หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
เปิดสาระ โครงการวัวล้านตัว ฉบับ "เนวิน ชิดชอบ" การันตีรายได้เกษตรกร ลดนำเข้าโคนอกกว่า 3 พันล้าน/ปี

มติชนรายวัน  วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9719

หมายเหตุ - มติชน : กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้นำเสนอโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อล้านครอบครัวให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาในการประชุมวันที่ 19 ตุลาคม โดยรายละเอีดยของโครงการครั้งนี้เป็นการจัดทำขึ้นใหม่ภายใต้การกำกับดูแลของนายเนวิน ชิดชอบ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ตามคำบัญชาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้คงโครงการนี้ต่อไป เป็นการสานต่อจากนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯที่เป็นเจ้าของแนวคิดโครงการนี้ "มติชน" จึงนำเสนอสาระของโครงการนี้ที่เสนอให้ ครม.พิจารณา ดังนี้

@ โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อล้านครอบครัว

หลักการและเหตุผล

1.การผลิตในประเทศ

ปี พ.ศ.2546 ประเทศไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ 0.9 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย มีจำนวนโคเนื้อ 5.9 ล้านตัว จำแนกเป็นโคเพศผู้ 1.58 ล้านตัว(26.8%) โคเพศเมีย 4.32 ล้านตัว(73.2%) ในจำนวนโคเพศเมียประมาณ 2.37 ล้านตัว(54.9%) เป็นแม่โคซึ่งสามารถผลิตลูกโคได้ 1.3 ล้านตัว โดยเป็นโคลูกผสม 0.52 ล้านตัว(40%) และเป็นพันธุ์พื้นเมือง 0.78 ล้านตัว(60%) คิดเป็นผลผลิตเนื้อโคได้ประมาณ 110 ล้าน กก.

เนื้อโคที่บริโภคภายในประเทศยังได้มาจากโคนมอีกจำนวนหนึ่ง จากแม่โคที่ปลดระวาง 0.02 ล้านตัว และลูกโคนมเพศผู้ 0.09 ล้านตัวที่เกษตรกรนำไปเลี้ยงเป็นโคขุน 0.02 ล้านตัว และจำหน่ายเป็นเนื้อลูกโค 0.07 ล้านตัว รวมผลิตเนื้อโคได้ประมาณ 5.6 ล้าน กก.

2.การบริโภค

ปัจจุบันคนไทยบริโภคเนื้อโคเพียง 2.8 กก./คน/ปี ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นว่าประชากรสหรัฐบริโภคสูงถึง 43.2 กก./คน/ปี ญี่ปุ่น 12.3 กก./คน/ปี เกาหลี 12.3 กก./คน/ปี ฟิลิปปินส์ 4.2 กก./คน/ปี เนื่องจากการผลิตโคเนื้อไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศและพัฒนาเพื่อการส่งออก เพราะระบบการผลิตและการตลาดโคเนื้อยังไม่สอดคล้องกัน

3.การนำเข้า

ไทยมีการนำเข้าโคมีชีวิตจากประเทศเพื่อนบ้านปีละประมาณ 0.3 ล้านตัว นำเข้าเนื้อโคคุณภาพดีจากต่างประเทศปีละประมาณ 1.3 ล้าน กก. แต่งคงเหลือเป็นเนื้อเพื่อการบริโภคจริงในประเทศเพียง 42.29 ล้าน กก. จึงควรเร่งรัดการผลิตทดแทน

สภาพปัญหา

1.ปัญหาด้านการผลิตโคเนื้อในประเทศไทยสามารถแบ่งได้เป็นประเด็นต่างๆ ดังนี้

ก.ปัญหาด้านการปรับปรุงพันธุ์ การวิจัยและพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ในประเทศไทยยังด้อยกว่าหลายๆ ประเทศที่เป็นผู้ส่งออกเนื้อรายใหญ่ของโลก ทำให้เกิดการขาดแคลนพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่มีคุณภาพในการผลิตโคเนื้อสำหรับผลิต และนำมาเลี้ยงเป็นโคขุนเพื่อให้ได้เนื้อโคคุณภาพสูง จากสถิติการเลี้ยงโคเนื้อของกรมปศุสัตว์พบว่าปริมาณการเลี้ยงโคเนื้อมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปี 2546 มีโคเนื้อจำนวน 5.9 ล้านตัว และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในปริมาณมากในแต่ละปี แต่พบว่าพันธุ์โคเนื้อที่เกษตรกรเลี้ยงเป็นพันธุ์ลูกผสมเพียงร้อยละ 40 ที่เหลือร้อยละ 60 เป็นโคพันธุ์พื้นเมือง

