หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ผ่าธุรกิจกวดวิชาพันล้าน (1) ควักกระเป๋าแม่ 2.5 แสน/คน

สกู๊ปพิเศษ  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 05 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3720 (2920)

ธุรกิจที่มีอนาคตที่สุดในย่านสยามสแควร์ ไม่ใช่ร้านกาแฟของคนดัง หรือร้านขายซีดีเพลงฝรั่ง หรือร้านขายสินค้าเสื้อผ้า เครื่องแต่งตัวแบรนด์ เนมราคาแพง หรือร้านอาหารเฟรนไชส์จากต่างประเทศ หรือสถาบันเสริมความงามของเหล่าดารา

แต่หากเป็นธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา ทุกวันนี้ โรงเรียนกวดวิชาเฉพาะในเขตกทม.มีมากกว่า 356 แห่ง กระจุกตัวอยู่ย่านสยามสแควร์ 38 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นอาคารพาณิชย์ทุบทะลุถึงกัน เพื่อขยายพื้นที่ให้ใหญ่ขึ้น รองรับนักเรียนประมาณ 100 คน คำนวณกันว่าทุกวันเสาร์ อาทิตย์มีเด็กมากวดวิชามากกว่าหมื่นคน

ตัวอย่างโรงเรียนกวดวิชาสัญญา วันเสาร์ อาทิตย์ เปิดคอร์ส 4 รอบต่อวัน รอบละ 500-600 คน แน่นยิ่งกว่าโรงภาพยนตร์

เชื่อหรือไม่ว่าโรงเรียนกวดวิชาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด มีทุกระดับ ตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม ยันระดับมหาวิทยาลัย กล่าวกันว่านาทีนี้มีเพียงไม่กี่ธุรกิจที่มีศักยภาพ พอที่จะจ่ายค่าเช่าห้องบนตึกแถว ขนาด 16x4 เมตรได้ เนื่องจากราคาเช่าต่อเดือนหลังจุฬาฯ ปรับราคาครั้งล่าสุดพุ่งไปถึง 160,000 บาท

ล่าสุดโรงเรียนกวดวิชาแห่ขึ้นไปตั้งบนชั้น 2 โรงภาพยนตร์สยามแน่นขนัด

จากการสำรวจของ "ประชาชาติธุรกิจ" โรงเรียนกวดวิชาชื่อดัง เช่น โรงเรียนกวดวิชาสัญญา (ระดับประถม มุ่งกวดวิชาเข้าโรงเรียน มศว.ปทุมวัน), โรงเรียนกวดวิชาจี เอส ซี (ระดับมัธยม กวดเข้า ร.ร.เตรียมอุดม), บ้านคำนวณครูอรรณพ-ครูโต้ง (ติวเข้มคณิตศาสตร์), เคมีครูอุ๊, davance-ปิง, ครูสมศรี, นีโอ ฟิสิกส์, PEP, O-PLUS, อบาคัส, ครูลิลลี่ ภาษาไทย, เกรด 4

นอกจากย่านสยามสแควร์แล้ว โรงเรียนกวดวิชายังขยายสาขาไปยึดทำเลทอง ย่านเดอะมอลล์ ท่าพระ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน เซ็นทรัล พระราม 2 ซีคอนสแควร์ เซ็นทรัล ลาดพร้าว และฟิวเจอร์ พาร์คฯ เรียกว่ากวาดเก็บลูกค้าทุกมุมเมือง

ส่วนเดอะเบรนด์ และคุมอง เป็นโรงเรียนกวดวิชาที่ขยายสาขาไปยังจังหวัดหัวเมือง รับลูกค้าต่างจังหวัด

การสอบเอนทรานซ์ตุลาคม 2547 ที่ผ่านมา อาจารย์ณัฐพล ศุจิจันทรรัตน์ หรือพี่โอ๋ เจ้าของ โอ-พลัส โฆษณาว่า "คณิตศาสตร์ 4 ข้อที่ยากที่สุด รู้ไหมว่านักเรียน โอ-พลัส คิด 2 บรรทัดจบ"

