หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
การตั้งโรงงานถลุงเหล็ก (1) ผลกระทบต่อเศรษฐศาสตร์/สังคม

รายงาน ประชาชาติธุรกิจ หน้า 12  วันที่ 20 มกราคม 2548  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3655 (2855)

การก่อตั้งโครงการอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในหลายด้าน ดังนั้นจึงได้ศึกษาตั้งแต่ผลกระทบทางด้านดุลการค้าทั้งในส่วนของการทดแทนการนำเข้าและการส่งออก ความสามารถของโครงการในการสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องและผลกระทบทางสังคม มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ดุลการค้าจากการทดแทนการนำเข้า

ปัจจุบันอุตสาหกรรมเหล็กของไทยมีการขยายตัวอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลสถิติย้อนหลังของหลายประเทศ พบว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมเหล็กจะมีอัตราการขยายตัวในระดับที่สูงกว่าการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประมาณ 1-2% ดังนั้นจึงคาดว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมเหล็กไทยในช่วงปี 2005-2007 จะอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 8% ต่อปี และในช่วงปี 2007-2019 เนื่องจากเป็นการคาดการณ์ในระยะยาว ซึ่งอาจเกิดความผันผวนของภาวะอุตสาห กรรมได้ จึงคาดว่าการขยายตัวจะอยู่ที่อัตราเฉลี่ย 5% ต่อปี ดังนั้นในปี 2007 การบริโภคเหล็กของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 15 ล้านตัน และในปี 2019 การบริโภคเหล็กจะอยู่ที่ 26.8 ล้านตัน

การขยายตัวของตลาดเหล็กทำให้ความต้อง การผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูปเพิ่มสูงขึ้นจากการขยายตัวของตลาดเหล็ก ทำให้ความต้องการผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูปเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย จากประมาณการการบริโภคผลิตภัณฑ์เหล็กในปี 2007 กลุ่มเหล็กทรงแบนทั้งหมดซึ่งประกอบไปด้วย

เหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กแผ่นรีดเย็น และเหล็กแผ่นเคลือบมีความต้องการรวม 8.71 ล้านตัน ซึ่งจากสมมติฐานในการคำนวณที่ประมาณว่าอัตราผลผลิตที่ได้ (yield) ของการผลิตเหล็กทรงแบนจากสแล็บอยู่ที่ระดับ 95% ดังนั้นความต้องการเหล็กทรงแบนทั้งหมดจะเทียบเท่ากับปริมาณสแล็บที่ต้องใช้ในการผลิตจำนวน 9.17 ล้านตัน เช่นเดียวกับในปี 2019 ซึ่งมีความต้องการเหล็กทรงแบนรวม 15.64 ล้านตันหรือเทียบเท่ากับปริมาณสแล็บที่ต้องใช้ในการผลิตจำนวน 16.57 ล้านตัน ดังแสดงในแผนภาพที่ 1

ในส่วนของกลุ่มเหล็กทรงยาวซึ่งประกอบไปด้วยเหล็กเส้น เหล็กลวด และเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนจะมีความต้องการรวมในปี 2007 เท่ากับ 6.21 ล้านตัน ซึ่งจากสมมติฐานในการคำนวณที่ประมาณว่าอัตราผลผลิตที่ได้ (yield) ของการผลิตเหล็กทรงแบนจากบิลเลตและ bloom อยู่ที่ระดับ 95% ดังนั้นความต้องการเหล็กทรงยาวทั้งหมดจะเทียบเท่ากับปริมาณบิลเลตและ bloom ที่ต้องใช้ในการผลิตจำนวน 6.54 ล้านตัน เช่นเดียวกับในปี 2019 ซึ่งมีความต้องการเหล็กทรงยาวรวม 11.15 ล้านตัน จะเท่ากับปริมาณบิลเลตและ bloom ที่ต้องใช้ในการผลิตจำนวน 11.74 ล้านตัน ดังแสดงในแผนภาพที่ 2

แผนการผลิตของโครงการเหล็กต้นน้ำ

ตามแนวทางการดำเนินโครงการของเครือ สหวิริยาในการตั้งอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำในปี 2007 คาดว่าโรงถลุงเหล็กและโรงงานผลิตเหล็ก กล้าในเฟสแรกจะสามารถดำเนินการผลิตได้โดย มีกำลังการผลิต 5 ล้านตันต่อปี อย่างไรก็ตามคาดว่าในปีแรกของการผลิตโครงการจะสามารถใช้กำลังการผลิตได้ในอัตรา 80% หรือเท่ากับจำนวน 4 ล้านตัน และจะเพิ่มเป็น 100% ในปีถัดๆ ไป และเมื่อมีการก่อสร้างโครงการครบถ้วนทั้ง 5 เฟสในปี 2019 จะมีกำลังการผลิตรวม 30 ล้านตัน และเช่นเดียวกันกับในเฟสที่ 1 ซึ่งคาดว่ากำลังการผลิตในเฟสสุดท้ายจะสามารถใช้กำลังการผลิตได้ในอัตรา 80% เท่านั้น คือเท่ากับ 6 ล้านตัน และเมื่อรวมปริมาณการผลิตของ 4 เฟสจำนวน 22.5 ล้านตัน รวมเป็นผลผลิตของทั้ง 5 เฟสเท่ากับ 28.5 ล้านตัน

