หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
คู่มือ "แมลงเม่า" รู้เท่าทัน "ไซฟ่อน-ปั่นหุ้น"

นายวรศักดิ์ ทุมนานนท์  อาจารย์คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มติชนรายวัน วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10001

หมายเหตุ - เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม สถาบันภาภัทร-ธุรกิจบัณฑิตย์ร่วมกับหนังสือพิมพ์ BizWeek จัดสัมมนาเรื่อง "งบการเงิน การปั่นหุ้นและการกำกับดูแล" ท่ามกลางการเริ่มเอาจริงเอาจังของตลาดหลัทกรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลัทกรัพย์(ก.ล.ต.) ในการตรวจสอบบริษัทจดทะเบียน ทั้งที่ดำเนินการไปแล้ว และกำลังจะตามมาอีกหลายราย "มติชน" เห็นว่าเนื้อหาการสัมมนาจะเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุน เพื่อรู้เท่าทันกลุ่มที่แสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบ จึงนำสาระสำคัญมานำเสนอ

@ นายวรศักดิ์ ทุมนานนท์

อาจารย์คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การบัญชีในยุคโบราณจะเน้นการทำกำไร จึงให้ความสำคัญกับงบกำไรขาดทุน ส่วนยุคกลางได้หันมาเน้นถึงความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้น จึงหันมาสนใจงบดุล และในยุคใหม่ขึ้นได้คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียอื่นเพิ่มขึ้น เช่น สิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อสังคม และปัจจุบันเป็นยุคก้าวหน้า จะหันมาให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่า โดยจะให้ความสนใจกระแสเงินสดสุทธิต่อเงินทุนและเงินกู้ที่ลงไปในกิจการ

ความมั่งคั่งของกิจการจะขึ้นกับมูลค่าตามราคาตลาด(มาร์เก็ตแค็ป) ซึ่งเกิดจากราคาหุ้นคูณด้วยจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่าย ซึ่งจำนวนหุ้นสามารถเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้โดยผู้บริหาร อย่างเรื่องการซื้อหุ้นคืน กรณีที่ผู้บริหารเห็นว่าราคาหุ้นตกก็จะมารับซื้อ ซึ่งเป็นกรณีปกติ ขณะเดียวกันก็มีกรณีจงใจที่จะทำด้วย

ดังนั้น หากจะเกิดคำถามว่า ทำไมจึงเกิดการปั่นหุ้น ก็คงได้ตำตอบว่าเพราะอยากรวย ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ และหลังจากรวยแล้วก็ต้องมีการรักษาสมบัติ จึงต้องมีอำนาจเพื่อจะช่วยรักษาสมบัติไว้ ป้องกันการแข่งขันจากรายอื่นๆ หรือเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายในการรักษาอำนาจไว้ด้วย ซึ่งในทางบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถลงบัญชีได้

ขณะที่การ "ไซฟ่อน" จะหมายถึงการยักย้ายถ่ายเทผลประโยชน์ของบริษัทไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว โดยอาจจะทำผ่านช่องทางการทำธุรกิจปกติในรูปของการซื้อขายสินค้าและสินทรัพย์ การกู้หรือให้ยืมเงิน การค้ำประกันระหว่างบริษัทจดทะเบียนกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้บริหารหรือกิจการของคนเหล่านี้

การไซฟ่อนเงินกับการปั่นหุ้นบางครั้งก็เกี่ยวโยงกันและบางครั้งก็ไม่เกี่ยวกัน แต่จะมีงบการเงินเป็นเครื่องมือที่จะมีสภาพเอื้อให้ทำ เช่น บริษัทมีเงินสดเหลือจำนวนมากก็จะนำเงินไปซื้ออีกบริษัทหนึ่ง เพื่อไซฟ่อนเงินออกไป ซึ่งบริษัทที่ซื้อมาจะเป็นบริษัทของผู้บริหารหรือผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วเอาเงินออกไปสร้างความร่ำรวยให้กับตัวเอง ซึ่งกฎเกณฑ์ในไทยยังไม่ชัดเจน ขณะที่ผู้ใช้งบการเงินปัจจุบันยังเป็นการดูเพียงกำไรขาดทุน ไม่ได้ดูความเคลื่อนไหวของงบดุล ไม่ได้ดูว่าเงินสดหายไป เหมือนกับการใช้งบการเงินในยุคโบราณ