ข.ปัญหาด้านความรู้ของเกษตรกร สามารถแบ่งกลุ่มเกษตรกรได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เลี้ยงโคเนื้อเป็นจำนวนมากในรูปแบบของฟาร์ม เน้นรูปแบบการเลี้ยงเพื่อการค้าอย่างเต็มตัว มีระบบการบริหารการจัดการที่ดีได้มาตรฐาน กลุ่มที่สองเลี้ยงโคเป็นอาชีพหลักเช่นเดียวกันแต่ไม่ได้มีขนาดใหญ่ เน้นการดูแลเองในครอบครัว ส่วนกลุ่มสุดท้ายเลี้ยงโคเป็นอาชีพเสริม เพียงไม่กี่ตัว ซึ่งสองกลุ่มหลังนี้ถือว่าเป็นส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มที่มีการศึกษาน้อย การดำเนินงานจัดการเลี้ยงดูและป้องกันโรคยังไม่ได้มาตรฐาน การรับเทคโนโลยีต่างๆเป็นไปอย่างล่าช้า

ค.ปัญหาโคที่เลี้ยงขาดความสมบูรณ์ทำให้อัตราการผสมติดต่ำ อัตราการให้ลูกโคต่ำ และอัตราการตายสูง จากสถิติพบว่าอัตราการให้ลูกโคในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 50-55 ต่อปี สาเหตุหลักเนื่องมาจากปัญหาการขาดแคลนน้ำในหลายๆ พื้นที่ ทำให้ขาดแคลนทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ที่มีความอุดมสมบูรณ์ หรือทุ่งหญ้าที่มีการจัดการแปลงหญ้าแบบประณีตและถูกต้องเหมาะสมกับการเลี้ยงโค โดยเฉพาะในฤดูแล้งที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของหญ้าธรรมชาติ เป็นผลให้ขาดแคลนอาหารสัตว์ รวมทั้งเกษตรกรขาดความรู้ในการถนอมอาหาร การผลิตอาหารขึ้นที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่อการเจริญเติบโตของโคและมีต้นทุนการผลิตต่ำ การเลือกใช้วัสดุและสิ่งเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้เป็นอาหารเพื่อลดต้นทุนการผลิต

2.ปัญหาในการแข่งขันกับต่างประเทศ

จากความตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ไทย-ออสเตรเลียด้านโคเนื้อ อาจส่งผลให้ประเทศไทยมีการนำเข้าเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ในปริมาณที่มากขึ้นโดยเฉพาะเนื้อโคคุณภาพดีและเศษเนื้อ ปริมาณการนำเข้าดังกล่าวน่าจะก่อให้เกิดการทดแทนการบริโภคเนื้อโคภายในประเทศ ประเทศไทยจึงควรมีมาตรการเร่งรัดการผลิต ปรับปรุงพันธุ์โค ดูแลเรื่องโรคระบาด ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้

3.เกษตรกรขาดแหล่งเงินทุน เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ไม่สนใจจะปล่อยสินเชื่อกับธุรกิจประเภทนี้เพราะต้องใช้เงินทุนสูง และต้องใช้เวลาข้ามปีกว่าจะให้ผลตอบแทน