ตามแผนการผลิตคาดว่าในเฟสที่ 1 ผลผลิตผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปทั้งหมดจะผลิตเพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศทั้งหมด และในปี 2019 ซึ่งผลิตครบทั้ง 5 เฟส ผลผลิต 28.5 ล้านตันจะแบ่งเป็นการผลิตเพื่อป้อนภายในประเทศจำนวน 19.95 ล้านตัน หรือคิดเป็น 70% ของผลผลิตทั้งหมด และที่เหลืออีก 30% หรือ 8.55 ล้านตันจะเป็นการผลิตเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ

ความสามารถในการทดแทนการนำเข้า

สาเหตุของการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กของไทย พบว่าเกิดขึ้นจากทั้งปัญหาความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนการผลิต และปัญหาด้านคุณภาพในกลุ่มสินค้าคุณภาพสูง เนื่องจากยังไม่สามารถผลิตให้ได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้เหล็ก หรือยังไม่มีความสามารถในการผลิตเนื่องจากไม่มีกำลังการผลิตรองรับ เช่น กลุ่มเหล็กกล้าความแข็งแรงสูง (high strength steel) เหล็กกล้าสำหรับงานขึ้นรูปลึก (deep drawing, extra deep drawing) เหล็กกล้าคาร์บอนสูง (high carbon steel) เหล็กกล้าสำหรับงานทางไฟฟ้า (electrical steel ; non-grain-oriented and grain-oriented steel) เหล็กแผ่นรีดเย็นทีเอ็มบีพีประเภท double reduced เหล็กแผ่นกัลแวนนีล (galvanneal) เหล็กแผ่นเคลือบโลหะ (alloy coated steel) เหล็กแผ่นเคลือบสี

เหล็กแผ่นเคลือบสังกะสีชนิดไม่มีลายดอก (zero spangle zinc coated steel) เป็นต้น

จากผลการศึกษาของแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทย พบว่า เพื่อแก้ไขปัญหาของการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็ก จำเป็นต้องดำเนินการพัฒนาการผลิตของอุตสาหกรรมโดยแบ่งเป็นการพัฒนาใน 4 ระดับ ไล่ตามระดับที่ต้องดำเนินการก่อนตั้งแต่ 1 ไปถึง 4 ประกอบไปด้วย

ระดับที่ 1 การลดต้นทุนการผลิต เพื่อทด แทนการนำเข้าเหล็กแผ่นรีดร้อน เนื่องจากต้นทุน ของผู้ผลิตในประเทศสูงกว่าการนำเข้า เช่น เหล็กแผ่นรีดร้อนสำหรับผลิตท่อ

ระดับที่ 2 ปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อทดแทนการนำเข้าเหล็กแผ่นรีดร้อนที่ผู้ผลิตในประเทศ ไม่สามารถควบคุมกระบวนการผลิตให้มีคุณภาพและมีต้นทุนที่สามารถยอมรับได้

ระดับที่ 3 ปรับปรุงคุณภาพของสแล็บ เพื่อทดแทนการนำเข้าเหล็กแผ่นรีดร้อนที่ผู้ผลิตในประเทศไม่สามารถผลิตได้ เนื่องจากคุณภาพของ สแล็บต่ำ กระบวนการผลิตที่ยังไม่มีคุณภาพและต้นทุนสูง

ระดับที่ 4 ลงทุนในอุตสาหกรรมขั้นปลาย เพื่อสร้างความต้องการเหล็กแผ่นรีดร้อนให้เพิ่มมากขึ้น โดยทดแทนการนำเข้าเหล็กแผ่นรีดเย็นและเหล็กแผ่นเคลือบ

โดยระดับที่ 1 จะต้องเชื่อมโยงหรือหาแหล่ง สแล็บที่มีต้นทุนต่ำเพื่อลดต้นทุนการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน ระดับที่ 2 ปรับปรุงคุณภาพของกระบวนการรีดให้มีคุณภาพและต้นทุนที่ทัดเทียมกับเหล็กนำเข้า ระดับที่ 3 เชื่อมโยงและจัดหาสแล็บคุณภาพสูงเชˆน เกรด IF และ ระดับที่ 4 ลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็นและเหล็กแผ่นเคลือบ ดังรายละเอียดที่แสดงในแผนภาพที่ 3

จากแผนการพัฒนาดังกล่าว ประมาณการได้ว่าในปี 2007 ความต้องการผลิตภัณฑ์เหล็กทรงแบนของไทยจะเทียบเท่ากับปริมาณสแล็บที่ต้องใช้จำนวน 9.17 ล้านตัน โดยความต้องการจำนวน 3.749 ล้านตันเป็นเหล็กทรงแบนในกลุ่มเหล็กชั้นคุณภาพทั่วไปที่มีการซื้อขายกันอยู่แล้ว (กลุ่ม base case community) ส่วนที่เหลืออีก 5.421 ล้านตันเป็นผลิตภัณฑ์เหล็กที่จะต้องมีการนำเข้า ถ้าไม่มีการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการดำเนินโครงการผลิตเหล็กขั้นต้น โดยแบ่งตามระดับของการนำเข้าได้ 4 ระดับ อย่างไรก็ตามหากมีการผลิตตามโครงการผลิตเหล็กต้นน้ำจะสามารถทดแทนการนำเข้าได้ 7.117 ล้านตัน (base case commodity รวมกับ level 1-3) แต่จะยังไม่มีโอกาสทดแทนการนำเข้าในระดับที่ 4 ที่มีความต้องการในส่วนนี้จำนวน 2.053 ล้านตันได้ เนื่องจากต้องนำเข้าจากต่างประเทศอยู่ ดังรายละเอียดในแผนภาพที่ 4