เงินสดของกิจการไม่เพียงจะถูกใช้ไปเป็นเงินลงทุนเท่านั้น แต่บางครั้งยังซ่อนในค่าความนิยม ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ อาจจะเป็นเงินที่ถูกไซฟ่อนออกไป หรือบางครั้งเงินให้กู้ยืมกับคนที่เกี่ยวโยงกันก็จะถูกซ่อนไว้ในรูปเงินลงทุน ดังนั้น การปั่นหุ้นจึงไม่เหมือนกับการไซฟ่อนเงิน 100% เพราะการปั่นหุ้นบางครั้งอาจไม่ต้องใช้งบการเงิน แต่อาจจะอาศัยช่องทางรายย่อยมาร่วมสร้างความร่ำรวย

ตัวอย่างเช่น บริษัท R เข้าจดทะเบียนในตลาด mai เมื่อปี 2545 มีการทำตัวเลขกำไรในงบการเงิน โดยเป็นการรับรู้รายได้จากการฝากขายสินค้าโดยตรง ทั้งที่รายการยังไม่เกินขึ้น 100% ขณะที่นักวิเคราะห์ต่างก็แนะนำให้ซื้อหุ้นเต็มที่ เพราะขายการ์ดอินเตอร์เน็ต แต่เมื่อนักลงทุนซื้อหุ้นและปิดงบการเงินลง ผู้ถือหุ้นใหญ่ก็เทขายหุ้นออกมา

จากการทำวิจัยพบว่ามีหลายบริษัทที่ก่อนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน ไปซื้อสินทรัพย์บางอย่าง เช่น ที่ดิน และส่วนใหญ่เป็นการซื้อสูงกว่าราคาประเมิน โดยให้เหตุผลว่าเตรียมขยายโรงงาน และในหนังสือชี้ชวนจะระบุเงินที่ได้จากการขายหุ้นว่าจะนำเงินไปชำระคืนเงินกู้ เพื่อประหยัดภาระดอกเบี้ย ซึ่งที่จริงเป็นการลดหนี้ที่ตัวเองก่อไว้ และในภายหลังมีการปรับด้อยค่าของสินทรัพย์นั้นลง ซึ่งที่จริงก็เป็นการปรับลงมาที่ราคาตลาด แต่ในทางบัญชีจะต้องเกิดรายการขาดทุนจากการด้อยค่า จึงไม่ต้องจ่ายเงินปันผล ดังนั้น เจ้าของกิจการจะได้ประโยชน์ทั้งได้เงินจากการขายหุ้น ขณะเดียวกันก็ยังไม่ต้องจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ อีก

นอกจากนั้นบางครั้งยังทำให้ราคาหุ้นตกจากผลประกอบการที่ขาดทุนก็จะเป็นโอกาสที่ผู้บริหารจะเข้าซื้อหุ้นอีกครั้งหนึ่งด้วย และในปีต่อมาราคาที่ดินเพิ่มก็จะสามารถโอนส่วนที่เพิ่มกลับมาเป็นกำไรได้ ราคาหุ้นก็มีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้น ผู้บริหารยังจะได้ประโยชน์จากส่วนต่างราคาหุ้นที่เข้าไปซื้อด้วย