ค่ากวดวิชาส่วนใหญ่จะคิดเป็นรายวิชา เฉลี่ยวิชาละ 2,500-5,500 บาท เด็กหลายคนลงเรียนเทอมละหลายหมื่นบาท

บันไดดาราของเด็กที่เรียนกวดวิชา อาจเริ่มจากสอบเข้าเรียนชั้นประถม โรงเรียนสาธิตเกษตรฯ แล้วกวดวิชาเข้าเรียนต่อที่ ร.ร.สาธิตปทุมวัน ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้ได้ จากนั้นก็เรียนกวดวิชาเพื่อมุ่งสู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท หรือโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

อีก 3 ปีต่อมา นักเรียนกลุ่มนี้นับร้อยคนจะพาเหรดไปจับจอง 5 คณะท็อปไฟฟ์ ได้แก่ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ (จุฬาฯ) คณะแพทยศาสตร์ (จุฬาฯ-ศิริราช) คณะวิศวกรรมศาสตร์ (จุฬาฯ) คณะทันตกรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ (จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์)

นี่คือเส้นทางของเด็กระดับมันสมองของประเทศ

กล่าวกันว่า เด็กจำนวนนี้นี่เองที่สอบชิงรางวัลวิชาการระดับโลกทางด้านคณิตศาสตร์-ฟิสิกส์- เคมี -ชีววิทยา แต่กว่าที่เด็กกลุ่มนี้จะสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องจ่ายเงินก้อนโตให้แก่โรงเรียนกวดวิชาหลายแสนบาท

จากการสำรวจความเห็นของพ่อแม่ ผู้ปกครอง "ประชาชาติธุรกิจ" พบความคิดเห็นเกี่ยวกับธุรกิจกวดวิชาหลายอย่างที่น่าสนใจ

ผู้ปกครองคนหนึ่งถามว่า โรงเรียนกวดวิชาผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ไม่ต้องมีอาจารย์ในสังกัดครูคอยสอนก็ได้ แค่ส่งเทปมาเปิด เด็กนักเรียนก็นั่งดูเทปกันตาแป๋ว ตั้งใจมากกว่าเรียนในโรงเรียนเสียอีก แถมเก็บค่าเรียนแพงมาก วิชาเดียวเก็บกันเป็นพัน ถ้าเรียนครบทุกวิชาที่เรียนในโรงเรียน ผู้ปกครองอาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลายหมื่นบาท หากนำรายได้ของโรงเรียนกวดวิชาทุกแห่งรวมกันเชื่อว่าหลายร้อยล้านบาท ไม่แน่อาจเป็นพันล้านบาทก็เป็นได้

คำถามของผู้ปกครองก็คือ โรงเรียนมัธยมทำอะไรกันอยู่เด็กนักเรียนถึงต้องออกมาแสวงหาความรู้กันข้างนอก หรือหลักสูตรที่เขียนมาไม่สอดคล้องความต้องการของนักเรียน รัฐบาลควรแก้ไขจุดนี้หรือไม่ ?

แม่อีกคน เปรียบเทียบการเรียนในโรงเรียนกับสถาบันกวดวิชาว่า "กิจกรรมที่โรงเรียนมีเยอะมาก เด็กจะเอาเวลาจากไหนมาอ่านทุกตัวอักษร อีกอย่างการสอนเหมือนการหว่านแห ไม่รู้ว่าตรงไหนควรจำไปใช้ แต่อาจารย์ที่กวดวิชาจะเตรียมตัวในเนื้อหามาอย่างดี

ในขณะที่อาจารย์ที่โรงเรียนหลายคนไม่มีการ เตรียมการสอน 20 ปีที่ผ่านมาสอนอย่างไร มาวันนี้ก็สอนแบบนั้นต่อไป ใครจะทำไม ? เงินเดือนก็ไม่ได้ลดลง (นี่นา) เด็กจะสนใจหรือไม่ ช่างมัน.. เดี๋ยวก็ไปเรียนพิเศษเอง"