การตั้งโรงงานถลุงเหล็ก (2) ผลกระทบต่อเศรษฐศาสตร์/สังคม

รายงาน  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 12  วันที่ 24 มกราคม 2548  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3656 (2856)

ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์เหล็กทรงยาว ในปี 2007 ความต้องการเหล็กกลุ่มนี้ของไทยจะเทียบเท่ากับปริมาณบิลเล็ตและ bloom ที่ต้องใช้จำนวน 6.54 ล้านตัน (รายละเอียดในแผนภาพที่ 5) โดย ความต้องการบิลเล็ตจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ บิลเล็ตสำหรับผลิตเหล็กเกรดทั่วไป กับบิลเล็ตสำหรับผลิตเหล็กคุณภาพสูง ซึ่งการผลิตเหล็กจากโครงการเหล็กต้นน้ำจะสามารถผลิตเพื่อรองรับกับความต้องการของทั้งสองกลุ่มนี้ได้

ในปี 2019 คาดว่าความต้องการผลิตภัณฑ์เหล็กทรงแบนจะเทียบเท่ากับปริมาณสแล็บจำนวน 16.57 ล้านตัน (รายละเอียดในแผนภาพที่ 6) โดยความต้องการจำนวน 6.776 ล้านตัน จะเป็นเหล็กทรงแบนในกลุ่มเหล็กชั้นคุณภาพทั่วไปที่มีการซื้อขายกันอยู่แล้ว (กลุ่ม base case community) ส่วนที่เหลืออีก 9.794 ล้านตัน เป็นโอกาสที่โครงการ

ผลิตเหล็กต้นน้ำจะสามารถทดแทนการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กในทุกระดับตั้งแต่ 1-4 ที่เป็นเช่นนี้เพราะคาดว่าในปี 2019 ด้วยการขยายตัวของอุตสาหกรรมเหล็กที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในที่สุดจะมีการขยายการผลิตในส่วนของโรงเหล็กขั้นปลายเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับกับความสามารถในการผลิตเหล็กคุณภาพสูงและความต้องการใช้งานของผู้บริโภคภายในประเทศ ซึ่งทำให้การผลิตเหล็ก ภายในประเทศรองรับความต้องการได้ในทุกระดับ หรือคิดเป็นจำนวนสแล็บเทียบเท่า 16.57 ล้านตัน

ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์เหล็กทรงยาว ในปี 2019 ความต้องการเหล็กกลุ่มนี้ของไทยจะเทียบเท่ากับปริมาณบิลเล็ต กับ bloom จำนวน 11.74 ล้านตัน (รายละเอียดในแผนภาพที่ 7) โดยแบ่งเป็นความ ต้องการบิลเล็ตสำหรับผลิตเหล็กเกรดทั่วไปจำนวน 9.315 ล้านตัน กับบิลเล็ตสำหรับผลิตเหล็กคุณภาพสูงจำนวน 1.514 ล้านตัน นอกจากนี้จะเป็นความต้องการ bloom สำหรับการผลิตเหล็กโครงสร้างรูปพรรณขนาดใหญ่จำนวน 911,000 ตัน ดังนั้นโครงการเหล็กต้นน้ำจะมีโอกาสในการผลิตบิลเล็ตเพื่อรองรับกับความต้องการทั้งหมด 10.829 ล้านตัน

จากแผนภาพที่ 7 ได้แสดงให้เห็นถึงปริมาณความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูปภายในประเทศ ทั้งประเภทเหล็กทรงแบนและทรงยาวจำนวนทั้งสิ้น 15.71 ล้านตัน ในปี 2007 และขยายตัวสูงขึ้นเป็น 28.31 ล้านตัน ในปี 2019 ตามแผนการผลิตของโครงการที่จะผลิตผลิตภัณฑ์

ดังกล่าวได้จำนวน 4 ล้านตันในปี 2007 คิดเป็น 25.5% ของความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูปทั้งหมดภายในประเทศ

สำหรับในปี 2019 ตามแผนการผลิตของโครงการจะผลิตผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปได้จำนวน 28.5 ล้านตัน แบ่งเป็น การผลิตเพื่อรองรับกับความต้องการภายในประเทศ 19.95 ล้านตัน (70% ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด) และผลิตเพื่อส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนจำนวน 8.55 ล้านตัน (30% ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด) ดังนั้นการผลิตเพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศคิดเป็น 70.5% ของความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูปทั้งหมดภายในประเทศ

โอกาสในการผลิตผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปของโครงการเหล็กต้นน้ำเพื่อทดแทนการนำเข้าของประเทศ เมื่อคิดจากราคาเฉลี่ยของการนำเข้า 256.16 เหรียญสหรัฐ/ตัน โดยคำนวณจากราคาเฉลี่ยที่ 216.16 เหรียญสหรัฐ/ตัน บวกกับค่าขนส่งอีก 40 เหรียญสหรัฐ/ตัน (ใช้ข้อมูลราคาส่งออกจากประเทศในกลุ่มรัสเซียเก่า (CIS) ตั้งแต่ปี 1997 ถึง 2004 มีระดับราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 216.16 เหรียญต่อตัน สาเหตุที่เลือกใช้ข้อมูลราคาจากแหล่งนี้ คือ ราคาของ CIS เป็นราคาเฉลี่ยของเหล็กเกรดคุณภาพทั่วไป อย่างไรก็ตาม คาดว่าแนวโน้มราคาเหล็กกึ่งสำเร็จรูปในอนาคตจะอยู่ในระดับที่สูงกว่าราคาเฉลี่ยในอดีตดังกล่าว) ดังนั้น ในปี 2007 โครงการเหล็กต้นน้ำจะช่วยให้ประเทศปรับดุลการค้าจากการทดแทนการนำเข้าคิดเป็นมูลค่า 424 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2019 คิดเป็นมูลค่า 2,113 ล้านเหรียญสหรัฐ (รายละเอียดในแผนภาพที่ 8)

และเมื่อเปรียบเทียบ โดยคิดที่ราคานำเข้าในช่วงปัจจุบันที่ระดับ 530 เหรียญสหรัฐ/ตัน ซึ่งคำนวณจากราคาผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป 490 เหรียญสหรัฐ/ตัน บวกกับค่าขนส่งอีก 40 เหรียญสหรัฐ/ตัน ในปี 2007 โครงการผลิตเหล็กต้นน้ำจะช่วยให้ประเทศปรับดุลการค้าจากการทดแทนการนำเข้าคิดเป็นมูลค่า 1,519 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2019 คิดเป็นมูลค่า 7,576 ล้านเหรียญสหรัฐ


การตั้งโรงงานถลุงเหล็ก (3) ผลกระทบเชิงเศรษฐศาสตร์/สังคม

รายงาน  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 12  วันที่ 31 มกราคม 2548  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3658 (2858)

ดุลการค้าจากการส่งออก

ด้านการส่งออก จะเน้นไปที่ตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นหลัก โดยเมื่อพิจารณาจากข้อ มูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 1997-2003 (รายละเอียดในแผน ภาพที่ 9) จะพบว่าปัจจุบันประเทศในกลุ่มอาเซียนส่วนใหญ่ "ยกเว้น" มาเลเซีย มีการนำเข้าบิลเลต/สแล็บจำนวนมาก โดยคิดเป็นสัดส่วน 25-30% ของการบริโภคเหล็กทั้งหมด ในส่วนของมาเลเซียแม้ว่าปัจจุบันจะมีกำลังการผลิตเหล็กต้นน้ำในประเทศได้เอง แต่ก็เป็นการผลิตเพื่อการบริโภคภายในส่วนการส่งออกผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จ รูปของมาเลเซียส่วนใหญ่จะผลิตเหล็กจากการหลอมเศษเหล็กซึ่งเป็นเกรดคุณภาพทั่วไป ในอนาคตเมื่อประเทศไทยเริ่มทำการส่งออกเหล็ก คาดว่ามาเลเซียจะไม่สามารถแข่งขันกับผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูปของไทยได้ ทั้งในด้านต้นทุนการผลิตที่ผู้ผลิตไทยจะทำได้ต่ำกว่าและมีคุณภาพที่สูงกว่า เนื่องจากการใช้วัตถุดิบสินแร่เหล็กเข้าโรงงานถลุงโดยตรง

ปัจจุบันประเทศในกลุ่มอาเซียน "ยกเว้น" ไทยกับเวียดนาม มีการขยายตัวของอุตสาหกรรมเหล็กในระดับที่ไม่สูงนัก โดยเฉลี่ย 0-5-1% ต่อปี ถือเป็นข้อได้เปรียบสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กต้นน้ำของไทย เนื่องจากการบริโภคเหล็กของประเทศเหล่านี้ยังไม่มากพอ ดังนั้นการตั้งโรงถลุงจะเป็นเพียงการรองรับกับความต้องการในประเทศเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อการส่งออกเหมือนการตั้งโรงถลุงเหล็กของไทย ส่วนเวียดนามในปัจจุบันพบว่ามีอัตราการขยายตัวของอุตสาหกรรมเฉลี่ย 12% ต่อปี ตั้งแต่ปี 1997 ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ ของประเทศ

จากรายละเอียดข้างต้น คาดว่าความต้องการผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูปของอาเซียน (ไม่รวมประเทศไทย) จะมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย 5% ต่อปี จนถึงระดับ 48.7 ล้านตันในปี 2019 และมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปสุทธิ 23 ล้านตัน นอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงปริมาณการนำเข้าสุทธิของเศษเหล็ก พบว่าปัจจุบันมีอยู่ระดับ 6.32 ล้านตัน ซึ่งเป็นการนำเข้ามาเพื่อผลิตเป็นสแล็บ/บิลเลต และ bloom หากโครงการเหล็กต้นน้ำของไทย สามารถผลิตให้มีต้นทุนอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ เมื่อเปรียบเทียบกับการนำเข้าเศษเหล็กจากประเทศต่างๆ โครงการเหล็กต้นน้ำของไทยก็จะมีโอกาสในการส่งออกผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปไปยังตลาดกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นการทดแทนการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูปหรือทดแทนการนำเข้าเศษเหล็กดังกล่าวได้ จากแผนการผลิตของโครงการเหล็กต้นน้ำ (สหวิริยา) คาดว่าในปี 2019 จะส่งออกผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปจำนวน 30% ของผลผลิตทั้งหมด หรือเท่ากับ 8.55 ล้านตัน ไปยังตลาดอาเซียนซึ่งยังคงมีความต้องการรองรับได้อีกมาก

หากพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน พบว่าผู้ผลิตไทยมีข้อได้เปรียบที่ช่วยส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันสำหรับการส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน 5 ประการ ได้แก่ 1)ผู้ผลิตเหล็กในประเทศสามารถหาซื้อเหล็กกึ่งสำเร็จรูปที่มีราคาถูกกว่าราคาขายในตลาดโลก 2)ค่าขนส่งเหล็กจากไทยไปยังประเทศคู่ค้ามีราคาถูกกว่าค่าขนส่งจากประเทศคู่แข่งไปยังประเทศเป้าหมายนั้นๆ 3)ระยะเวลาตั้งแต่การรับคำสั่งซื้อตลอดจนระยะเวลาในการขนส่งจนถึงมือประเทศคู่ค้าสั้นกว่า 4)การใช้มาตรการทางการค้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กระหว่างประเทศมีน้อยกว่า และ 5)รัฐบาลมีนโยบายหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เอื้ออำนวยให้การส่งออกเหล็กในประเทศสะดวกขึ้น

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึงต้นทุนการผลิต (ไม่รวมต้นทุนการเงินต่างๆ) จะพบว่าประเทศไทยมีต้นทุนที่อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ โดยการศึกษาของเครือสหวิริยาเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนการผลิตของโรงเหล็กทั่วโลก พบว่า โครงการเหล็กต้นน้ำของไทยจะมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 156 เหรียญสหรัฐ/ตัน ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ "ยกเว้น" เพียงประเทศเดียว คือ บราซิล ที่มีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 152 เหรียญสหรัฐ/ตัน เท่านั้น

ดังนั้น ตามแผนโครงการโรงถลุงเหล็กของเครือสหวิริยาที่จะส่งออกผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปได้ใน

ปี 2019 จำนวน 8.55 ล้านตัน จะก่อให้เกิดดุลการค้าจากการส่งออกและการทดแทนการนำเข้ามากถึง 3,961 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่า 166,362 ล้านบาท


การตั้งโรงงานถลุงเหล็ก (4) ผลกระทบเชิงเศรษฐศาสตร์/สังคม

รายงาน  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 12  วันที่ 03 กุมภาพันธ์ 2548  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3659 (2859)

ความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการตั้งอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ

การจัดตั้งโรงถลุงเหล็กและโรงงานผลิตเหล็ก กล้าในประเทศ ไม่เพียงแต่จะสามารถทดแทนการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กกึ่งสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์เหล็กสำเร็จรูปจำนวนมากในแต่ละปีแล้ว

ยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากการตั้งโรงงานถลุงเหล็ก (รายละเอียดในแผนภาพที่ 13)

โดยการนำเข้าวัตถุดิบในการถลุงเหล็กได้แก่ แร่เหล็ก, ถ่านหิน, เชื้อเพลิง และวัตถุดิบอื่นๆ เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายในการขนส่งแล้ว มูลค่ารวมของการนำเข้าวัตถุดิบเหล่านี้จะอยู่ที่ระดับประมาณ 150.26 เหรียญสหรัฐ/ตัน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการนำเข้าบิลเลต/ สแล็บจากต่างประเทศ ณ ราคาเฉลี่ยที่ 216.16 เหรียญ/ตัน บวก ด้วยค่าขนส่งเฉลี่ยอีก 40 เหรียญ/ ตัน ทำให้มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 256.16 เหรียญ/ตันนั้นเท่ากับว่า การตั้งโรงงานถลุงเหล็กภายในประเทศไทยจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจาก โครงการได้ถึง 105.89 เหรียญ/ตัน

นอกจากนี้ ผู้ผลิตยังมีโอกาสที่จะสร้างกำไรส่วนเพิ่ม จากการที่สามารถผลิตสินค้าคุณภาพสูงขึ้น ซึ่งคาดว่าเป็นมูลค่าเฉลี่ย 5 เหรียญ/ตัน ดังนั้นการตั้งโรงงานถลุงเหล็กโดยรวม น่าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากโครงการได้ทั้งหมดอย่างน้อยเท่ากับ 111 เหรียญ/ตัน

อย่างไรก็ตาม หากโรงงานถลุงเหล็ก (โรงถลุงเหล็กสหวิริยา) มีการผลิตเต็มกำลังการผลิตที่ 30 ล้านตัน/ปีแล้ว มูลค่าเพิ่มที่โรงงานสามารถสร้างได้จะเท่ากับ 3,326.70 ล้านเหรียญ/ปี โดยคำนวณจากราคาในตลาดโลก (ราคาเฉลี่ยรวมค่าขนส่งมายังประเทศไทย) ที่ระดับ 256.16 เหรียญ/ตัน แต่ถ้าคิดที่ราคาปัจจุบันที่นำเข้าในระดับ 530 เหรียญ/ ตันแล้ว มูลค่าเพิ่มจากโรงงานถลุงเหล็กจะสูงถึง 11,541.90 ล้านเหรียญ/ปี