การดูงบการเงินของบริษัทจดทะเบียน นอกจากการเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาแล้ว นักลงทุนยังต้องกลับไปดูงบปีก่อนหน้าที่เคยแจ้งมาแล้วด้วย แล้วจะพบว่างบการเงินไม่เคยเหมือนเดิมเลย เช่น หากดูงบนปี 2548 เทียบกับปี 2547 นักลงทุนก็ควรกลับไปดูงบการเงินเดิมของปี 2547 ช่วงที่แจ้งเปรียบเทียบกับปี 2546 ด้วย ดังนั้น บัญชีอันตรายสำหรับบริษัทจดทะเบียนจะประกอบไปด้วย 4 บัญชี คือ ค่าความนิยม ทั้งที่จริงเป็นเงินทดรองจ่าย หรือเงินให้กู้ยืม บัญชีสินทรัพย์อื่นๆ ที่อยู่ในรูปค่าเช่าระยาว ซึ่งที่จริงอาจจะเป็นเงินให้กู้ยืม บัญชีเงินลงทุนในบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วม เพราะบางครั้งบริษัทพยายามเลี่ยงจากบริษัทย่อยเป็นบริษัทร่วม เพื่อหลีกเลี่ยงการทำงบการเงินรวม และบัญชีเงินให้กู้ยืมกับผู้ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนั้น ขณะนี้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กว่า 30 บริษัท ยังมีการดำเนินการในลักษณะที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทมหาชน มีกิจการอสังหาริมทรัพย์เป็นของตัวเอง โดยที่กิจการในตลาดหลักทรัพย์ทำธุรกิจพวกบันเทิง เสียงเพลง สื่อสาร แล้วผู้ถือหุ้นใหญ่คนดังกล่าวก็ถ่ายเทด้วยวิธีการให้กิจการมหาชนมาเช่าอาคารสำนักงานของกิจการส่วนตัว

ยังมีหนึ่งที่ผู้บริหารเอาประโยชน์ใส่ตัวคือ การจัดสรรหุ้นให้กับกรรมการและพนักงาน(ESOP) เพราะในทางบัญชีการออกในสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ(วอร์แรนท์) หรือการจัดสรรหุ้น(Stock Option) ให้กับกรรมการและพนักงานไม่ต้องลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายจนกว่าจะมีการใช้สิทธิ ดังนั้น ผู้บริหารจะได้ประโยชน์ 2 ต่อ คือ นอกจากจะได้เงินค่าหุ้นเพิ่มแล้ว ยังจะได้เงินปันผลที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นด้วย ขณะที่ผู้ถือหุ้นอื่นๆ จะถูกลดสัดส่วนลงจากจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นด้วย

@ นางภาพรเอกอรรถพร

ผู้อำนวยการ สถาบันภาภัทร

การไซฟ่อนเงินและการปั่นหุ้นถือเป็นการดูดเงินจากบริษัทด้วยกันทั้งคู่ โดยการไซฟ่อนเงินเป็นการดูดเงินจากบริษัทซึ่งก็เป็นเงินจากผู้ถือหุ้น เป็นการดูดเงินทางอ้อมจากนักลงทุนผู้ถือหุ้นหรือเจ้าหนี้ถือว่าอยู่ในวงจำกัด ขณะที่การปั่นหุ้นจะเป็นการปั่นในตลาดหลักทรัพย์แล้วนำเงินออกไป เป็นการดูดเงินโดยตรงจากนักลงทุน ซึ่งกินอาณาเขตกว้างขวางกว่า ขึ้นกับการความสามารถของผู้ปั่นเอง