ผู้ปกครองอีกคนเสนอว่า "ถ้าการสอนแบบกวดวิชาดี กระทรวงศึกษาฯน่าจะมีการอบรมครูให้ครูทุกคนยึดแนวการสอนแบบกวดวิชาเพื่อสนองความต้องการของนักเรียน จะมาปล่อยให้โรงเรียนกวดวิชา ..กวาดเอาเงินทองของพ่อแม่นักเรียนอยู่ทำไม"

แม่ที่มาเฝ้าคุณลูกเรียนพิเศษเล่าว่า ฤดูร้อนนี้ ค่าเรียนพิเศษทะลุหมื่นบาท ยังไม่รวมค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหารที่ต้องจ่ายแพงกว่าปกติ เชื่อหรือไม่ว่า เมษายนที่ผ่านมา เดือนเดียวมีค่าใช้จ่ายในการเรียนพิเศษของลูกเกิดขึ้นราว 5 หมื่นบาท สำหรับลูก 2 คนกับคุณแม่ที่มานั่งเฝ้าลูกเรียนพิเศษ

ส่วนคนเป็นพ่อเสนอว่า โรงเรียนรัฐบาลน่าจะทำในเชิงธุรกิจมากขึ้นเพื่อจะได้หาครูที่มีความกระตือรือร้นในการสอน เพราะอาชีพครูจริงๆ แล้วคนที่มาเป็นครูทุกคนก็ไม่ใช่ว่าจะที่ชอบอาชีพนี้จริงๆ ส่วนใหญ่ก็เหมือนกับว่ามีอาชีพอะไรทำก็ทำไป แต่ดันมาเป็นครูก็ต้องสอนไป จริงๆ แล้วโรงเรียนก็น่าจะให้งานพิเศษครูน้อยหน่อย

"จริงอยู่ที่เวลาทำงาน 1 วัน เท่ากับ 8 ชั่วโมง ซึ่งครูมีคาบสอนแค่ 3-4 ชั่วโมง แต่เวลาที่เหลือ ก็น่าจะให้ครูพักบ้าง จะได้เอาเวลาเหล่านี้มาพัฒนาการเรียนการสอน ไม่ใช่วันหนึ่งสอน 3 ชั่วโมง อีก 5 ชั่วโมงต้องทำงานอย่างอื่นกลับบ้านก็ไม่อยากทำอะไรแล้ว"

ผู้สื่อข่าว คุยกับผู้ปกครองท่านหนึ่งได้ความว่า ตลอดเวลาที่ส่งลูกไปเรียนกวดวิชาได้จดบันทึกค่าใช้จ่ายไว้ตลอด กว่าลูกจะสอบเอนทรานซ์ได้เบ็ดเสร็จต้องเสียเงินค่าใช้จ่ายในการเรียนพิเศษให้กับลูกไม่ต่ำกว่า 250,000 บาท (ม.4-ม.6)

ปรากฏการณ์สยามสแควร์ฟีเวอร์สะท้อนให้เห็นกระแสนิยมของสังคมอีกด้านหนึ่ง โดยเฉพาะในวันเปิดจองที่นั่งในโรงเรียนกวดวิชาชื่อดัง ธนาคารกรุงไทย กสิกรไทย สยาม จะแน่นถนัดไปด้วยพ่อแม่ผู้ปกครอง ราวกับแย่งกันจองหุ้นราคาพาร์

เรียกว่าต้องไปยืนเกาะรั้วธนาคารตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนที่ธนาคารจะเปิด เพราะหากช้าไปเพียงวินาทีเดียว ลูกอาจจะพลาดโอกาสทองได้ เพราะที่นั่งในโรงเรียนกวดวิชาจะรันตามเงิน ที่ไหลผ่านมาทางธนาคาร หากเต็มก็คือเต็มต้องรอรอบใหม่อีก 2 เดือน 3 เดือนข้างหน้า

