หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2005 p1

บทความปี 2004 p2 บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
ผลกระทบนโยบาย Medical Hub of Asia ต่อระบบสาธารณสุขไทย

โดย นพ.อดิศร ภัทราดูลย์ รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มติชนรายวัน วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9989

นโยบาย Medical Hub of Asia ของรัฐบาล เพื่อสร้างระบบการบริการสุขภาพไทยให้เป็นที่ต้องการของชาวต่างชาติ ให้ชาวต่างชาติเข้ามารับบริการทางการแพทย์ หรือการดูแลสุขภาพ นำมาซึ่งรายได้เข้าประเทศโดยเฉพาะการบริการทางการแพทย์ ได้ตั้งเป้าหมายไว้ในปี 2551 มีเงินเข้าประเทศทางด้านนี้สูงถึง 80,000 ล้านบาท

มองดูอย่างผิวเผินแล้ว นโยบาย Medical Hub of Asia น่าจะเป็นนโยบายที่สวยหรู สามารถทำเงินให้ประเทศได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ เพราะโรงพยาบาลเอกชนจำนวนหลายแห่งรับนโยบายนี้ทันที

สมาคมโรงพยาบาลเอกชนที่รวมตัวกันเสนอผลการดำเนินงานต่อเนื่องจนบัดนี้ เกือบ 2 ปี ทุกอย่างดูเป็นไปตามเป้า คือ จำนวนผู้ป่วยต่างชาติเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้น และแน่นอนเงินตราเข้าประเทศต้องเพิ่มขึ้น ทั้งในรูปของการจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลโดยตรง และจากทางอ้อมโดยตัวผู้ป่วยเองหรือครอบครัวเข้ามาพำนักอยู่ในประเทศในช่วงเวลาที่มารับบริการทางการแพทย์

ดังนั้น รัฐบาลและโรงพยาบาลเอกชนเกือบทุกแห่งที่เปิดรับนโยบายนี้ ต่างพอใจกับนโยบาย Medical Hub of Asia

แต่ถ้ามองลงไปลึกๆ แล้ว นโยบาย Medical Hub of Asia กำลังเกิดปัญหากับโรงพยาบาลหลายๆ โรงพยาบาลในภาครัฐ และเกิดปัญหากับโรงเรียนแพทย์เกือบทุกแห่ง และมีใครคิดบ้างว่าปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นนี้จะมีผลกระทบกับปัญหาด้านสาธารณสุขไทยอย่างใหญ่หลวงในอนาคต นอกจากนั้นนโยบาย Medical Hub of Asia ยังจะเกิดผลกระทบและทำลายระบบการบริการสุขภาพทางการแพทย์อันดีงามของสังคมไทยในไม่ช้า

จะขอกล่าวผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากนโยบาย Medical Hub of Asia ต่อระบบสาธารณสุขไทยโดยรวม ออกเป็นข้อๆ ดังนี้

1.ผลกระทบต่ออัตรากำลังของบุคลากรทางด้านสาธารณสุขของประเทศ

ทุกวันนี้อัตรากำลังของบุคลากรทางด้านสาธารณสุขของเรายังไม่เพียงพอ หรือเทียบกับจำนวนประชากรของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอัตรากำลังทางแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร และอื่นๆ โดยเฉพาะแพทย์มีจำนวนที่ยังขาดแคลนค่อนข้างสูง แม้ว่าขณะนี้มีนโยบายผลิตแพทย์เพิ่ม จากประมาณปีละ 1,000 คน เป็นปีละ 2,000 คนก็ตาม อีก 10 ปีข้างหน้า(ประมาณปี พ.ศ.2561) ประเทศไทยยังคงมีจำนวนแพทย์ต่อจำนวนประชากรต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็นและต่ำกว่าประเทศอื่นที่ข้างเคียง

จะเห็นได้อัตรากำลังทางด้านสาธารณสุขขณะนี้และอีก 10 ปีข้างหน้า ยังไม่เพียงพอต่อการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชนชาวไทย นโยบาย Medical Hub of Asia เข้ามา แน่นอนต้องถึงบุคลากรทางด้านสาธารณสุขจำนวนหนึ่ง (ที่ขาดอยู่แล้ว) ไปให้บริการกับผู้ป่วยต่างชาติ

2.ผลกระทบต่อการบริการผู้ป่วยในโรงพยาบาลภาครัฐ เนื่องจากการลาออกของบุคลากรด้านสาธารณสุข

นโยบาย Medical Hub of Asia ทำให้โรงพยาบาลทุกแห่งในภาคเอกชน สนองนโยบายเต็มที่เพื่อนำมาซึ่งรายได้ของโรงพยาบาล ทำให้โรงพยาบาลเอกชนต้องแข่งขันกันเพื่อสร้างศูนย์เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ให้เกิดขึ้นในโรงพยาบาลของตนเอง เพื่อเป็นจุดขายให้กับคนไข้ต่างชาติ

แน่นอน บุคลากรทางแพทย์และพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือมีชื่อเสียงในภาคเอกชนยังไม่มีหรือไม่เพียงพอ จึงมีการดึงตัวบุคลากรเหล่านี้จากภาครัฐ โดยเสนอฐานเงินเดือนค่าตอบแทนที่สูงกว่าที่ได้รับจากภาครัฐเป็นจำนวนมาก สูงกว่า 5 เท่าถึง 10 เท่าหรือมากกว่า จึงทำให้เกิดการลาออกของแพทย์และพยาบาลจากภาครัฐจำนวนมาก

ตัวอย่างเช่น มีการลาออกของแพทย์จากโรงพยาบาล สังกัดสาธารณสุขทั่วประเทศ ปีละกว่า 700 คน มา 3-4 ปีติดต่อกัน

ทำให้เกิดการขาดแคลนแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ และเภสัชกรในโรงพยาบาลภาครัฐ ปัญหาที่ตามมา ใคร? ที่จะอยู่ให้บริการกับผู้ป่วยยากไร้ ผู้ป่วยโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ผู้ป่วยประกันสังคม ซึ่งเป็นประชาชนคนไทยส่วนใหญ่กว่า 60 ล้านคน

3.ผลกระทบต่อการผลิตนิสิตนักศึกษาแพทย์ และแพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางในโรงเรียนแพทย์

เช่นเดียวกับผลกระทบข้อ 2 แต่รุนแรงกว่า ให้ผลกระทบที่หลายคนอาจจะคาดไม่ถึงว่าจะเกิดผลเสียต่อระบบสาธารณสุขไทยในอนาคตอย่างรุนแรง ซึ่งนโยบาย Medical Hub of Asia ทำให้เกิดความต้องการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางลึกลงไป โดยเฉพาะที่เก่งที่มีชื่อเสียงอย่างมากในภาคเอกชน

แน่นอน แพทย์ที่เก่งและมีชื่อเสียงเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะเป็นอาจารย์อยู่ในโรงเรียนแพทย์ ซึ่งแต่ละโรงเรียนแพทย์ต้องใช้เวลากว่า 10 ปีที่จะสร้างอาจารย์แพทย์แต่ละคน เริ่มจากส่งไปเรียนเฉพาะทางที่ต่างประเทศ แล้วกลับมาพัฒนาเทคนิคการรักษาและการผ่าตัดจนมีชื่อเสียง และเป็นตัวจักรสำคัญในการสอนนักเรียนแพทย์ สอนแพทย์ประจำบ้าน และการบริการผู้ป่วยที่มารักษา

ขณะนี้เกิดการซื้อตัวอาจารย์แพทย์เหล่านี้(ขอใช้คำว่า "ซื้อตัว" เพราะว่ามีการเสนอค่าตอบแทนสูงถึง 10-20 เท่าที่ได้รับเงินเดือนจากโรงเรียนแพทย์) ในช่วงเวลา 2-3 ปีหลังนี้ มีภาวะสมองไหลของอาจารย์แพทย์(เฉพาะอาจารย์แพทย์ที่เก่งที่มีชื่อเสียง) จากโรงเรียนแพทย์ทั้งหมด ปีละกว่า 40-50 คน ไปสู่ภาคเอกชน

ผลกระทบในเรื่องนี้ทำให้อาจารย์แพทย์ที่เหลืออยู่ทำงานหนักขึ้น เพราะจะสร้างอาจารย์แพทย์คนใหม่ได้ต้องใช้เวลาหลายปี ใคร? ที่จะอยู่สอนนิสิตแพทย์ สอนแพทย์ประจำบ้าน ผลที่ตามมาในอนาคตอันไม่ไกล ทำให้คุณภาพในการผลิตแพทย์หรือแพทย์ประจำบ้านเฉพาะทางด้อยลง ก็ทำให้ระบบการบริการทางด้านสาธารณสุขไทยด้อยลงในอนาคตอย่างแน่นอน

4.ผลกระทบต่อค่าตอบแทนแพทย์และค่าบริการทางการแพทย์

เมื่อมีคนไข้ชาวต่างชาติเข้ามารับบริการรักษามากขึ้น ผู้ป่วยเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากประเทศที่ประชากรมีรายได้ค่อนข้างดี และมีระบบประกันที่ดูแลอย่างดี ทำให้ผู้ป่วยเหล่านี้มีทุนทรัพย์ที่มากพอในการมาจ่ายค่าบริการให้กับระบบการบริการของบ้านเรา(ขณะนี้ค่าบริการทางการแพทย์ และค่าตอบแทนแพทย์ยังไม่สูงนัก) ทำให้เกิดกระบวนการเพิ่มค่าตอบแทนแพทย์และค่าบริการทางการแพทย์ ต่อผู้ป่วยต่างชาติสูงขึ้น สูงขึ้นเรื่อยๆ

แน่นอน จะเป็นการทำลายกำแพงค่าตอบแทนและค่าบริการทางการแพทย์ที่ดำเนินอยู่กับผู้ป่วยชาวไทย จะสูงขึ้นตามทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่า "การบริการทางการแพทย์เป็นธุรกิจ" ไม่เหมือนความรู้สึกที่มีต่อการบริการทางการแพทย์ในวัฒนธรรมแบบไทยๆ ในอดีต

เมื่อผู้ป่วยต้องเสียค่าบริการที่แพง ก็ย่อมมีความคาดหวังต่อผลการรักษาและการบริการที่สูง เมื่อการบริการเกิดปัญหาผิดพลาด(ซึ่งเกิดขึ้นได้อยู่แล้วในภาวะปกติ) โดยแพทย์ทำทุกอย่างดีแล้วอย่างไม่ประมาทก็จะเกิดการฟ้องร้องกันขึ้นระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราจะไม่เคยเห็นเหตุการณ์เหล่านี้ในอดีต

จะเห็นได้ว่า นโยบาย Medeical Hub of Asia จะมีผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขไทย ในปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้ ค่อนข้างจะรุนแรงและน่ากลัว

แต่ก็ไม่ใช่ว่านโยบายจะไม่ดี ไม่ควรทำ ผู้เขียนขอบอกตรงนี้ว่า นโยบายนี้มีข้อดี และในยุคสมัยนี้คงจะหลีกเลี่ยงที่จะไม่ทำไม่ได้ แต่ผู้บริหารประเทศควรจะมองถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากนโยบาย และหาวิธีป้องกันหรือทางออกที่ดีที่สุด

ทุกอย่างมีทางออก

หน้า 9