หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
คดีแม่อาย : คดีปกครองประวัติศาสตร์

มองมุมใหม่ :ชำนาญ จันทร์เรือง  กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2548

ทันทีที่เสร็จสิ้นการอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดของตุลาการศาลปกครองเชียงใหม่ในวันที่ 8 ก.ย.2548 น้ำตาแห่งความปลื้มปีติของผู้คนไม่ว่าจะเป็นผู้ฟ้องคดี หรือผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์วันพิพากษาคดีประวัติศาสตร์ในวันนั้นต่างก็โผกอดกันร่ำไห้ด้วยความยินดี ที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศอำเภอแม่อายที่ให้จำหน่ายรายชื่อและรายการบุคคลรวม 1,243 คน ทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากประกาศดังกล่าวกลับสู่สภาพเดิม

และที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่พบเห็นในวันนั้น ก็คือ การที่ผู้คนกว่า 500 คนพากันประณมมือไหว้บริเวณหน้าที่ทำการศาลปกครองเชียงใหม่และกล่าวคำว่า "ขอบคุณศาลปกครอง" อย่างพร้อมเพรียง ซึ่งเรื่องราวความเป็นมาเป็นไปที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร

เรื่องก็มีอยู่ว่า ชาวแม่อายจำนวนหนึ่งเดิมเคยมีสัญชาติไทยและเคยมีบัตรประจำตัวประชาชน แต่ได้ย้ายไปทำกินในที่แห่งอื่น เมื่อกลับมาอยู่ภูมิลำเนาเดิมและได้มาขอทำบัตรประจำตัวประชาชนที่อำเภอแม่อาย แต่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่อ้างว่า กรณีที่เกิดไฟไหม้เสียหายจึงไม่มีข้อมูลจัดทำทะเบียนบ้านหรือบัตรประจำตัวประชาชนได้

ประกอบกับในช่วงปี 2520 ทางราชการกวดขันเกี่ยวกับหลักฐานทะเบียนราษฎร โดยได้ออกประกาศว่าหากครอบครัวใดไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร จะต้องถูกผลักดันออกจากราชอาณาจักร

ชาวแม่อายเกรงจะถูกผลักดันออกนอกราชอาณาจักร จึงต้องไปจัดทำประวัติเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย ทำให้สถานะของกลุ่มชาวแม่อายเปลี่ยนไป กลายเป็นกลุ่มบุคคลผู้มีรายการบุคคลอยู่ในทะเบียนบ้านสำหรับบุคคลที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่อยู่ในลักษณะชั่วคราวหรือเข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง (ทร.13) โดยมีสถานะเป็นชนกลุ่มน้อยในไทย ซึ่งกรมการปกครองได้จัดทำทะเบียนประวัติแยกเป็นกลุ่มไว้

ต่อมาในช่วงปี 2541-2544 ชาวแม่อายแต่ละรายหรือรวมกันเป็นกลุ่มได้ทยอยยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนอำเภอแม่อาย เพื่อขอแก้ไขสัญชาติให้เป็นสัญชาติไทยและบางส่วนได้ยื่นคำร้องเพื่อขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน (ทร.14)

นายอำเภอแม่อายในขณะนั้นพิจารณาแล้ว จึงได้มีคำสั่งอนุมัติให้เพิ่มชื่อให้กลุ่มชาวแม่อายดังกล่าวในทะเบียนบ้าน (ทร.14) ต่อมากระทรวงมหาดไทยได้รับการร้องเรียนเป็นหนังสือในนามชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอแม่อาย ว่ามีการกระทำร่วมกันทุจริตโดยเจ้าหน้าที่และราษฎรในอำเภอแม่อายทำบัตรประจำตัวประชาชนและแก้ไขสัญชาติโดยมิชอบ กรมการปกครองจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีตามข้อร้องเรียน พบว่าบางคำร้องมีรายการไม่ถูกต้อง เนื่องจากมีประวัติเป็นชนกลุ่มน้อยและมิได้มีสัญชาติไทย อธิบดีกรมการปกครองจึงสั่งการให้นายอำเภอแม่อายดำเนินการจำหน่ายรายการที่ไม่ถูกต้องออกจากทะเบียนบ้าน (ทร.14) จำนวน 1,243 คน