ยิ่งวิชาคณิตศาสตร์บ้านคำนวณของครูอรรณพ และครูโต้ง พ่อแม่ต้องไปรอคิวตั้งแต่ช่วงกลางดึกเพื่อที่จะสมัครเรียนในตอนเช้า เป็นภาระที่หนักมากสำหรับผู้ปกครอง แต่ทุกคนก็พร้อมที่จะจ่าย ถึงแม้ว่าค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อคอร์ส อาจจะไม่สูงมากตัวเลขอยู่ที่ 3,000-4,000 บาท แต่เด็กคนหนึ่งต้องเรียนกวดวิชาไม่ต่ำกว่า 2 วิชาใน 1 สัปดาห์ และต้องเรียนอย่างต่อเนื่องตลอด เรียกว่ากว่าจะถึงฝั่งฝันผู้ปกครองก็หืดขึ้นคอไปตามๆ กัน

(โปรดติดตามตอนหน้า เจาะสาเหตุทำไมโรงเรียนกวดวิชาจึงเป็นธุรกิจที่มีอนาคต และตามไปฟังความเห็นของนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.กระทรวงศึกษาธิการ ถึงมุมมองและแนวคิดที่มีต่อโรงเรียนกวดวิชา)

หน้า 7


ผ่าธุรกิจกวดวิชาพันล้าน (2) "ครูอ๋อย" ชี้ทางออกแบบ "Win-Win"

สกู๊ปพิเศษ  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 08 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3721 (2921)

สกู๊ปพิเศษผ่าธุรกิจกวดวิชาพันล้านฉบับที่แล้ว "ประชาชาติธุรกิจ" พาท่านผู้อ่านไปพบกับธุรกิจที่มีอนาคตที่สุดกลางสยามสแควร์ บนพื้นที่เช่าที่แพงระยับ แต่โรงเรียนกวดวิชาการเกือบ 40 แห่งก็เบ่งบานเติบโตโดยมีลูกค้าตั้งแต่เด็กประถมยันนักศึกษามหาวิทยาลัย

ค่าสมัครเรียนมีตั้งแต่ 2,500-5,500 บาท บางโรงเรียนเปิดให้จองล่วงหน้าเป็นเทอม โดยพ่อแม่จะต้องไปเข้าคิวรอตั้งแต่ตี 5 หากช้าลูกหลานอาจหมดสิทธิ์เรียน เพราะเก้าอี้เต็มทุกที่นั่ง

แม่บางคนยอมรับว่า กว่าลูกจะเรียนกวดวิชาจาก ม.4-ม.6 เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย นับเม็ดเงินที่จ่ายแล้วไม่ต่ำกว่า 250,000 บาทต่อคน แต่ยังไม่นับรวมค่าเดินทางและค่าอาหารที่ทั้งเด็กและผู้ปกครองต้องควักกระเป๋าจ่ายระหว่างชั่วโมงเรียน

เชื่อหรือไม่ว่า โรงเรียนกวดวิชา เดอะติวเตอร์ แตกสาขาออกไป 8 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ขณะที่ โอ-พลัส ของอาจารย์ณัฐพล ศุจิจันทรรัตน์ หรือพี่โอ๋ แตกสาขาจากสยามสแควร์ ซอย 1 ไปสาขาบางกะปิ ทั้งๆ ที่พี่โอ๋สอนอยู่คนเดียว

หรือ จี เอส ซี เปิดสองสาขากลางสยามสแควร์ สาขาแรกคือ ซอย 8 สาขาสองคือ โรงหนังสยาม

เด็กๆ ที่เรียนกวดวิชามักติดอาจารย์ผู้สอนพิเศษ จากเหตุผล 3-4 ประการ

หนึ่ง คือ อาจารย์สอนกวดวิชามีเทคนิคการสอนที่ดีมาก สอนหลักการจำสูตรที่ใช้ได้จริง ไม่มีความเสี่ยงในการใช้สูตรแบบคิดลัด

