หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
การเมืองภาคประชาชน กับประชาธิปไตยในอินโดนีเซียหลังยุคซูฮาร์โต

โดย สุภาค์พรรณ ตั้งตรงไพโรจน์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มติชนรายวัน  วันที่ 02 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9825

การเมืองภาคประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวในประชาสังคม(civil society)

หากจะพูดถึงการเมืองภาคประชาชนในอินโดนีเซียในยุคปัจจุบัน จำเป็นต้องเท้าความถึงสถานการณ์โดยทั่วไป ในสมัยของอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โตว่า เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมทางการเมืองมากน้อยเพียงใด

ประธานาธิบดีซูฮาร์โตบริหารประเทศมาตั้งแต่ 11 มีนาคม 2509 โดยใช้มาตรการทางทหารมาปกครองประเทศ มีการควบคุมนักศึกษา ปัญญาชน ศิลปิน สื่อ กลุ่มคนจีน และกลุ่มมุสลิมต่างๆ ทำให้ "ระเบียบใหม่" กลายเป็นหลักการสำคัญในระบบการเมืองของอินโดนีเซียตามที่ต้องการส่งผลให้การเมืองแบบอำนาจนิยม เป็นระบบการเมืองของอินโดนีเซียอยู่นานถึง 32 ปี คือตั้งแต่ พ.ศ. 2509-2541

การยุบรวมพรรคการเมืองเป็นนโยบายสำคัญที่ซูฮาร์โตใช้เพื่อต้องการลดบทบาทพรรคการเมืองต่างๆ โดยให้เหตุผลว่า ประเทศที่มีความหลากหลายทางด้านชาติพันธุ์ ศาสนาและวัฒนธรรมนั้น หากมีพรรคการเมืองที่หลากหลาย จะเป็นการไม่เอื้อต่อการสร้างความมั่นคงทางการเมือง และเศรษฐกิจ

แรกเริ่มในปี 2513 รัฐบาลประกาศให้ยุบรวมกันเหลือ 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ 1) กลุ่มเป็นกลางและเป็นกลุ่มทางโลก เรียกว่ากลุ่มกระทำการหรือโกลคาร์ (Golongan Karya-GOLKAR) 2) กลุ่มทางจิตซึ่งรวมพรรคมุสลิมทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน และ 3) กลุ่มชาตินิยมซึ่งรวมพรรคการเมืองที่เหลือเข้าไว้ด้วยกัน

ในขณะที่ทำการลดบทบาทพรรคการเมืองนั้น ซูฮาร์โตได้นำแนวคิด "มวลชนลอยตัว" มาใช้ไปพร้อมๆ กันด้วย คือแยกประชาชนออกจากกิจกรรมของพรรคการเมือง

ประชาชนทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับการเมืองก็ต่อเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปทุกห้าปีครั้งเท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่า ตัดประชาชนออกจากการเมืองนั่นเอง

สภาพเศรษฐกิจและสังคมอินโดนีเซียในยุคนี้เอื้อประโยชน์ให้เฉพาะชนชั้นปกครองและกลุ่มนายทุนนักธุรกิจเท่านั้น ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีงานทำและยากจน

การวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความยากจนหรือความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ และปัญหาอื่นใดก็ตาม ที่จะนำไปสู่การบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐแล้ว ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดจากรัฐบาลอย่างเต็มที่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชนต่างๆ จะถูกมาตรการคุมเข้มและถูกแทรกแซงกิจการจากหน่วยงานความมั่นคงของรัฐตลอดเวลา ทั้งสถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีโทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ต่างๆ ของรัฐบาลและเอกชน จะรายงานข่าวและข้อเท็จจริงใดๆ ได้ก็ต่อเมื่อได้รับการตรวจข่าวสารและได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากรัฐเท่านั้น หากฝ่าฝืนจะถูกลงโทษโดยไม่มีการละเว้นใดๆ

นอกจากนี้ นักสื่อสารมวลชนยังถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพทางความคิด และการแสดงออกต่างๆ มีการจับกุมผู้สื่อข่าว นักเขียน ผู้จัดรายการวิทยุโทรทัศน์ รวมทั้งการสั่งปิดหนังสือพิมพ์มีอยู่บ่อยครั้ง