ดังนั้นมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นจากการตั้งโรงงานถลุงเหล็กภายในประเทศทั้งหมด จะกระจายไปเป็นรายได้ในส่วนต่างๆ ทั้งผลกำไรจากการประกอบกิจการของบริษัท (สหวิริยา), การจ้างงานในโรงงานถลุงเหล็ก, การสั่งซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์ชิ้นส่วนต่างๆ ในประเทศ, การขนส่งสินค้า ฯลฯ ซึ่งในที่สุดรายได้เหล่านี้ก็จะหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศและก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องในทางบวกด้านอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย

ผลกระทบกับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

ผลิตภัณฑ์เหล็กจะแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ เหล็กใช้งานทั่วไปกับเหล็กคุณภาพสูง โดยเหล็กในกลุ่มใช้งานทั่วไปเกือบทั้งหมดจะใช้กับอุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นหลัก เช่น เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต หรือเหล็กแผ่นหนา เป็นต้น ส่วนผลิตภัณฑ์เหล็กในกลุ่มคุณภาพสูง ส่วนใหญ่จะใช้งานอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ปัจจุบันมีการขยายตัวอย่างมากตามนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ ทั้งเพื่อรองรับกับความต้องการในประเทศและเป็นฐานการผลิตรถยนต์เพื่อส่งออก

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความต้องการใช้เหล็กคุณภาพสูงเช่นกัน ยกตัวอย่าง เหล็กแผ่นเคลือบสังกะสีด้วยกรรมวิธีทางไฟฟ้า (electrogalvanize) กับเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสีแบบจุ่มร้อนชนิดที่ไม่มีลายดอก (zero spangle) เป็นต้น โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมเหล่านี้ก็คือ ตลาดส่งออกที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มว่าความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เหล็กคุณภาพสูง จะมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นผู้ผลิตเหล็กในประเทศจึงจำเป็นต้องพัฒนากระบวนการผลิตให้สามารถรองรับกับความต้อง การที่หลากหลายของอุตสาหกรรมต่อเนื่องภายในประเทศให้ได้

ทั้งในเรื่องของ คุณภาพ, ระยะเวลาการสั่งซื้อสินค้า, การวิจัยอละพัฒนาร่วมกัน และแหล่งวัตถุ ดิบที่มีความสามารถในการแขˆงขัน หากผู้ผลิตในประเทศสามารถพัฒนา การผลิตจนประสบความสำเร็จแล้ว สิ่งที่ผู้ผลิต จะได้รับก็คือ โอกาสในการสร้างกำไรหรือมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น ขณะที่ผู้ใช้เหล็กก็จะได้รับเหล็กที่มีคุณภาพสูงสำหรับนำไปใช้ในการผลิตชิ้นส่วนโดยมีต้นทุนที่ต่ำลง เมื่อเปรียบเทียบกับการนำเข้าเหล็กคุณภาพสูง รวมไปถึงการมีทางเลือกในการสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นด้วย

สำหรับผลกระทบในเชิงบวกที่สำคัญอย่างยิ่งอีกประการ จากการตั้งโรงงานถลุงเหล็กต้นน้ำ ในประเทศก็คือ การลดความผันผวนของราคาผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปสำหรับนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เหล็ก ทำให้ผู้ใช้เหล็กในอุตสาหกรรมปลายน้ำภายในประเทศมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นด้วยต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง และความผันผวนของต้นทุนอันเนื่องมาจากความผันผวน ของราคาเหล็กในตลาดโลกก็จะลดลงตามไปด้วย

เช่นกัน

นอกจากนี้ การมีอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำในประเทศ ยังช่วยลดระยะเวลา และขั้นตอนระหว่างการนำเข้าเหล็ก จากผู้ผลิตในต่างประเทศ อีกทั้งช่วยบรรเทาปัญหาต่างๆ ที่ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ เหล็กในปัจจุบันต้องเผชิญอยู่


การตั้งโรงงานถลุงเหล็ก (จบ) ผลกระทบเชิงเศรษฐศาสตร์/สังคม

รายงาน  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 14  วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3661 (2861)

ผลกระทบทางลบ

หากโครงการก่อตั้งโรงถลุงเหล็กเกิดขึ้น จำเป็นต้องมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และชุมพร ทำให้แรงงานต้องมีการย้ายถิ่น ทั้งการย้ายภายในจังหวัด และการย้ายข้ามจังหวัด ซึ่งแรงงานที่ย้ายถิ่นอาจมีวิธีคิดและวัฒนธรรมที่แตกต่างจากคนในท้องถิ่น นอกจากนี้ ในระยะยาวเมื่อแรงงานที่เข้ามาทำงานมีการเกษียณอายุ ลักษณะการดำรงชีพก็จะเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น เดิมเป็นสังคมการเกษตร การเพาะปลูก สามารถทำได้ตลอดชีพ แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นสังคมอุตสาหกรรม อาชีพการเกษตรเดิมก็จะหายไป ซึ่งจะมีปัญหาต่อกลุ่มแรงงานที่เกษียณอายุในอนาคต