สอง คือ สอนวิธีการแก้โจทย์ยากๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่าย มีโจทย์หลากหลายระดับอินเตอร์มาให้ฝึกทำมากมาย

สาม คือ เรียนแล้วสนุกเพลิดเพลิน ติดตลก เป็นกันเองกับนักเรียน ไม่น่าเบื่อ

สี่ คือ เด็กที่เรียนแล้วได้คะแนนในชั้นเรียนดีขึ้น และเด็กที่เรียนกวดวิชาสามารถสอบติดมหาวิทยาลัยในคณะยอดฮิตได้ เช่น คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี คณะเศรษฐศาสตร์

นอกจากนี้ จุดขายที่สำคัญก็คือ เด็กที่กวดวิชาหลายคน คือเด็กที่กวาดเหรียญทอง เหรียญเงิน โอลิมปิก ทั้งคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ หรือได้รับรางวัลจากสมาคมคณิตศาสตร์ฯ

เด็กต่างจังหวัดจำนวนมากเดินทางเข้ามาเรียนพิเศษถึงสยามสแควร์ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ บางคนมาไกลถึงเชียงใหม่ ระยอง จันทบุรี นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์ จากการพูดคุยพบว่าพ่อแม่ที่ร่ำรวยมักจะมาส่ง และระหว่างรอลูกก็เดินช็อปปิ้ง หรืออีกรูปแบบที่นิยมกันมากของเด็กต่างจังหวัดคือ จะรวมกันเป็นกลุ่มเช่ารถตู้เข้ามาเรียน

อะไรทำให้อาจารย์สอนกวดวิชาดึงดูดนักเรียนนับพันนับหมื่นมาเรียนกวดวิชาในอัตราค่าสมัครที่แสนแพง

คำตอบที่ได้จากการสำรวจก็คือ อาจารย์ผู้สอนหลายคนเป็นอาจารย์ที่สอนอยู่ในโรงเรียนมีชื่อเสียงอยู่แล้ว เช่น อาจารย์จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนสาธิต มศว. ปทุมวัน หรือประสานมิตร หรือโรงเรียนสวนกุหลาบ ซึ่งเป็นมหาอำนาจทางคณิตศาสตร์

แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ บรรดาอาจารย์หนุ่มสาวที่สอนในโรงเรียนกวดวิชาหลายคนสำเร็จวิทยาศาสตรบัญฑิตจากจุฬาฯ หลายคนเป็นนิสิตที่มารับจ็อบสอนพิเศษ อาจารย์วัย 20 ต้นๆ จบจากปริญญาโทจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ หรือบางคนจบแพทยศาสตรบัณฑิต แต่มาสอนพิเศษ เพราะเป็นอาจารย์สอนกวดวิชาเมกมันนี่ได้มากกว่าเป็นหมอ 30 บาทรักษาทุกโรค

ยิ่งกว่านั้น อาจารย์หลายคนใช้ "เหรียญทองโอลิมปิก" เป็นจุดโฆษณาในการขาย ยิ่งกวาดรางวัลได้มามากเท่าไร ยิ่งดังระเบิด

ผู้สื่อข่าวไปสังเกตการเรียนการสอนโรงเรียนเดอะติวเตอร์ พบว่าบรรยากาศการเรียนเหมือนดูตลก "โน้ต-อุดม แต้พานิช" เพราะจะมีเสียงหัวเราะของเด็กๆ ทุก 2 นาที บางครั้งครูจะสอนไป กระโดดไป เรียกเสียงฮาได้ตลอดชั่วโมง ถ้าสอนในห้องไม่เต็มอิ่ม ยังสามารถซื้อซีดี "พี่หาญ เทอร์โบ" ไปเปิดดูที่บ้านได้อีกต่างหาก

