หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ดาราเทวี

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 24 มกราคม 2548  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3656 (2856)

เมื่อปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้วตรงกับวันสุดสัปดาห์ ผมได้รับเชิญไปพักผ่อนที่เมืองดาราเทวี ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

ผมไม่อยากเรียกว่าโรงแรม เพราะตั้งแต่ย่างก้าวเข้าประตูขนาดใหญ่มีความรู้สึกว่ากำลังย่างก้าวเข้าสู่เมืองในเทพนิยายที่ไหนสักแห่งหนึ่ง ซึ่งเมื่อ 900 ปี หรือ 1,000 ปีที่แล้ว เคยตั้งอยู่ที่ไหนสักแห่งหนึ่งของชนเผ่าไท

นึกถึงพระนางจามเทวี พระธิดาจากเมืองละโว้ได้เคยเสด็จมาสร้างเมืองลำพูนขึ้นเป็นอาณาจักรในล้านนา ชื่อเสียงของพระนางขจรกระจายไปทั่วทุกสารทิศ จนเจ้าชายวิลังคะชาวลัวะอยากจะเป็นคู่ครองของพระนาง

เมื่อเดินเข้าประตูเมืองก็จะพบกับเรือนทรงไทยลานนาซึ่งได้ทำเป็นภัตตาคาร บรรยากาศเหมือนไปบ้านขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของพระเจ้าเชียงใหม่ เป็นเรือนชานใหญ่โต ทำด้วยไม้สักทองเก่า เพราะยกเรือนโบราณมาทั้งหลัง

ผ่านเรือนหลังนี้ไปสักหน่อยทางด้านขวามือก็พบกับ "กาดดารา" หรือตลาดดารา เหมือนกับเดินผ่านตลาดอยู่ติดกำแพงพระราชวัง แต่เข้ามาในกำแพงเมือง คือเข้ามาใน "เวียง" แล้ว

ที่ "กาดดารา" ลักษณะของสถาปัตยกรรมเป็นแบบย่านการค้าของคนจีนปลูกเป็นห้องๆ ชั้นเดียวบ้าง สองชั้นบ้าง ที่ตั้งอยู่ตรงกลางด้านในสุดของ "กาด" ก็เป็น "เหลา" หรือภัตตาคารจีนชื่อว่า "ฮกเกียนเหลา" คุณปรารภ โมกขเวศ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารจีนที่ร้านนี้เป็นจีนภาคใต้ ชื่อทางการเป็นภาษากลางว่า "ฟูเจี๋ยนเหลา" ออกจากร้านอาหารจีนก็เดินดูของตามร้านค้า เหมือนกับเดินอยู่ที่ตลาดจีนในเมืองเอ้หมึง หรือเมืองเซียะเหมินที่ไหนสักแห่งหรือหลายร้อยปีก่อน

เมื่อเดินผ่านเข้าไปในเขตกำแพงวังก็จะเห็นเป็นสนามหรือ "ข่วง" ใหญ่ปลูกหญ้าสีเขียวขจีมีกำแพงเป็นพญานาคราช ใช้ลำตัวโค้งขึ้นลงเป็นกำแพง ทำให้นึกถึงกำแพงวัดพรหมินทร์ที่จังหวัดน่าน ด้านซ้ายมือมีหอประชุมรูปทรงเหมือนท้องพระโรงอันกว้างใหญ่แบบไทยเหนือ ติดกระจกสีเป็นรูปต่างๆ เหมือนกับที่เคยเห็นที่ท้องพระโรงของพระราชวังที่หลวงพระบาง ด้านขวามือเป็นวิหารคล้ายๆ แต่ไม่เหมือนทีเดียวกับวัดไหล่หิน จังหวัดลำพูน หรือสถาปัตยกรรมแบบลานนาหรือล้านช้าง มีกำแพงแก้วล้อมรอบ เป็นอาคารขนาดเล็กๆ แต่รูปทรงลงตัวสวยงาม

ภายในมีพระประธานเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องศิลปะไทยลื้อ แบบสิบสองปันนา หรือไม่ก็ที่ตองยีไทยใหญ่ พระพุทธรูปทรงเครื่องแบบไทยลื้อ ขนาดหน้าตักประมาณ 5 ศอกเห็นจะได้ ได้รับการบอกเล่าว่าน้ำหนักเบามากเพราะไม่ใช่โลหะหล่อ หรือไม้แกะ แต่เป็นพระเครื่องเขิน กล่าวคือภายในสานด้วยตอกไม้ไผ่เหลาบางๆ แล้วลงรักปิดทอง เครื่องทรงประดับด้วยพลอยและแก้วสวยงาม แต่เมื่อพระประธานเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ ก็ไม่ควรมีรูปพระสาวกโมคัลลานะ และพระสารีบุตร เพราะเป็นรูปเมื่อครั้งพระองค์ท่านยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ยังไม่มีพระสาวก ถ้าเอารูปพระสาวกออกก็น่าจะสวยสมบูรณ์กว่านี้

