มีรถมาให้ตรวจ เพราะโจรหรือแนวร่วมสามารถติดต่อกันได้ทั่วด้วยมือถือเมื่อพบจุดตรวจ

เพราะฉะนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนจุดตรวจบ่อยๆ ถ้าทำพร้อมกันหลายๆ เส้นทาง เสรีของโจรจักรยานยนต์นั่งคู่ก็จะหมดไปทันที ฝ่ายเราจะจับโจรบนถนนได้ทั้งคนทั้งอาวุธ

การปฏิบัติด้วยการลาดตระเวนทางยุทธวิธีตั้งจุดตรวจลอยบนถนนนอกเมืองนี้เป็นการปฏิบัติในเวลากลางวัน เพราะฝ่ายเราจะมองเห็นจักรยานยนต์นั่งคู่ในระยะไกล คันหน้าที่ขับนำจะเป็นคนกำหนดให้คันหลัง เป็นผู้ทำหน้าที่หยุดตรวจจักรยานยนต์ที่ต้องสงสัย

ส่วนกรณีการรักษาความปลอดภัยให้ข้าราชการ เช่น ครู ผู้พิพากษา พนักงานส่วนท้องถิ่นที่ต้องมาทำงานในสำนักงานที่อยู่ในเมือง ก็ต้องให้ความคุ้มครองเช่นกัน เพราะบุคคลเหล่านี้มีกิจวัตรที่ต้องใช้เส้นทางที่ออกจากบ้าน กลับบ้านเป็นประจำ

โจรจะจับกระบวนการปฏิบัติของเหยื่อเหล่านี้ได้ หน่วยกำลังของฝ่ายเราไม่ว่าจะเป็นตำรวจ, นปพ., ตชด., หรือทหาร น่าจะลองใช้ยุทธวิธีย้อนรอยโจร คือใช้ชุดจักรยานยนต์นั่งคู่ ที่มีคู่หู (ชุดจักรยานยนต์อีกชุดเป็นบัดดี้) สรุปว่า 1 ชุด มีจักรยานยนต์ 2 คัน ขับรถไปรับเป้าหมายที่บ้านตามเวลานัดหมาย มีรหัสบอกฝ่ายแน่นอน จักรยานยนต์ 2 คันขับตามกันระยะห่างพอสมควรที่จะสังเกตสถานการณ์และช่วยเหลือกันได้

ตามวิธีนี้ โจรแทบจะหมดโอกาสที่จะขับรถจักรยานยนต์เข้ามาเทียบแล้วฆ่าเหยื่ออย่างอุกอาจ แต่โจรนั่นแหละจะถูกจับเป็นหรือถูกวิสามัญฆาตกรรมแทน โดยชุดจักรยานยนต์รักษาความปลอดภัยที่มีคู่หู

เมื่อเสร็จจากการรับและส่งครู ข้าราชการสาขาอาชีพต่างๆ ที่ไม่สามารถป้องกันตน ชุดรักษาความปลอดภัยจักรยานยนต์นั่งคู่ มีคู่หูนี้ อาจมอบภารกิจให้ลาดตระเวนหาข่าวตามร้านน้ำชาหรือตลาดนัด ที่สังคมมุสลิมใช้เป็นที่สังสรรค์ในชีวิตประจำวัน

อย่าลืมว่าชุดรักษาความปลอดภัยนี้ เป็นการปฏิบัติการย้อนรอยโจร ต้องแต่งกายกลมกลืนกับชาวบ้าน อาวุธที่ใช้ต้องซุกซ่อน แนบเนียน ปกปิด ยานพาหนะอาจเป็นเลขทะเบียนจังหวัดใกล้เคียง

เป้าหมายโจรหรือแนวร่วมในร้านน้ำชา คือหนุ่มฉกรรจ์ ตาเฉียบคม ระวังภัยอยู่เสมอ ร่างกายแข็งแรงเป็นพิเศษ หรือแม้กลางคนไปแล้ว ก็สังเกตได้ว่าเป็นคนที่มีรูปร่างสมบูรณ์ ผิดกับคนแก่ทั่วไป

ฝ่ายเราต้องระวังตัวในการที่จะเข้าไปตรวจสอบและเข้าประชิดตัว อย่าให้ผู้ต้องสงสัยชักอาวุธก่อน ถ้าไม่แน่ใจต้องขอกำลังเสริมและเกาะติดเป้าหมาย โดยไม่ให้เป้าหมายรู้ตัว

เมื่อกำลังเสริมพร้อม จึงดำเนินการต่อด้วยความระมัดระวัง รับรองได้ว่า ได้ตัวคอมมานโดแน่นอน

สืบเนื่องจากการปฏิบัติการทางทหารของตำรวจและทหารที่ทำการปิดล้อมหมู่บ้าน หมู่ 6 บ้านจาราโก ตำบลมะนังดาลำ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ในวันที่ 16 ธันวาคม 48 เวลา 05.00 น. ตามหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 17 ธันวาคม 48 ได้อาวุธ กระสุนและวัตถุระเบิดเป็นจำนวนมาก เรียกได้ว่าเป็นคลังแสงย่อยๆ แห่งหนึ่ง ในจังหวัดปัตตานี