นักเรียนวัย 12 ปีคนหนึ่งบอกว่า ครูในโรงเรียนสอนน่าเบื่อ ยิ่งเรียนยิ่งโง่ ยิ่งเรียนยิ่งเครียด และครูในโรงเรียนมักสอนแบบกั๊ก ขยักเอามาสอนพิเศษข้างนอกโรงเรียน ทำให้เด็กเซ็งโคตรๆ ต่างจากอาจารย์สอนกวดวิชาที่สอนสนุกสนาน และใช้ภาษาเด็กแนว

"ครูในโรงเรียนถ้าไม่โคตรแก่ ก็โคตรเก่า" นี่คือบทสรุปของเด็กยุคใหม่

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามเด็กและพ่อแม่ผู้ปกครอง พบว่าเด็กที่ประสบความสำเร็จในการเรียนกวดวิชาคือ กลุ่มเด็กเรียนปานกลางถึงเด็กเก่ง และเด็กเก่งมาก ทั้งนี้หลักและเทคนิคเรียนโรงเรียนกวดวิชาก็คือ ในชั่วโมงเรียน ครูผู้สอนจะให้เทคนิคการแก้โจทย์ และมอบโจทย์ให้เด็กไปฝึกทำที่บ้าน ใครที่ทำโจทย์มากย่อมได้เปรียบ

ส่วนเด็กที่หัวปานกลางถึงหัวไม่ดี การเรียนกวดวิชาแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะเด็กตามไม่ทันกับเทคนิคใหม่ๆ ที่อาจารย์กวดวิชาสอน ยิ่งเรียนยิ่งเสียเงิน แต่ไม่ได้ทำให้เด็กเก่งขึ้น เช่น เด็กที่เรียนกับครูอรรณพ (บ้านคำนวณ) จะต้องเก่งและหัวไว ไม่เช่นนั้นจะแก้โจทย์คณิตศาสตร์ที่ยากๆ ไม่ทัน

ล่าสุด "ประชาชาติธุรกิจ" ถาม "จาตุรนต์ ฉายแสง" รมว.กระทรวงศึกษาธิการ หรือครูอ๋อยว่า มองเรื่องนี้อย่างไร

ครูอ๋อยมองโลกเชิงบวกว่า ทางออกควรเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาฯกับโรงเรียนกวดวิชา โดยกระทรวงศึกษาฯอาจเจรจาซื้อลิขสิทธิ์การเรียนการสอนในโรงเรียนกวดวิชา แล้วนำไปเผยแพร่ผ่านช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบแผ่นซีดี หรืออินเทอร์เน็ต เพื่อให้เด็กที่ไม่มีโอกาสได้เข้าถึงโรงเรียนกวดวิชา วิธีนี้จะยกระดับการศึกษาของเด็กไทย ให้เอกชนเข้ามาช่วยจัดการด้านการศึกษา อย่างไรก็ตามวิธีนี้ก็อาจถูกวิจารณ์ว่าเป็นการอุดหนุนเอกชนที่มีกำไรดีอยู่แล้ว

"ผมอยากหาทางออกที่ดีกับทุกฝ่าย ทำให้ธุรกิจกวดวิชาอยู่ได้ อย่าไปบีบให้เขาตาย เพราะโรงเรียนเหล่านี้มีส่วนช่วยในการสร้างคน ถ้าเราอุดหนุนเขามากอีกหน่อย เขาก็จะลงมาจัดการศึกษาให้เรา เพราะโรงเรียนกวดวิชาพวกนี้จะมีคนประเภทลูกเจ้าของโรงเรียน ลูกครูใหญ่ อยากจะมีอาชีพแบบพ่อแม่ รักการศึกษา สนใจเด็ก คนเหล่านี้ยังมี และมีทรัพยากรที่ดีอยู่แล้ว"

วิธีคิดแบบ "win-win" ของครูอ๋อยน่าสนใจ แต่ปัญหาคือ ค่าลิขสิทธิ์ จะคิดคำนวณกันอย่างไร และครูอ๋อยจะเลือกซื้อหลักสูตรจากครูคนไหน ? เพราะวันนี้ถือได้ว่าเป็นธุรกิจกวดวิชา อาจกลายเป็นกระแสหลักของการศึกษาไทยไปแล้ว