ทั้งนี้ การผลิตเนื้อโคในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ มีการนำเข้าในปริมาณสูง ขณะที่ประเทศสามารถขยายปริมาณการเลี้ยงให้เพียงพอต่อการบริโภคและทดแทนการนำเข้าได้ โดยการสนับสนุนของภาครัฐด้านการลงทุนและการจัดการทางการผลิตและการตลาดที่เหมาะสมให้เกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มปริมาณการเลี้ยงในพื้นที่ชนบทเพื่อเป็นอาชีพเสริมให้กับประชากรผู้ยากจน จึงเห็นควรจัดทำ "โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อล้านครอบครัว" เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกรในชนบทและผลิตโคเนื้อให้เพียงพอ

เป้าหมายโครงการ

1.ฝึกอบรมผู้นำเกษตรกรเพื่อทำหน้าที่ให้บริการผสมเทียม 20,000 คน

2.ให้มีผลผลิตโคเนื้อเพิ่มขึ้นปีละ 30% โดยใช้วิธีผสมเทียม

3.จัดหาโคให้เกษตรกร 1,000,000 ครอบครัว เลี้ยงโคขุน 5 ล้านตัว

มีระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี (2548-2551) ส่วนพ้นที่ดำเนินการจะเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในการเลี้ยงโคขุนหรือโคมันทั่วประเทศ

วิธีการดำเนินโครงการ

oกรมปศุสัตว์จะดำเนินการ - จัดฝึกอบรมเกษตรกรผู้นำ เพื่อทำหน้าที่ให้บริการผสมเทียมจำนวน 20,000 คน หลังจากที่เกษตรกรผ่านการฝึกอบรมเกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนจากการให้บริการผสมเทียมจำนวน 150 บาทต่อการผสมแม่โคตั้งท้อง 1 ตัว

-จัดหาอุปกรณ์ผสมเทียมและน้ำเชื้อโคเนื้อให้เกษตรกรที่ผ่านการฝึกอบรมเพื่อให้การบริการผสมเทียม

-จัดฝึกอบรมเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทุกคน เป็นระยะเวลา 1 วัน

oฝ่ายส่งเสริมกิจการโคนม อ.ส.ค. - จัดหาลูกโคเพศผู้และแม่โคปลดระวาง ในช่วง 4 ปี (2548-2551) จำนวน 5 ล้านตัว ให้เกษตรกร 1,000,000 ครอบครัวยืมไปเลี้ยง โดยมีเงื่อนไขการจัดหาโค คือ 1)จัดหาลูกโคเพศผู้หย่านม(อายุ 7-8 เดือน) ให้เกษตรกร 660,000 ราย ในระยะเวลา 4 ปี รายละ 5 ตัว ตัวละ 100 กก. ขุนด้วยหญ้าและอาหารข้นที่เกษตรกรสามารถผลิตได้เองหรือหาได้ในท้องถิ่น โดยเฉพาะมันสำปะหลัง เป็นเวลา 1.5 ปี อ.ส.ค.จะซื้อโคคืนในราคา กก.ละ 50 บาท เพื่อจำหน่ายให้โรงฆ่าสัตว์

2) จัดหาแม่โคปลดระวางที่ไม่สามารถให้ลูกได้ให้เกษตรกร 330,000 ราย เลี้ยงขุนรายละ 5 ตัว โดยขุนด้วยหญ้าและอาหารข้นที่เกษตรกรผลิตหรือหาได้ในท้องถิ่น เป็นเวลา 1 ปี อ.ส.ค.จะซื้อโคคืนในราคา กก.ละ 45 บาท เพื่อจำหน่ายให้โรงฆ่าสัตว์

oเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุน ต้องจัดตั้งกลุ่มเกษตรกร กลุ่มละ 10 คน ดำเนินการค้ำประกันร่วม จัดทำบันทึกโคและบริหารจัดการกลุ่ม ต้องมีพื้นที่เพื่อจัดทำแปลงหญ้าอาหารสัตว์ รายละไม่ต่ำกว่า 2 ไร่ หรือสามารถจัดหาอาหารสัตว์เลี้ยงโคขุนได้อย่างเพียงพอ

สำหรับคุณสมบัติของเกษตรกร

1)เป็นเกษตรกรที่มีความประสงค์จะเลี้ยงโคเนื้อเป็นอาชีพเสริม ชุมชนจะต้องสำรวจผู้ที่ยากไร้และมีหนี้มากในหมู่บ้านแต่มีความตั้งใจที่จะเลี้ยงโคให้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการก่อน