ต่อมาในวันที่ 17 ธันวาคม 48 (ข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่ 18 ธันวาคม 48) พล.ต.ต.วรพงศ์ ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า พร้อมด้วยผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี ผู้กำกับการ สภ.อ.สายบุรี และ พ.ท.ธวัชชัย แจ้งประจักษ์ ผบ.ฉก.22 นำกำลังตำรวจและทหาร 230 นาย รถฮัมวี 10 คัน ปิดล้อมหมู่บ้านพื้นที่เป้าหมาย 15 จุด ในหมู่ที่ 6 บ้านจาราโก ตำบลมะนังดาลำ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ตรวจพบผู้ต้องสงสัย 6 คน จึงนำไปสอบสวน อีก 9 คนไม่อยู่บ้านค้นพบวัสดุต่างๆ ที่ใช้ทำระเบิดแสวงเครื่องเป็นจำนวนมาก ที่บ้านเลขที่ 8 หมู่บ้านเดียวกับที่ตรวจค้นเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 48

ขอนำรายการวัตถุระเบิด, อาวุธ, กระสุน รวมทั้งเครื่องกระสุนต่างๆ มาเสนอให้เห็น และเพื่อบันทึกไว้ในดับไฟใต้ตอนที่ 14 ว่า คลังแสงย่อยๆ ที่ปัตตานี แห่งเดียวที่ตรวจยึดได้ด้วยวิธีการปิดล้อมหมู่บ้านมีดังนี้ ปืนเอ็ม 16 1 กระบอก, ลูกระเบิดเอ็ม 79 1 ลูก, กระสุนปืนเอ็ม 16 789 นัด, อาก้า 29 นัด, กระสุนปืนลูกซอง 42 นัด, ปืน 9 มม. และ .38 อย่างละ 1 กระบอก, พลุส่องสว่าง 11 ลูก, ระเบิดไดนาไมต์ 2 แท่ง, ระเบิดทีเอ็นที 10 ปอนด์, ประทัดยักษ์ 21 นัด, โทรศัพท์โนเกีย พร้อมซิมการ์ด 4 เครื่อง, ปุ๋ยยูเรีย 1 กระสอบ, เหล็กเส้นสำหรับประกอบทำระเบิดแสวงเครื่องอีกจำนวนมาก และรถจักรยานยนต์ซูซูกิอีก 1 คัน

ในการปิดล้อมตรวจค้นนี้ฝ่ายเราเคยทำได้สำเร็จมาแล้ว โดย พ.อ.จำลอง คุณสงค์ ผบ.ฉก.2 เขื่อนปัตตานี ตำบลตาเซะ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ระหว่างตุลาคม 47-กุมภาพันธ์ 48 รวม 169 ครั้ง สามารถยึดและจับกุมผู้ต้องหาได้ 7 คน (ที่มีหมายจับ) โจรถูกฆ่าตาย 8 ราย ยึดสิ่งของผิดกฎหมาย อาวุธและเครื่องกระสุนดังนี้ ปืนพก 14 กระบอก, ปืนเอ็ม 16 5 กระบอก, อาก้า 6 กระบอก, ปืนเล็กกล .05 นาโต้ 1 กระบอก, ปืนเล็กยาว เอชเค .33 2 กระบอก, ปืนลูกซอง 27 กระบอก, ปืนลูกกรด 1 กระบอก, กระสุนรวม 1291 นัด, ระเบิดแสวงเครื่อง 3 ลูก, ระเบิดขว้าง 2 ลูก, กัญชา, ยาบ้า, โคเคน, ยานพาหนะรถยนต์ 3 คัน, จักรยานยนต์ 19 คัน, เงินสด 200,340 บาท, มือถือ 13 เครื่อง, วิทยุไอคอม 1 เครื่อง, อุปกรณ์ประกอบระเบิด 1 ชุด, ปุ๋ยแอมโมเนียมไนเตรต 30 กิโลกรัม และเอกสารปลุกระดมภาษายาวี, เอกสารการปฏิบัติทางยุทธวิธี 7 ชุด

เป็นการยืนยันว่า การใช้กำลังทหารไปตั้งจุดตรวจหรือจุดสกัดเป็นประจำนั้นไร้ประโยชน์ สิ้นเปลืองกำลังพล และเหนื่อยไม่คุ้มค่า

การทำลายคลังแสงของโจรในหมู่บ้าน ต้องใช้วิธีลาดตระเวนทางยุทธวิธี ตั้งจุดตรวจลอยเป็นระยะๆ เท่านั้นจึงจะได้ผล

ข้อสังเกตก็คือ ถ้าผู้บังคับบัญชาหน่วยทหาร-ตำรวจทุกหน่วย ได้มีความคิดริเริ่มทำการปิดล้อมหมู่บ้านเป็นประจำ ตามหลักฐานการข่าวกรอง หมู่บ้านสีแดงทุกหมู่บ้านคือเป้าหมายที่จะต้องทำการปิดล้อม ทำพร้อมๆ กันทั้งสามจังหวัด และถ้าทำเป็นประจำ ตั้งแต่เกิดเหตุร้าย 4 มกราคม 47 ป่านนี้คลังแสงของโจรในหมู่บ้านน่าจะหมดไปนานแล้ว ทหาร ตำรวจ ชาวบ้านทั้งพุทธและมุสลิม รวมทั้งผู้นำศาสนาและพระ เณร คงไม่ต้องเสียชีวิตเป็นบัดพลี จนบัดนี้ 1,000 กว่าชีวิตแล้ว

ท้ายที่สุดของดับไฟใต้ (14) เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2549 นี้ ขออวยพรให้ท่านผู้อ่านที่ติดตามดับไฟใต้มาตลอด ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ทุกนายที่จากบ้านมาปฏิบัติภารกิจที่สำคัญของชาติ ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอให้ปลอดภัยจากภัยอันตรายต่างๆ และขอให้โชคดีได้กลับไปสู่อ้อมอกของแม่ เมีย ลูก อีกทั้งขอให้ไฟใต้ที่ลุกโชนมาเกือบ 2 ปี ดับโดยเร็ว

หน้า 7