ผู้ปกครองคนหนึ่งวิจารณ์แนวคิดของรัฐมนตรีผ่าน "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า แนวคิดของครูอ๋อยที่จะซื้อลิขสิทธิ์การเรียนการสอน ในโรงเรียนกวดวิชา ทุกคนขอปรบมือให้ แต่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างเม็ดเงินในการเจรจาซื้อลิขสิทธิ์โรงเรียนกวดวิชา กับงบประมาณที่จะไปยกระดับครูอาจารย์ในโรงเรียนให้มีคุณภาพเทียบเท่าโรงเรียนกวดวิชาว่า อย่างไหนจะมากกว่ากัน และยั่งยืนกว่ากัน

หน้า 9


ผ่าธุรกิจกวดวิชาพันล้าน (3) โตปีละกว่า 100 เปอร์เซ็นต์

สกู๊ปพิเศษ  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3722 (2922)

ทันทีที่ "ณภัทร รุจีรไพบูลย์" นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ได้รับรางวัลเหรียญทองแดงคณิตศาสตร์โอลิมปิก และเหรียญเงินคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับเอเชียและแปซิฟิก ปี 2548 ชื่อเสียงของ "โอ-พลัส" โรงเรียนกวดวิชาเล็กๆ ที่ฝังตัวอยู่ย่านสะพานควายก็ดังเป็นพลุแตก ถูกกล่าวขวัญจากกลุ่มนักเรียนนักศึกษาอย่างกว้างขวางว่าเป็นที่ 1 ด้านคณิตศาสตร์ตัวจริง

และนั่นคือความภาคภูมิใจของ "ณัฐพล ศุจิจันทรรัตน์" หรือพี่โอ๋ของน้องๆ อาจารย์หนึ่งเดียวในโรงเรียนกวดวิชาโอ-พลัส ที่ผันตัวเองจากวิศวกรหนุ่มมาเป็นเจ้าของโรงเรียนกวดวิชาโอ-พลัส

"ณัฐพล ศุจิจันทรรัตน์" ให้สัมภาษณ์ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในช่วง 2 ปีแรกที่เปิดโรงเรียนกวดวิชาโอ-พลัสย่านสะพานควาย น้องๆ รู้จักน้อยมาก เป็นโรงเรียนเล็กๆ ไม่มีชื่อเสียง ค่าสอนที่ได้รับจึงหมดไปกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ทั้งค่าเช่า ค่าพนักงาน ค่าโบรชัวร์ พอเข้าป ที่ 2 น้องๆ เริ่มบอกต่อ มีเด็กเข้ามามากขึ้นแต่รายได้ก็ยังไม่มาก

จากนั้นในปี 2546 เริ่มขยายพื้นที่เปิดสาขา 2 ย่านบางกะปิ คราวนี้ชื่อของโอ-พลัสเริ่มเป็นที่รู้จักของน้องๆ มากขึ้น

ต่อมาในปี 2547 พี่โอ๋จึงเลือกยุบสาขาสะพานควายมาเปิดที่สยามสแควร์ ปรากฏว่ากระแสตอบรับดีมาก จนต้องมีการขยายห้องเรียนเพิ่ม เรียกว่ามีอัตราการเติบโตกว่า 100% ต่อปี