สำหรับกรณีของบริษัทขายแก๊ส ที่ถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) สั่งให้แก้ไขงบการเงินนั้น มีประเด็นที่น่าสนใจคือ การกำหนดราคาขายสินค้าในกลุ่มเดียวกันนั้น อาจจะมีประเด็นภาษีที่เกี่ยวข้องก็ได้ เพราะการขายสินค้าให้กับริษัทในกลุ่มในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด เพื่อให้บริษัทผู้ซื้อนั้นมีผลดำเนินงานขาดทุนจะได้ไม่ต้องเสียภาษี ขณะที่จากข้อมูลของบริษัทผู้ขายเองพบว่าปีนี้จะเป็นปีสุดท้ายที่จะได้รับสิทธิทางภาษีจากที่ยอดขาดทุนสะสมค้างเดิม ที่ยังใช้สิทธิได้ 5 ปี ดังนั้นก็อาจจะเป็นแนวทางการประหยัดภาษีได้ ดังนั้น จึงต้องให้กลุ่มบริษัทในเครือมีต้นทุนสูงเพื่อประหยัดภาษี ขณะเดียวกันบริษัทแม่จะมีกำไรที่สูง เพื่อใช้สิทธิทางภาษีเป็นปีสุดท้าย

@ นายชาลี จันทนยิ่งยง

ผู้ช่วยเลขาธิการอาวุโส ก.ล.ต.

กลไกการกำกับดูแลจะเริ่มภายในบริษัทที่มีการตรวจสอบภายใน มีคณะกรรมการและกรรมการตรวจสอบ หากบุคคลเหล่านี้ทำหน้าที่ และเมื่อบริษัทมีปัญหาก็คงพบปัญหานั้นก่อน แต่คนต่อมาที่จะพบปัญหาคือ ผู้สอบบัญชี ซึ่งหลายๆ บริษัท ก.ล.ต.จะได้สัญญาณจากผู้ตรวจสอบ แต่ในบางครั้งจะได้เบาะแสจากทั้งพนักงานบริษัท ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ โดยในปีที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้สั่งให้บริษัทจดทะเบียนแก้ไขงบการเงินทั้งหมด 10 บริษัท และในปีนี้ 7 เดือนที่ผ่านมาได้สั่งแก้ไขงบการเงินไปแล้ว 9 บริษัท

การตรวจสอบงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนจะเริ่มจากความคิดเห็นของผู้สอบบัญชีก่อน โดยจะตัดกลุ่มที่ผู้สอบบัญชีรับรองงบการเงินถูกต้องออกไปก่อน หลังจากนั้นจะมาดูความเห็นของผู้สอบบัญชี โดยปี 2547 มีงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 433 บริษัท มีงบการเงินที่ผู้สอบรับรองถูกต้อง 332 บริษัท มีตั้งข้อสังเกต 70 บริษัท ผู้สอบบัญชีแสดงความคิดเห็นแบบมีเงื่อนไข 28 บริษัท และไม่แสดงความเห็นอีก 3 บริษัท ซึ่งรวมทั้งหมด 101 บริษัทที่ ก.ล.ต.จะต้องตรวจสอบงบการเงิน

การไซฟ่อนเงินและการปั่นหุ้นมักจะมาจากงบการเงิน จากรายการระหว่างกัน ดังนั้น ขณะนี้ ก.ล.ต.ติดตามดูรายการที่เกี่ยวโยงกันทุกรายการที่แจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หากเห็นว่ารายใดที่ผิดปกติก็จะเข้ามาดูทันที เพื่อป้องกันไม่ให้รายการนั้นเกิดขึ้น ซึ่งเป็นการคุ้มครองผู้ถือหุ้นทางหนึ่ง และ ก.ล.ต.ยังกระตุ้นให้ผู้ถือหุ้นเข้าประชุมเพื่อรักษาสิทธิของผู้ถือหุ้น เพราะมติผู้ถือหุ้นจะถือเป็นที่สุด

นอกจากนั้น กรณีที่บริษัทที่ ก.ล.ต.กล่าวโทษผู้บริหาร ในฐานะที่เป็นผู้รับผิดขอบในกิจการนั้นๆ แต่ไม่สามารถลงโทษกรรมการได้ เพราะต้องอาศัยเอกสารหลักฐานมา เพราะเป็นคดีอาญา แต่หากผู้ถือหุ้นที่ได้รับความเสียหาย ทั้งจากราคาหุ้นที่ลดลง สามารถรวบรวมกัน ห้องร้องคดีทางแพ่งกรรมการได้

หน้า 20