นายอำเภอแม่อายได้ออกประกาศลงวันที่ 5 ก.พ.2545 เรื่องจำหน่าย ยกเลิกเพิกถอนรายการบุคคล กรณีการขอแก้ไขสัญชาติไทยและเพิ่มชื่อลงในทะเบียนบ้าน (ทร.14) ในอำเภอแม่อาย ชาวแม่อาย 866 คนจึงนำคดีไปฟ้องศาลปกครองเชียงใหม่ ซึ่งศาลปกครองเชียงใหม่พิพากษาว่า ประกาศอำเภอแม่อายนั้น เป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากก่อนออกคำสั่ง ไม่แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีได้โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

ศาลปกครองพิพากษาให้เพิกถอนประกาศอำเภอแม่อาย ลงวันที่ 5 ก.พ.2545 เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับผู้ฟ้องคดีทั้ง 840 คนที่เหลือจากที่ศาลได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีไปแล้วบางส่วน จากเดิม 866 คน เพราะบางส่วนได้รับการอนุมัติให้เพิ่มชื่อ กลับเข้าทะเบียนบ้าน (ทร.14) ไปแล้ว และบางส่วนก็ถอนฟ้องไปเสียก่อนที่ศาลปกครองเชียงใหม่จะมีคำพิพากษา

คู่กรณีทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด โดยนายอำเภอแม่อายอุทธรณ์ว่า การจำหน่ายบุคคลออกจากทะเบียนบ้าน (ท.ร.14) ตามประกาศได้ดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ฟ้องคดีก็อุทธรณ์ว่าที่ศาลปกครองชั้นต้น พิพากษาเพิกถอนเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ฟ้องคดีทั้ง 840 คน โดยมิได้เพิกถอนประกาศทั้งฉบับ ทำให้ที่เหลืออีก 403 คน ไม่ได้รับผลของคำพิพากษานี้

ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า ประกาศของนายอำเภอแม่อายเป็นการออกคำสั่งทางปกครองคำสั่งใหม่ โดยเกิดจากดุลยพินิจของนายอำเภอแม่อายเอง มิได้เกิดจากคำขอโดยเจตนาของผู้ฟ้องคดีทั้งหมดแต่อย่างใด นายอำเภอแม่อายจึงควรต้องแจ้งข้อเท็จจริงให้ผู้ได้รับผลกระทบทุกคนได้ทราบก่อนที่จะออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

เมื่อนายอำเภอแม่อายมิได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนอันถือเป็นสาระสำคัญของการออกคำสั่งทางปกครอง ประกาศของนายอำเภอแม่อายจึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อประกาศของนายอำเภอแม่อายเป็นคำสั่งทางปกครองที่มิชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงมีผลให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าวรวม 1,243 คน กลับคืนสู่สถานะเช่นเดิมตามสถานะที่นายอำเภอแม่อายได้เคยมีคำสั่งอนุมัติไว้ทั้งหมด

ที่ศาลปกครองชั้นต้นจึงได้พิพากษาให้เพิกถอนประกาศนั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย แต่ไม่เห็นพ้องด้วยที่จะให้คำพิพากษามีผลเฉพาะผู้ฟ้องคดีเพียง 840 คนเท่านั้น จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้เพิกถอนประกาศของนายอำเภอแม่อายทั้งฉบับ และให้มีผลต่อผู้ถูกกระทบจากประกาศทุกคน

การที่นำคดีแม่อายมาเล่าให้สู่กันฟังนี้ มิได้มุ่งหวังที่จะชี้ว่าใครเป็นผู้แพ้ใครเป็นผู้ชนะหรือใครเป็นผู้ร้ายใครเป็นพระเอก แต่มุ่งหวังที่จะยกให้เห็นเป็นอุทาหรณ์ว่า การที่หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะออกคำสั่งทางปกครอง ไปกระทบสิทธิของประชาชนแล้ว จะต้องเปิดโอกาสให้เขาทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสได้โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตน หาไม่แล้วก็จะมีผลดังเช่นคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ที่ได้นำมาเล่าให้ฟังนี้ ครับ


3 ปีการเสียสัญชาติไทยคนแม่อาย 3 ปีแห่งการเรียนรู้ของสังคมไทย

บทความ  โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร โครงการเด็กไร้รัฐ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3725 (2925)

ปรากฏการณ์หนึ่งที่คนสนใจกันมากก็คือ กรณีเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2545 ที่อำเภอแม่อายประกาศถอนชื่อคนแม่อาย 1,243 คนออกจากทะเบียนราษฎร มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้คนทั้งโลกหันมาสนใจ แม้การต่อสู้ของชาวบ้านกลุ่มนี้จะใช้เวลาถึง 3 ปี ขอให้สังเกตว่า 3 ปีแห่งการเสียสิทธิในสัญชาติไทยของชาวบ้านแม่อายกลุ่มนี้ก็คือ 3 ปีแห่งการเรียนรู้ของสังคมไทยในเรื่องของการจัดการประชากรโดยสัญชาติ มีหลายบทเรียนที่ควรสรุปกัน และมีหลายข้อเสนอแนะที่ควรจะรับมาเรียนรู้และใช้ประโยชน์