พระวิหารจำลองนี้ตั้งอยู่ในที่เหมาะสม เปรียบเสมือน "หอพระ" ในวัง ซึ่งมีทั่วไปสำหรับพระราชวังที่กรุงเทพฯ เวียงจันทน์ อยุธยา และที่อื่นๆ

เคยเห็นเดนปาซา เมืองหลวงของบาหลี ซึ่งคนทั้งเกาะบาหลีนับถือศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู โรงแรมระดับห้าดาวที่นั่นก็ทำเทวาลัยไว้เป็นที่สักการะ รวมทั้งมีสถูปประดับด้วยรูปแกะของเทพระดับต่างๆ แบบเดียวกับที่วัดพระศรีอุมาเทวี ที่ถนนสีลม ประตูใหญ่ก็จำลองประตูเทวาลัยในบาหลี เมื่อเดินเข้าประตูมีความรู้สึกเหมือนกำลังเข้าไปพักในเทวาลัย

ได้จุดธูปเทียนสักการะพระประธาน มองไปทางหลังวิหารข้ามกำแพงรูปพญานาคราช ก็เห็นยอดปราสาทอยู่เรียงรายเหมือนกับมองจากวัดพระแก้วก็เห็นยอดปราสาทราชมณเฑียรที่พระบรมมหาราชวังที่กรุงเทพฯ แต่เป็นปราสาทราชวังทางเหนือที่ลำพูนหรือที่ตองยีเมืองอองหรือที่สิบสองปันนา หรือที่ไหนสักแห่งในอาณาบริเวณนั้น

ออกจากวิหารหลวง เดินผ่านกำแพงล้อมรอบ "สนามหลวง" หรือ "ข่วง" มาตามถนนหลักสองฝั่งเรียงรายไปด้วยต้น "งิ้ว" ขนาดใหญ่ มีหนามแหลมน่าสะพรึงกลัวราวกับเป็นการสอนให้ผู้คนที่สัญจรไปมาได้ระลึกถึงศีลข้อที่สาม "กาเมสุมิฉาจารา" ไว้เสมอ

มาถึงอาคารรับรองที่นั่งพักผ่อน ควรยกพื้นสูงต้องขึ้นบันไดมีรูปกินรีหล่อด้วยสัมฤทธิ์ พนมมือต้อนรับ เข้าไปดูใกล้ๆ ก็ทราบว่าเป็นรูปหล่อแบบโบราณ โดยช่างรุ่นหนุ่มจากมหาวิทยาลัยราชมงคลที่เชียงใหม่นี่เอง

อาคารรับรองทำด้วยไม้สักล้วน เสาทุกต้นเป็นเสาไม้เก่าที่รวบรวมมาจากบ้านเก่าทางเหนือ หรือกลึงมาจากท่อนซุงโดยแรงคนซึ่งเมืองไทยไม่มีแล้ว เป็นทรงเรือนยอดแบบไทยใหญ่ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากมอญ หรือพม่า พนักงานหญิงชายแต่งกายแบบชาววังทางเหนือ

ถัดไปเป็นเรือนทรงไทยใหญ่ ทรงมอญหรือพม่า แต่เป็นภัตตาคารอาหารฝรั่งเศส คืนวันนั้นได้รับเชิญให้ลองอาหารฝรั่งเศส โดยพ่อครัวชาวฝรั่งเศส พนักงานเสิร์ฟเป็นเด็กฝึกงานจากวิทยาลัยโรงแรมที่สวิตเซอร์แลนด์และเบลเยียม เริ่มจากปลาอบกับเหล้าองุ่นขาว แล้วตามด้วยเนื้อแกะย่างกับเหล้าองุ่นแดง และของหวาน อร่อยพอๆ กับภัตตาคารชั้นดีในฝรั่งเศส