2) มีอายุ 20 ปี ขึ้นไป และมีภูมิลำเนาที่อยู่ในพื้นที่ที่จะเลี้ยงโคจริง

3) ต้องเป็นผู้ที่จะเลี้ยงโคเอง มีแรงงานพอในการจัดการเลี้ยงโค และสามารถจัดหาพืชอาหารสัตว์มาเลี้ยงโคได้อย่างเพียงพอ

4) ผู้ที่เลี้ยงโคอยู่แล้วไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เพื่อให้เกษตรกรที่ยากจนจริงๆ มีโอกาสเลี้ยงแม่โคเพื่อผลิตลูก

5) ต้องผ่านการรับรองคุณสมบัติจากคณะกรรมการหมู่บ้านที่มีภูมิลำเนา

6) ต้องผ่านการฝึกอบรมด้านการเลี้ยงโคเนื้อและการจัดทำบัญชีฟาร์มจากหน่วยงานราชการ

งบฯดำเนินโครงการ เป็นเงิน 11,426 ล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณบริหารโครงการ 4,426 ล้านบาท และเงินทุนหมุนเวียน 7,000 ล้านบาท

ผลตอบแทนที่เกษตรกรได้รับ

Oรายได้เกษตรกรที่เลี้ยงโคขุน

ลูกโคหย่านมน้ำหนัก 100 กก. เลี้ยง 1.5 ปี ได้น้ำหนัก 350 กก. หักค่าใช้จ่าย 10% = 10 กก.

รับซื้อในราคา 50 บาท/กก. = 250 x 50 = 12,500 บาท/ตัว

เลี้ยงโค 5 ตัว มีรายได้ = 62,500 บาท

Oรายได้เกษตรกรที่เลี้ยงแม่โค

เลี้ยงแม่โครายละ 5 ตัว

-รายได้ลูกโคพื้นเมือง 4 ตัว x 7,000 บาท = 28,000 บาท

-รายได้ลูกโคลูกผสม 4 ตัว x 10,000 บาท = 40,000 บาท

-รายได้จากปุ๋ยคอก 5,000 กก. = 5,000 บาท

รวม 33,000-45,000 บาท

ส่วนรายได้ของ อ.ส.ค. เฉลี่ย 4 ปี มีกำไร 342 ล้านบาท

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1.เกษตรกรที่เลี้ยงแม่โคเนื้อเพื่อผลิตลูกขาย จะมีรายได้ประมาณ 33,000-45,000 บาท/ครอบครัว/ปี

2.เกษตรกรที่เลี้ยงโคขุน จะมีรายได้ 62,500 บาท/ครอบครัว/ปี

3.จะสามารถเพิ่มอัตราการผลิตโคเพิ่มขึ้น 30% (เพิ่มขึ้นจาก 55% เป็น 85%) ทำให้สามารถผลิตจำนวนโคเนื้อได้เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 0.94 ล้านตัว/ปี มูลค่ารวม 9,400 ล้านบาทผลิตเนื้อโคเพิ่มขึ้นตัวละ 30 กก. รวม 79,800 ตัน/ปี คิดเป็นมูลค่า 9,575 ล้านบาท/ปี และผลิตหนังได้เพิ่มขึ้นปีละ 0.94 ล้านผืน น้ำหนัก 32,900 ตัน มูลค่า 985 ล้านบาท รวมคิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้น 19,660 ล้านบาท/ปี

4.เกษตรกรผู้นำจำนวน 20,000 คน จะมีรายได้จากการให้บริการผสมเทียม ปีละไม่ต่ำกว่า 18,750 บาท/คน

5.ผลิตปุ๋ยคอกได้เพิ่มขึ้น ปีละ 4,440 ล้านตัน มูลค่า 4,440 ล้านบาท

6.ลดการนำเข้าเนื้อโคและโคมีชีวิตจากต่างประเทศ ปีละ 3,130 ล้านบาท

หน้า 20