บทเรียนประการแรกที่สังคมไทยเรียนรู้ก็คือ ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการประกาศถอนชื่อบุคคลสัญชาติไทยโดยกรมการปกครอง และอาจไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกถอนชื่อ ได้มีโอกาสโต้แย้งก่อนที่จะมีการเอาชื่อออกจากฐานข้อมูล ประชากรสัญชาติไทยในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ไม่เฉพาะในเขตอำเภอแม่อาย

ดังนั้นชัยชนะของชาวแม่อายที่ได้รับในวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2548 จึงไม่น่าจะเป็นชัยชนะของเพียง 1,243 คนที่แม่อาย ผลของคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ยืนยันว่าเป็น การกระทำทางปกครองที่มิชอบด้วยกฎหมายหากอำเภอ หรือหน่วยงานที่ดูแลฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรอื่นที่จะประกาศถอนชื่อคนสัญชาติไทย โดยไม่เปิดโอกาสให้บุคคลนั้นได้โต้แย้งแสดงเหตุผลก่อน จึงน่าจะเป็นแนวทางที่จะขยายผลไปสู่กรณีอื่นนอกพื้นที่แม่อาย

แต่ปัญหาต่อมาก็คือ คนอื่นๆ ที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกับคนแม่อายจะทราบถึงและเข้าใจ "ข่าวดี" จากศาลปกครองสูงสุดหรือไม่ ? และนอกจากนั้นเพื่อป้องกันปัญหาดังเช่นกรณีแม่อาย กรมการปกครองควรจะเผยแพร่หลักกฎหมาย ที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลปกครองนี้ ไปยังทุกอำเภอ และหน่วยงานที่มีอำนาจ และหน้าที่เกี่ยวกับฐานข้อมูลประชากรในทะเบียนราษฎรของประเทศไทย และดำเนินการเอาชื่อกลับเข้าสู่ทะเบียนราษฎรก่อนโดยไม่จำเป็นต้องฟ้องเป็นคดีในศาลปกครองอีกครั้ง

บทเรียนบทที่ 2 ก็คือ หากอำเภอมีความสงสัยว่าคนสัญชาติไทยคนใดได้สัญชาติไทยมาโดยไม่ถูกต้อง หากมีการฟ้องอำเภอและกรมการปกครอง ต่อศาลปกครองและกระบวนการในศาลยังไม่ถึงที่สุด การเพิกถอนสิทธิในสัญชาติไทยของชาวบ้านผู้ฟ้องคดีก็ไม่ควรจะทำ เพราะหากยังมีการฟ้องคดีก็หมายความว่า ผู้ฟ้องคดียังมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยอยู่ จนกว่าศาลจะฟังว่าชาวบ้านผู้ฟ้องคดีไม่มีสัญชาติไทย เมื่อเราพิจารณาจากคดีแม่อายเราจะเห็นว่าชาวแม่อายถูกปฏิบัติเสมือนเป็นคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย แม้ศาลยังมิได้ชี้ว่าชาวบ้านเป็นคนต่างด้าว

จะเห็นว่าชาวแม่อายหลายครอบครัวประสบโศกนาฏกรรมหลายลักษณะ อาทิ ถูกปลดจากราชการ ถูกบอกเลิกสัญญากู้เงินจาก ธ.ก.ส. ถูกปฏิเสธสิทธิในกองทุนประกันสังคม ถูกปฏิเสธสิทธิในการเรียน ร.ด. ถูกปฏิเสธสิทธิในการเดินทางออกไปศึกษาต่อนอกเขตแม่อาย และถูกจับเมื่อฝ่าฝืนเดินทางออกไป ถูกปฏิเสธสิทธิในกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ของบุพการี ถูกปฏิเสธสิทธิที่จะเดินไปต่างประเทศ เพื่อแข่งขันกีฬาโอลิมปิกคนพิการ แม้ได้รับการคัดเลือกตัวนักกีฬาแล้ว ฯลฯ