ในด้านการคมนาคมและขนส่ง การปรับปรุงถนนสายเดิมเพื่อรองรับกับการขนส่งของโครงการ รวมไปถึงการสร้างถนนสายใหม่ จะช่วยให้ระบบการคมนาคมในบริเวณโครงการและบริเวณใกล้เคียงดีขึ้นมาก แต่อาจจะส่งผลกระทบกับชุมชนในช่วงเวลาก่อสร้าง ส่วนการสร้างท่าเรือน้ำลึก นอก จากจะใช้รองรับการขนถ่ายวัตถุดิบนำเข้า และส่งออกผลิตภัณฑ์เหล็กไปยังต่างประเทศแล้ว ยังสามารถใช้ในการส่งออกสินค้าอื่นๆ เช่น ผลิตภัณฑ์ยางพาราได้ด้วย

ด้านสาธารณูปโภค การพัฒนาแหล่งน้ำ และระบบลำเลียงน้ำจากบริเวณคลองสะพาน คลองปะทิว และเขื่อนท่าแซะ เพื่อนำมากักเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำที่จะต้องสร้างขึ้นสำหรับใช้ในโครงการโรงถลุงเหล็กและอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ จะส่งผลให้ชุมชนในบริเวณที่ท่อส่งน้ำผ่านมีระบบประปาที่สะดวกยิ่งขึ้น รวมทั้งจะช่วยป้องกันน้ำท่วมได้ อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญคือ แนวทางการจัดสรรการใช้น้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทั้งโครงการและชุมชน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สำคัญที่สุดซึ่งจะต้องทำให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนระหว่างโครงการและชุมชน คือ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นสิ่งกระตุ้นให้ชุมชนในบริเวณโครงการไม่เห็นด้วยจนอาจก่อให้เกิดเป็นความขัดแย้งและเป็นปัญหาบานปลายได้ เนื่องจากโครง การถลุงเหล็ก ต้องมีโรงงานผลิตถ่านโค้กสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในการถลุงเหล็ก ซึ่งอาจก่อให้เกิดมลพิษกระทบต่อชุมชน เช่น ฝุ่นแขวนลอยต่างๆ เขม่า ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นต้น หากไม่มีการใช้เทคโนโลยีการผลิตและความสามารถในการผลิตที่ดีเพียงพอ นอกจากนี้จำเป็นต้องพิจารณาถึงแนวทางการจัดการกากของเสีย คุณภาพน้ำ และคุณภาพอากาศด้วย

บทสรุป

โครงการผลิตเหล็กต้นน้ำกำลังการผลิต 30 ตัน ในเวลา 15 ปี จะก่อให้เกิดผลกระทบทั้งในเชิงบวกกับทั้งภาพรวมเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยเมื่อหากเริ่มโครงการและดำเนินการได้ตามแผนที่วางไว้ ในปี 2007 การผลิตในประเทศจะสามารถทดแทนการนำเข้าได้ในปริมาณ 4 ล้านตัน หรือคิดเป็น 25.5% ของความต้องการทั้งประเทศ ซึ่งคิดเป็นดุลการค้าที่จะสามารถปรับปรุงได้เท่ากับ 17,808-63,798 ล้านบาท

เมื่อมีการก่อสร้างครบทั้ง 5 เฟส ในปี 2019 คาดว่าจะสามารถผลิตผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปได้จำนวน 28.5 ล้านตัน เพื่อรองรับกับความต้องการในประเทศจำนวน 19.95 ล้านตัน หรือคิดเป็น 70.5% ของความต้องการทั้งประเทศ ซึ่งคิดเป็นดุลการค้าที่จะสามารถปรับปรุงได้เท่ากับ 88,746-318,192 ล้านบาท นอกจากนี้ในปี 2019 ยังจะมีการผลิตเพื่อส่งออกอีก 8.55 ล้านตัน หรือคิดเป็นมูลค่าในการส่งออกประมาณ 77,616-175,980 ล้านบาท

ในแง่ของการสร้างมูลค่าเพิ่มที่จะเกิดขึ้นจากโครงการนี้ คาดว่าในปี 2007 การผลิตจำนวน 4 ล้านตันจะก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้นภายในประเทศเป็นเงินเท่ากับ 18,631.2-64,638 ล้านบาทต่อปี และในปี 2019 จะมีมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นเท่ากับ 132,736.8-460,534.2 ล้านบาท โดยมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ในที่สุดก็จะหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ถึงแม้จะเกิดผลในทางบวกหลายประการ แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ดังนั้นจึงมีปัจจัยบางประการที่ต้องให้พิจารณาและให้ความสำคัญอย่างมาก เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโครงการนี้จะสามารถดำเนินโครงการได้สำเร็จลุล่วงตามแนว ทางที่วางไว้ ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบกับภาพรวมของเศรษฐกิจไทย โดยสิ่งที่ต้องพิจารณา ได้แก่ แนวทางในการจัดหาวัตถุดิบโดยเฉพาะสินแร่และถ่านหิน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาขาด แคลนวัตถุดิบในการผลิตในช่วงระยะแรกของโครงการ

ความพร้อมของบุคลากร เนื่องจากไทยไม่มีความรู้พื้นฐานดั้งเดิมในการถลุงเหล็กมาก่อน และการผลิตเหล็กต้นน้ำจำเป็นต้องใช้แรงงานที่มีความรู้ความสามารถจำนวนมาก รวมไปถึงอาจต้องมีการจ้างแรงงานและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ดังนั้นการวางแนวทางการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับกับโครงการทั้งผู้เชี่ยวชาญ วิศวกร ช่างเทคนิค รวมไปถึงแรงงานทั่วไป มีความจำเป็นอย่างมาก