เจ้าของโอ-พลัสบอกต่อไปว่า การที่สยาม สแควร์กลายเป็นแหล่งโรงเรียนกวดวิชาที่ได้รับความนิยมจากนักเรียน นักศึกษา ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะมีโรงเรียนกวดวิชาที่มีชื่อเสียงมาตั้งอยู่บริเวณนี้หลายแห่ง น้องๆ ไม่ต้องเดินทางไกล เสร็จจากโรงเรียนนี้ก็สามารถไปต่ออีกโรงเรียนหนึ่งได้ แต่หากถามว่าการเรียนกวดวิชา เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักเรียนยุคใหม่หรือไม่ อาจจะไม่จำเป็นเสมอไป เพราะเด็กมัธยมหลายคนไม่ได้เรียนกวดวิชา ก็สามารถสอบเอนทรานซ์ติด แต่ผู้ปกครองบางคนอาจจะกังวล เกรงว่าลูกๆ จะได้รับความรู้ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะหลักสูตรการศึกษาในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นของสถาบันการศึกษา บางโรงเรียนสอนมาก บางโรงเรียนสอนน้อย ความเข้มข้นไม่เท่ากัน ในขณะที่ข้อสอบที่ใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่มีความชัดเจนว่าจะออกยากง่ายอย่างไร น้องๆ หลายคนจึงนิยมไปเรียนกวดวิชา เพื่อให้รู้ว่ามาตรฐานหรือขอบข่ายเนื้อหาจริงๆ แล้วมีแค่ไหน รวมทั้งได้เรียนรู้เทคนิควิธีในการคิดคำนวณที่เร็วมากขึ้น ซึ่งจะทำให้น้องๆ สามารถอ่านหนังสือได้เร็วขึ้น เพราะมีคนมาสรุปให้ฟัง การจะทบทวนเนื้อหาก็จะง่ายขึ้น เพราะอาจารย์ผู้สอนที่คลุกคลีอยู่กับข้อสอบจะรู้ว่าตรงไหนสำคัญ ตรงไหนที่น้องๆ ต้องเน้น ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นน้องๆ ก็ต้องเพิ่มเติมความรู้ด้วยตัวเองด้วย เพราะโดยส่วนตัวแล้วกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ได้จากการอ่านหนังสือด้วยตัวเอง ด้วยเหตุนี้จึงย้ำกับน้องๆ เสมอว่าต้องกลับไปทบทวนบทเรียนด้วย

ที่โอ-พลัสจะเปิด 2 ระดับ ม.ปลายจะสอนเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ ส่วน ม.ต้นจะสอนทั้ง วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เพราะทั้ง 2 วิชานี้เกี่ยวเนื่องกันอยู่ หากสอนควบคู่กันไปจะยิ่งทำให้น้องๆ มีความรู้ที่แน่นมากขึ้น

การสอนจะมี 2 รูปแบบเหมือนกับโรงเรียนกวดวิชาที่มีชื่อเสียงทั่วๆ ไปคือ สอนสดและสอนด้วยวีดีโอ ในคอร์สที่เปิดสอนสดจะมีผู้สนใจเรียนมาก น้องๆ อาจจะต้องจองที่นั่งล่วงหน้าเป็นสัปดาห์ และมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าคอร์สวีดีโอประมาณ 200-500 บาท แต่ไม่ว่านักเรียนจะลงเรียนคอร์สสดหรือวิดีโอทุกคนมีโอกาสซักถามอาจารย์โอ๋ได้ตลอด ทั้งทางอีเมล์ อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ หรือจะเขียนจดหมายผ่านพี่ๆ ประชาสัมพันธ์มาถามได้ เพราะตรงนี้ถือว่าเป็นจุดขายของโอ-พลัส คือเปิดโอกาสให้น้องๆ ได้สอบถามได้เต็มที่ตลอดเวลา

พี่โอ๋บอกต่อไปว่า แม้ว่าวันนี้โอ-พลัสจะมีกระแสตอบรับที่ดี แต่ด้วยความที่เป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง การพัฒนาหลักสูตรจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่โอ-พลัสได้มีการปรับปรุงเนื้อหาของหลักสูตรใหม่ทุกปี โดยเฉพาะในปีนี้ที่รัฐบาลจะนำระบบเอนทรานซ์รูปแบบใหม่มาใช้ โรงเรียนกวดวิชาทุกแห่งจึงต้องจับตามองว่าทิศทางจะเป็นอย่างไร แล้วต้องปรับตัวเองให้ทัน เพราะมิเช่นนั้นก็จะไม่สามารถสนองตอบต่อความต้องการของน้องๆ ได้

หน้า 8