ยังไม่รวมถึงกำลังเงิน กำลังกาย และกำลังใจที่เสียไปในระหว่าง 3 ปีแห่งการต่อสู้ หลายคนในหลายครอบครัวเสียชีวิตลงด้วยโรคภัยไข้เจ็บที่เรียกภาษาชาวบ้านง่ายๆ ว่า "ตรอมใจตาย" ปรากฏมีความเสียหายทั้งทางวัตถุและจิตใจเกิดขึ้นกับทุกครอบครัว ไม่มากก็น้อย การเยียวยาความเสียหายก็ทำได้ตามกฎหมาย แต่คงไม่ง่าย และคงเป็นไปไม่ได้ในหลายเรื่อง

บทเรียนบทที่ 2 นี้เป็นสิ่งที่ใคร่ฝากศาลปกครองว่าควรจะเห็นชอบต่อคำขอของผู้ถูกถอนชื่อ ที่จะให้อำเภอทุเลาการบังคับ ตามประกาศของอำเภอเรื่องถอนสถานะบุคคลตามกฎหมายไทย ซึ่งอาจจะเป็นกรณีโต้แย้งเรื่องความเป็นคนสัญชาติไทย หรือความเป็นคนต่างด้าวที่มีสิทธิเข้าเมืองไทย หรือความเป็นคนต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัย ในเรื่องของชาวแม่อายนั้นหากศาลปกครองยอมรับ ให้มีการทุเลาการบังคับของประกาศ อำเภอแม่อายเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2545 ปัญหาความเสียหายของชาวบ้านก็คงลดจำนวนและขนาดลงมาก

บทเรียนบทที่ 3 ก็คือ บทเรียนที่สังคมไทยได้เรียนรู้ว่าปัญหาคนไร้สัญชาติอาจเกิดขึ้นจากการถอนชื่อคนสัญชาติไทย ออกจากทะเบียนราษฎร และไม่มีการระงับการบังคับใช้ประกาศอันเป็นวัตถุแห่งข้อพิพาทแม้มีการฟ้องคดีต่อศาลปกครองแล้ว ทั้งนี้เพราะการไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎรและไม่อาจใช้บัตรประชาชน จะมีผลทำให้ผู้ถูกถอนชื่อเสียสิทธิ ในการใช้สัญชาติไทยหลายประการ อันเป็นสาระสำคัญซึ่งมีผลต่อมาเสมือนหนึ่งว่าชาวบ้านเหล่านี้เสียสัญชาติไทย (แม้จะยังไม่มีการประกาศถอนสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ และ สำหรับชาวบ้านบางคนที่มีสัญชาติไทย โดยหลักสืบสายโลหิต การถอนสัญชาติไทยทำมิได้เลยภายใต้กฎหมายนี้) และเมื่อพวกเขาไม่มีสัญชาติของรัฐอื่นใดอีกด้วย พวกเขาจึงตกอยู่ในสถานะของ "คนไร้สัญชาติ" โดยการกระทำของรัฐไทยผู้เป็นเจ้า ของตัวบุคคลของพวกเขาเอง (personal state)

กรณีดังแม่อายจึงไม่ควรจะเกิดขึ้นอีก เพราะเป็นการขัดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่รัฐเจ้าของสัญชาติของบุคคล จะถอนสัญชาติของคนชาติแห่งตน จนทำให้คนนั้นตกเป็นคนไร้สัญชาติ

ผู้เขียนเข้าใจดีว่า คำพิพากษาศาลปกครองทั้งชั้นต้นและสูงสุดยังมิได้ให้คำตอบว่า คนแม่อายผู้ฟ้องคดีมีสัญชาติไทยหรือไม่ ศาลปกครองสูงสุดเพียงแต่ชี้ว่าการอนุมัติคำร้องขอเพิ่มชื่อในทะเบียนราษฎรของชาวบ้านในช่วง พ.ศ.2542-2545 ก่อนประกาศเพิกถอนเมื่อเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2545 นั้นเป็นการกระทำทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นเมื่อการเพิ่มชื่อในครั้งแรกชอบ ก็ต้องฟังความว่าผู้ถูกเพิ่มชื่อเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน โดยหลักสืบสายโลหิต ศาลปกครองมิได้ปฏิเสธอำนาจของอำเภอแม่อายที่จะทบทวนปัญหาความเป็นคนสัญชาติไทยของชาวบ้านในเวลาต่อมา หากมีข้อเท็จจริงปรากฏในเวลาต่อมาว่าผู้ถูกเพิ่มชื่อในทะเบียนราษฎรไม่มีคุณสมบัติของคนสัญชาติไทย แต่การตรวจสอบทบทวนนั้นจะต้องเป็นไปโดยไม่ขัดต่อกฎหมายปกครอง กล่าวคือ ก่อนการประกาศถอนชื่อของบุคคลใด ออกจากทะเบียนราษฎรได้ อำเภอแม่อายจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้ที่จะถูกประกาศถอนชื่อ ได้มีโอกาสแสดงเหตุผลโต้แย้งก่อน