ความเข้มงวดกวดขันการวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาสังคมยังได้แผ่ขยายเข้าไปในสถาบันการศึกษาทั่วทั้งอินโดนีเซีย โดยเฉพาะระดับมหาวิทยาลัย ปัญญาชนทุกระดับถูกควบคุมไม่ให้มีบทบาทต่อสังคม

ทั้งอาจารย์และนิสิตนักศึกษาถูกมาตรการของรัฐควบคุมไม่ให้วิจารณ์ปัญหาบ้านเมือง เพราะเกรงว่าจะทำให้ประชาชนรู้สึกไม่ดีอันจะนำไปสู่การต่อต้านรัฐบาล

เมื่อซูฮาร์โตพ้นอำนาจ

หลังจากซูฮาร์โตยอมสละอำนาจเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2541 เท่ากับว่าสิ้นสุดระบอบอำนาจนิยมที่ดำเนินมากว่าสามทศวรรษ รองประธานาธิบดีบัคคารุดดิน ยูซุป ฮาบิบี ก็เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสืบต่อทันที

แม้ว่าฮาบิบีจะไม่มีฐานเสียงสนับสนุนมากมาย แต่ก็ยังมีความคิดที่จะปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองได้มากกว่าในยุคก่อน โดยเขาได้เสนอให้ออกกฎหมายพรรคการเมืองใหม่ให้ตั้งพรรคการเมืองได้โดยเสรี

ให้องค์กรเอกชนต่างๆ เข้ามาควบคุมการเลือกตั้งได้อย่างเต็มที่และทุกระดับ

ให้เสรีภาพกับสื่อมากขึ้นถึงขนาดที่ว่ามีหนังสือพิมพ์ใหม่เกิดขึ้นมากมายเป็นพันฉบับ

และที่สำคัญคือ การยอมให้คนติมอร์ตะวันออกได้มีโอกาสตัดสินอนาคตของตนเอง โดยการทำประชามติว่าต้องการเป็นเอกราชหรือจะอยู่ภายใต้รัฐบาลอินโดนีเซียต่อไป

ซึ่งข้อหลังนี้ทำให้สมาชิกพรรคโกลคาร์นำมากดดันจนต้องลาออกในที่สุด

ประธานาธิบดีอับดูร์ระห์มาน วาฮิด เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีด้วยการสนับสนุนจากพรรคโกลคาร์ และพรรคการเมืองมุสลิมอีกหลายพรรค เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2542

วาฮิดนั้นถือว่าเป็นประธานาธิบดีที่มีแนวคิดปฏิรูปประชาธิปไตยมากที่สุด มีความเป็นกลางในเรื่องศาสนาและชาติพันธุ์ ด้วยความที่ต้องการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างจริงจัง

เพียงไม่กี่วันหลังเข้ารับตำแหน่ง วาฮิดจึงแสดงท่าทีสนับสนุนการลงประชามติของคนอะเจห์ เหมือนอย่างที่คนติมอร์ตะวันออกทำ แต่ก็ถูกต่อต้านอย่างมากจากสมาชิกส่วนใหญ่ในรัฐสภาและกองทัพ ซึ่งขยายผลไปถึงประเด็นเรื่องอำนาจหน้าที่ของประธานาธิบดีด้วย

ตั้งแต่นั้นมา ประธานาธิบดีวาฮิดจึงไม่กล้าเสนอแนวคิดเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนได้มากนัก ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายแทนประชาชนทั่วไปในสังคมอินโดนีเซียเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อประธานาธิบดีวาฮิดถูกกดดันอย่างหนักเรื่องความบกพร่องในการบริหารประเทศจนกระทั่งประกาศลาออกเมื่อ 23 กรกฎาคม 2544 เมกาวาตี ซูการ์โนบุตรี ในฐานะรองประธานาธิบดีจึงเข้ามารับตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนต่อมา การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสมัยนี้ไม่ต่างจากสมัยของวาฮิดมากนัก

แต่นับว่ายังดีที่เสรีภาพของสื่อและองค์กรเอกชนต่างๆ ไม่ได้ถูกจำกัด ตรงกันข้าม ทั้งสื่อ นักวิชาการและปัญญาชนพากันวิพากษ์วิจารณ์และเปรียบเทียบนางกับประธานาธิบดีคอราซอน อะคีโน ของฟิลิปปินส์ว่าคนละชั้นกัน เป็นพวกผู้ดีเก่าที่หมดอำนาจแล้ว ไม่มีความรู้จึงไม่ค่อยให้สัมภาษณ์เพราะเกรงว่าจะพลาด