ภายในเมืองดาราเทวีจะแบ่งออกเป็นเขตหรือย่าน ย่านแรกเป็นเขตของขุนนางผู้ดี ที่พักเป็นเรือนหมู่เหมาะสำหรับประมุขของรัฐ หรือหัวหน้ารัฐบาล ประธาน หรือผู้จัดการใหญ่ บริษัทใหญ่ระดับโลก จากต่างประเทศ มีอยู่ 6 หมู่เรือน สถาปัตยกรรมเหมือนตำหนักเจ้า

บริเวณตรงใจกลางของเมืองจะเป็นอาคารที่ตั้งเป็นสง่าคือที่ลงทะเบียนเข้าพักทำเป็นเรือนยอด แต่เป็นยอดแบบมอญ-พม่า ลักษณะเหมือนปราสาทที่เมืองมัณฑเลย์ ซึ่งทางรัฐบาลพม่าจัดสร้างขึ้นมาใหม่ เป็นสถาปัตยกรรมผสมระหว่างตะวันตกกับตะวันออก ข้างล่างเป็นแบบอังกฤษสมัยอาณานิคม ข้างบนเป็นแบบมอญพม่า รอบๆ เป็นอาคารห้องพักที่ทำบรรยากาศเหมือนตึกที่กรุงลอนดอนสมัยวิกตอเรีย เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไม้สอยจะเหมือนเมืองในสมัยรัชกาลที่ 4 หรือที่ 5 ของเรา ขณะที่เห็นยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

ถัดไปเป็นบริเวณที่อยู่ของคหบดี ชาวนารวย สร้างบรรยากาศภูมิทัศน์เป็นเรือกสวน ผลหมากรากไม้และไร่นา มีท้องนาลดหลั่นเป็นชั้นเชิง มีการจัดเหมืองฝาย มีวัวควายและชาวนากำลังทำงาน มีชีวิตชีวาเหมือนของจริง บ้านพักก็เป็นบ้านไม้สักสองชั้น เหมือนบ้านคหบดีทางเหนือของเรา หรือทางเชียงตุงในรัฐไทยใหญ่ มีสระว่ายน้ำภายในรั้วรอบขอบชิดส่วนตัว

ถัดไปอีกย่านหนึ่งเป็นเหมือนย่านไทยลื้อ มีกำแพงทำด้วยดินเหนียว มีบ่อน้ำใช้ มีบ้านเรือนเหมือนไทยสิบสองปันนา ยกใต้ถุนสูง ใช้เป็นห้องรับแขก ห้องนอนอยู่บนเรือน ตัวเรือนมีหลายหลังล้อมสวนครัว ซึ่งมีทั้งค้างถั่วพู แปลงผักสวนครัวต่างๆ และแปลงดอกไม้ นัยว่าเป็นย่านคนจนที่สุดในเมืองดาราเทวีแห่งนี้ รอบๆ หมู่บ้านมีน้ำไหลมาตามเหมืองเล็กๆ ได้ยินเสียงน้ำไหลคล้ายๆ กับเสียงดนตรี

ตอนกลางคืนมองไปตามทางเดินที่สว่างด้วยคบและโคมไฟตลอดไปถึงยอดปราสาทที่ติดไฟสาดส่องเป็นสง่าที่ลดหลั่นลงมา สายลมเย็นพัดเรื่อยๆ ทำให้เคลิ้มๆ ไปว่านั่งอยู่ในกำแพงวัง มีคนอยู่ยามตามไฟ เหมือนกับระลึกถึงเมื่อชาติก่อน เคยมานั่งอยู่ในพระราชวังของอาณาจักรใดอาณาจักรหนึ่งในทางเหนือของไทย หรือทางตอนกลางของพม่าหรือตอนใต้ของจีน ซึ่งบัดนี้อาณาจักรดังกล่าวได้ล่มสลายไปนานแล้ว ไม่ว่าจะถูกทำลายโดยข้าศึก หรือโดยภัยพิบัติทางธรรมชาติตามกฎอนิจจังที่เราชาวพุทธเชื่อถือ

รุ่งเช้าเป็นวันที่ 26 ธันวาคม ตื่นแต่เช้าเห็นหมอกบางๆ ปกคลุมยอดปราสาทของกลุ่มมณเฑียร เป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก จัดแจงอาบน้ำในห้องน้ำที่เปิดแจ้งเห็นฟ้า กำลังอาบน้ำเพื่อเตรียมไปรับประทานอาหารเช้า เกิดแผ่นดินไหวห้องน้ำสั่นสะเทือน เหลือบดูนาฬิกาที่ปลดวางไว้ใกล้ๆ เป็นเวลา 08.36 นาฬิกา ทีแรกเรือนโยกนึกว่าลมพายุมา มองออกไปข้างนอกห้องน้ำที่โล่งแจ้ง ก็ไม่เห็นใบไม้ไหวติง จึงรู้ว่าแผ่นดินไหว