สังคมไทยโดยทั่วไปก็เข้าใจดีว่า อำเภอแม่อายและกรมการปกครองมีอำนาจตามกฎหมาย ที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของชาวบ้านแม่อาย ผู้ชนะคดีในศาลปกครองอีกครั้ง แต่หลายฝ่ายของสังคมไทยก็ตั้งความหวัง เพียงให้ฝ่ายปกครองมีแนวคิดที่เป็นมนุษย์นิยมมากขึ้นในการจัดการประชากรที่แม่อาย ซึ่งมีข้อเสนอแนะที่ชัดเจนของภาควิชาการ ภาคประชาชน และองค์กรอิสระตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่อยากจะยกมากล่าวอ้าง ณ ที่นี้ กล่าวคือ ก่อนที่จะมีการดำเนินการตรวจสอบถึงความเป็นคนสัญชาติไทยของชาวบ้านแต่ละคนแต่ละครอบครัว สิ่งที่อำเภอแม่อายและกรมการปกครองควรจะรีบทำโดยด่วนก็คือ การปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด อันได้แก่

1.อำเภอแม่อายจะต้องประกาศเพิ่มชื่อชาวบ้านแม่อายผู้ชนะคดีเข้าในทะเบียนราษฎรของคนที่มีสิทธิอาศัยอยู่ถาวร (ทร.14) ประเภทคนสัญชาติไทย

2.กรมการปกครองควรจะปลดล็อกในรายการสถานะบุคคล ของชาวบ้านผู้ชนะคดี ในฐานะข้อมูลทะเบียนราษฎรกลาง ให้แล้วเสร็จโดยทันที และตรวจสอบถึงสภาวะของการปลดล็อกว่า เป็นไปได้จริงและใช้ได้จริงในทางเทคโนโลยี

3.อำเภอแม่อายควรจะต้องเร่งออกบัตรประชาชนให้แก่ชาวบ้านที่ไม่มีบัตรประชาชนหรือบัตรนี้หายไป หรือหากว่าจะต้องออกบัตรใหม่ให้กระบวนการออกบัตรประชาชนใหม่ที่อาจจะใช้เวลาบ้างนั้น จะต้องไม่ส่งผลให้ชาวบ้านผู้ชนะคดีเสียสิทธิในสัญชาติไทยต่อไปอีก

4.อำเภอแม่อายควรประสานกับส่วนราชการหรือบุคคลอื่นใด เพื่อให้ชาวบ้านผู้เสียสิทธิ ได้กลับเข้าสู่ความสามารถ ที่จะใช้สิทธิในสัญชาติไทยได้โดยพลัน เช่น ประสานงานกับกระทรวงสาธารณสุขที่จะทำให้ชาวบ้านได้รับบัตร 30 บาท รักษาทุกโรค เร็วที่สุด

5.อำเภอควรจะสร้างเกณฑ์ในการฟังพยานหลักฐานร่วมกับภาคประชาชนในแม่อาย และภาควิชาการที่เกี่ยวข้อง ก่อนการเข้าพิสูจน์ความเป็นคนสัญชาติไทยของชาวบ้านผู้ฟ้องคดี (หากจะทำการตรวจสอบรายบุคคลอีกครั้งหนึ่ง)

6.อำเภอแม่อายควรเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้าร่วมจัดการปัญหาการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น และการเข้าพิสูจน์ความเป็นคนสัญชาติไทยของชาวบ้านผู้ฟ้องคดี

หากเราไม่อยากเห็นความร้าวฉานของสังคมในภาคเหนือดังที่เกิดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราคงจะต้องมาเรียนรู้บทเรียน ที่ได้จากกรณีคนไร้สัญชาติที่แม่อาย และรัฐบาลซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบภาพรวมของการบริหารราชการ จะต้องผลักดันให้แนวคิดมนุษย์นิยม เกิดขึ้นในหัวใจของทุกภาคส่วน ที่เข้ามาจัดการปัญหาสถานะบุคคลในภาคเหนือ ซึ่งควรจะเริ่มต้นก่อนที่ภาคราชการ และควรจะใช้คดีแม่อายเป็นแบบฝึกหัด

หน้า 6