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องความสามารถในการบริหารประเทศของเมกาวาตีได้ถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อทั้งใน และต่างประเทศตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งอยู่

หากความหมายของการเมืองภาคประชาชนคือ การมีส่วนร่วมและมีโอกาสตัดสินใจในเรื่องที่จะมีผลกระทบต่อตนเองแล้ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคงจะเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดี (และรองประธานาธิบดี) โดยตรงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2547 ถือเป็นการเลือกตั้งที่ประชาชนทุกชนชั้นทุกกลุ่มอาชีพทุกศาสนาได้มีส่วนร่วมมากที่สุด

นอกจากนี้ องค์กรเอกชนทั้งในและนอกประเทศยังได้เข้ามามีบทบาทในการสังเกตการณ์ และตรวจสอบการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างยุติธรรมอย่างเต็มที่

การเมืองภาคประชาชนในสมัยประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ สุศีโล บัมบัง ยุทโธโยโน ระยะเวลา 3 เดือนกว่าที่ผ่านมา ยังไม่มีนโยบายที่เด่นชัดเกี่ยวกับประเด็นนี้

ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่ารัฐบาลชุดนี้จัดลำดับความสำคัญของปัญหาเร่งด่วนอยู่ที่เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ปัญหาการว่างงาน การแบ่งแยกดินแดน และการก่อการร้าย โดยมีนัยว่าหากปัญหาดังกล่าว ได้รับการแก้ไขจะก่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ เมื่อถึงเวลานั้น ประชาชน ก็จะมีโอกาสร่วมคิดร่วมตัดสินใจทางการเมืองได้โดยปริยาย

แต่หากให้ประชาชนร่วมตัดสินใจในตอนนี้ อาจส่งผลให้เกิดความยุ่งยากและเกิดความหลากหลายมากเกินไป

อย่างไรก็ดี จากท่าทีของยุทโธโยโนค่อนข้างให้ความสำคัญกับการเมืองภาคประชาชนมาก และเป็นหนึ่งในนโยบายที่ใช้หาเสียงตอนเลือกตั้ง แต่ประชาชนอาจต้องให้เวลาและรอไปอีกสักระยะหนึ่ง เนื่องจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ดังนี้

1) ประชาธิปไตยไม่สามารถสร้างได้ในชั่วระยะเวลาข้ามคืน การเปลี่ยนผู้นำใหม่ในแต่ละครั้ง แม้จะมีความตั้งใจจะพัฒนาประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเกิดขึ้นได้โดยง่าย เพราะการเมืองอินโดนีเซียอยู่ภายใต้ระบอบอำนาจนิยมมากกว่า 3 ทศวรรษ อีกทั้งผู้มีอำนาจเก่าที่นิยมในระบอบเดิมยังมีอำนาจอยู่อีกหลายคน ดังนั้น การจะให้รัฐลดระดับการปกครองและให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมไปพร้อมๆ กันต้องดำเนินอย่างค่อยเป็นค่อยไป

2) ในส่วนของประชาชนเอง จำเป็นต้องทำความเข้าใจถึงบทบาท เป้าหมายและขีดจำกัดของการเคลื่อนไหวว่าทำได้มากน้อยเพียงใด เพื่อไม่ให้กลายเป็นการปฏิวัติยึดอำนาจรัฐ ซึ่งในสังคมอินโดนีเซียนั้น ประชาชนส่วนใหญ่หรือแม้แต่นักศึกษาเอง ยังเข้าใจการเมืองภาคประชาชนไม่ตรงกัน

ดังนั้น คนอินโดนีเซียต้องเข้าใจแนวคิดของการเมืองภาคประชาชนให้ตรงกันว่าไม่ใช่การยึดอำนาจรัฐ แต่เป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองเพื่อถ่วงดุลหรือจำกัดขอบเขตการใช้อำนาจรัฐ โดยเข้าไปมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและตัดสินใจในเรื่องที่ตนเองมีส่วนได้ส่วนเสียหรือที่ส่งผลกระทบถึงตน

หน้า 7