ลงมารับประทานอาหารเช้าได้พบกับคุณราเชนทร์ อินทวงศ์ สถาปนิกหนุ่มที่ได้ศึกษาเล่าเรียนจากมหาวิทยาลัยราชมงคลเชียงใหม่และเป็นผู้ดูแลออกแบบเมืองนี้ สิ่งที่ดลใจหรือความฝันของคุณราเชนทร์ก็คือ เหมือนกับหลับไปแล้วฝันว่าได้ไปสู่เมืองในอดีตของราชอาณาจักรแห่งหนึ่งในบริเวณนี้ เมืองนี้มีชื่อตามพระราชธิดาผู้เลอโฉมของเจ้าหลวงซึ่งไม่มีราชบุตร

เมื่อพระราชธิดาเติบใหญ่ขึ้น ก็อยากจะปลูกฝังดาราเทวีให้มีคู่ครอง จึงป่าวประกาศให้เจ้าชายในแคว้นอื่นๆ มาประชุมกัน แล้วกำหนดให้เจ้าชายแต่ละแคว้นสร้างตำหนักที่ประทับของตน ถ้าเจ้าดาราเทวีชอบตำหนักใดมากเป็นพิเศษสุดก็จะอภิเษกสมรสด้วย แล้วก็จะได้เป็นเจ้าหลวงของดาราเทวีนครต่อไป ตำหนักต่างๆ หมู่บ้านที่เป็นบ่าวไพร่จึงมีหลายรูปแบบดังกล่าว

เมื่อดาราเทวีนครเสร็จสมบูรณ์ เมืองนี้จะมีชีวิตชีวา เพราะที่ "ข่วง" หน้าท้องพระโรงมีคนปูสาดใส่บาตรพระสงฆ์จริงๆ เมื่อถึงวันนักขัตฤกษ์ก็จะมีงานตามประเพณีของเจ้าชายที่มาจากแคว้นต่างๆ

เมื่อถึงวันสำคัญทางพุทธศาสนา เจ้าหญิงดาราเทวีก็จะขึ้นเสลี่ยงมีขบวนแห่อิสริยยศจากตำหนักเสด็จเลียบพระนคร เพื่อไปร่วมงานบุญในโอกาสต่างๆ เมื่อมีแขกเกียรติยศ เช่น ประมุขของประเทศ หรือหัวหน้ารัฐบาลต่างประเทศจะเข้ามาพัก เจ้าดาราเทวีก็จะขึ้นเสลี่ยงมารับถึงประตูเมือง แขกเกียรติยศก็จะเข้าขบวนอิสริยยศทางเหนือ ไปส่งที่เรือนรับรอง มีพิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติ ประดุจเดียวกับเป็นพระอาคันตุกะของเจ้าดาราเทวีเอง

คุณราเชนทร์เล่าว่าทุกเช้าเวลาจะคิดว่าสิ่งไหน อาคารไหน ต้นไม้ไหนจะอยู่ที่ไหน ต้องตั้งสติมีสมาธิเกิดจินตนาการไปเหมือนกับมีเทพยดามาบอกให้ว่าอยากเห็นอะไรอยู่ที่ไหน แล้วก็จำลองภาพออกมาโดยไม่มีแผนผังแม่บท และแผนย่อยแต่ละแผนก็เป็นไปตามจินตนาการตามคำบอกของเจ้าหญิงที่ครองเมืองนี้ แล้วก็ทำไปตามจินตนาการที่เห็นตามความฝันของตน

ช่างทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นช่างปูน ช่างหล่อ ช่างไม้ ช่างแกะ ช่างเขียน ช่างสี ช่างปิดทอง ช่างปั้น หรือทางเหนือเรียกว่า "เสลา" เป็นคนรุ่นหนุ่มในเมืองเชียงใหม่และเมืองเหนือทั้งสิ้น ที่สำคัญช่างทุกคนสามารถแสดงออกได้เต็มที่ รูปแบบต่างๆ จึงออกมามีชีวิตชีวา งานทุกอันเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่มีเหมือนกันเลยแม้แต่งานเดียว

นับเป็นสมบัติอันล้ำค่าของเราแห่งหนึ่ง

ประชาชาติธุรกิจ