ในด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นประเด็นที่หลายฝ่ายเป็นห่วงและให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะมีผลกระทบไปถึงผลกระทบด้านมวลชนสัมพันธ์ด้วย อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของโครงการ จำเป็นต้องทำการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (environment impact assessment 1; EIA) อย่างละเอียดอยู่แล้ว ดังนั้นเพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่าโครงการจะไม่เกิดปัญหาขึ้น จากปัญหาด้านมวลชนสัมพันธ์ซึ่งเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนมาก โครงการควรมีการกำหนดแนวทางการดำเนินการในด้านนี้อย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถจัดการกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงทีและเป็นระบบ

ด้านการเข้าถึงตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศอาเซียน ที่เป็นเป้าหมายในการส่งออก ของโครงการ จำเป็นต้องพิจารณาถึงแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์ในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อเป็นการขยายโอกาสทางการตลาดเข้าสู่ประเทศต่างๆ รวมไปถึงกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ใช้เหล็กคุณภาพสูง ที่เป็นตลาดที่มีโอกาสในการสร้างผลกำไรได้ในระดับสูงจากการขายผลิตภัณฑ์เหล็กในกลุ่มนี้

ปัจจัยสำคัญประการสุดท้าย เพื่อความสำเร็จของโครงการ คือ การจัดเตรียมแผนรองรับการเปลี่ยนแปลงในกรณีที่เกิดความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของประเทศจีน


ข้อเสนอแนะก่อนเริ่มโครงการ

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 14  วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3661 (2861)

เนื่องจากโครงการก่อตั้งโรงถลุงเหล็กถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ ดังนั้นก่อนจะเริ่มโครงการ ควรดำเนินการศึกษาในรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ความขัดแย้ง

ในด้านต่างๆ เพื่อให้การจัดทำโครงการมีผลกระทบในทางลบต่อเศรษฐกิจและสังคมน้อยที่สุด ดังต่อไปนี้

1)การสร้างท่าเรือน้ำลึกทั้งที่บริเวณบางสะพาน และปะทิว จำเป็นต้องมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียดตามการ วิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (environment impact assessment หรือ EIA) เพื่อศึกษาว่าการสร้างท่าเรือน้ำลึกในบริเวณดังกล่าวจะเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาทางน้ำ ทรัพยากร ธรรมชาติ การประมง และการท่องเที่ยวหรือไม่ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้อาจกระทบต่อการดำรงชีวิตเดิมของประชาชน เช่น จากเดิมที่สามารถทำประมงได้ตลอดทั้งปี หากมีการสร้างท่าเรือ จะมีผลต่อปริมาณสัตว์น้ำที่ลดลงหรือต้องไปทำประมงในบริเวณที่ไกลมากขึ้น

2)ต้องศึกษาอย่างละเอียดถึงความพอเพียงของปริมาณน้ำ ทั้งสำหรับโครงการและการใช้น้ำของประชาชนในพื้นที่ในช่วงฤดูต่างๆ ว่ามีเพียงพอกับปริมาณน้ำสำรองหรือไม่ และจะมีแนวทางการจัดสรรการใช้น้ำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งและเกิดประโยชน์สูงสุดกับทั้งสองฝ่าย

3)การสร้างถนนและระบบขนส่งของโครงการ ควรศึกษาอย่างละเอียดในด้านปริมาณการจราจรขนส่ง ระดับเสียง ฝุ่นละออง ที่จะเกิดขึ้นทั้งในช่วงการก่อสร้าง และในการใช้งานจริงเพื่อให้สามารถวางแผนในการสร้างถนนและระบบขนส่งได้เหมาะสม โดยเกิดผลกระทบกับสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนและประชาชนในพื้นที่ให้น้อยที่สุด นอกจากนี้ต้องมีการวางแผนเพื่อรับมือกับผลกระทบด้านเสียงและฝุ่นละอองที่จะเกิดขึ้นด้วย

4)ในด้านสิ่งแวดล้อม ต้องดำเนินการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ในทุกด้าน เช่น ฝุ่นแขวนลอยต่างๆ เขม่า ก๊าซต่างๆ รวมถึงแนวทางการจัดการกากของเสีย คุณภาพน้ำ และคุณภาพอากาศด้วย

5)การดำเนินงานมวลชนสัมพันธ์ การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหลักการสำคัญ ซึ่งการส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมกับทางโครงการนั้นจำเป็นต้องใช้ข้อมูลเบื้องต้น และวิธีการดำเนินงานของโครงการแก่ชุมชน ขณะเดียวกัน ก็ต้องรับฟังความคิดเห็น ความวิตกกังวล ปัญหาและความต้องการของชุมชนภายใต้บรรยากาศความร่วมมือและการอยู่ร่วมกันอย่างฉันมิตร วิธีการที่ใช้ควรเน้นการสื่อสารโดยตรงแบบสองทางเพื่อเปิดโอกาสให้มีการซักถามและชี้แจงเพิ่มเติมจนเข้าใจถูกต้อง ในรูปแบบการพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูล และการจัดประชุม ทั้งการประชุมการสื่อสารผ่านทางหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ เพื่อให้ข้อมูลได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณชนด้วย