หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
หลักสูตรเศรษฐศาสตร์ฉบับสลัดผัก (1)

บทความ  โดย รศ.ดร.ชยันต์ ตันติวัสดาการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3733 (2933)

1.บทนำ

วิกฤตการณ์เศรษฐกิจของเอเชียในปี 2540 ที่เกิดขึ้นจากการแตกของเศรษฐกิจฟองสบู่ของประเทศไทย แล้วแพร่ระบาดออกไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออก ได้ฝากรอยแผลไว้ในจิตใจของคนไทยโดยเฉพาะกับหมู่ชนชั้นกลาง ซึ่งได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจาก "โรคต้มยำกุ้ง" ดังกล่าว

ในช่วงเวลาเดียวกันกระแสของการปฏิรูปทางการเมืองและการศึกษาก็ได้ดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ นักการศึกษาได้ตระหนักถึงความสำคัญของวิชาเศรษฐศาสตร์ต่อความอยู่รอดของประชาชน จึงได้มีการนำเอาวิชาเศรษฐศาสตร์เข้ามาเป็นหนึ่งในสาระการเรียนรู้ของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ด้วย โดยขยายจากที่เคยสอนแต่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ครอบคลุมมาจนถึงชั้นประถมศึกษาตอนต้น

ผู้เขียนในฐานะที่เป็นผู้ที่มีอาชีพสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ในระดับอุดมศึกษา ในฐานะของผู้มีส่วนร่วม ในการตรวจตำราเศรษฐศาสตร์บางเล่ม ที่ใช้ภายใต้หลักสูตรดังกล่าว และในฐานะผู้ปกครองที่มีลูกซึ่งต้องใช้หลักสูตรดังกล่าว ได้ติดตามการใช้หลักสูตรดังกล่าวมาพอสมควร และได้พบความพิกลพิการของหลักสูตร และตำราที่ใช้ประกอบการเรียนการสอน จึงเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ควรจะได้มีการชี้ให้ประชาคมทั้งที่อยู่ใน และนอกวงการเศรษฐศาสตร์ได้รู้ว่าหลักสูตรดังกล่าวมีปัญหาที่เราควรวิตก และจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไข อย่างไรบ้าง

2.หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน

จากเอกสารของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี พ.ศ. 2544 แบ่งเนื้อหาออกเป็นกลุ่มสาระต่างๆ สำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม มีเนื้อหาประกอบด้วยองค์ความรู้ 5 สาระด้วยกัน โดยวิชาเศรษฐศาสตร์เป็นสาระที่ 3 ซึ่งมีการระบุมาตรฐานสาระวิชาไว้ดังนี้

สาระที่ 3 : เศรษฐศาสตร์

มาตรฐาน ส 3.1 : เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิตและการบริโภค การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ

มาตรฐาน ส 3.2 : เข้าใจระบบและสถาบันทางเศรษฐกิจต่างๆ ความสัมพันธ์ของระบบเศรษฐกิจ และความจำเป็นของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก

นอกจากนี้ก็มีการแบ่งมาตรฐานการเรียนรู้ออกเป็น 4 ช่วงชั้น คือ (1) ช่วงชั้น ป.1-3 (2) ช่วงชั้น ป.4-6 (3) ช่วงชั้น ม.1-3 และ (4) ช่วงชั้น ม.4-6 แต่ละช่วงชั้นมีการกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ที่เริ่มจากเนื้อหาที่ง่ายไปหายาก

3.ปัญหาเศรษฐศาสตร์ขั้นพื้นฐาน

ผู้เขียนได้ศึกษาหลักสูตรดังกล่าว และพบว่าผู้ร่างหลักสูตรจะมีความตั้งใจดี ในการที่จะพยายามปูพื้นฐานวิชาที่มีความสำคัญแก่นักเรียน ตั้งแต่เล็กแต่น้อย อย่างไรก็ดี หลักสูตรดังกล่าวมีปัญหาอย่างน้อย 5 ประการ

3.1 ความขัดแย้งกันเองของมาตรฐานการเรียน

หลักสูตรดังกล่าวมีการระบุเนื้อหาทางเศรษฐศาสตร์ที่มีแนวคิดพื้นฐานขัดแย้งกันเอง ดังจะเห็นได้จากเนื้อหาที่ระบุในมาตรฐานการ

เรียน ส 3.1 ที่ในทุกช่วงชั้นจะเริ่มต้นด้วยเนื้อหา เศรษฐศาสตร์ที่เป็นแบบกระแสหลัก แล้วปิดท้ายด้วยเนื้อหาซึ่งผู้เขียนขอเรียกว่า "เศรษฐศาสตร์ทางเลือก" ซึ่งประกอบด้วย 2 เรื่องคือ เศรษฐศาสตร์สหกรณ์และเศรษฐกิจพอเพียง

แนวคิดของเนื้อหาทั้งสองกลุ่มนี้มีความขัดแย้งกันอยู่ในตัวพอสมควร เนื่องจากเศรษฐศาสตร์แบบกระแสหลัก จะเน้นการจัดสรรทรัพยากร และการผลิตโดยปัจเจกชน โดยมีพื้นฐานความเชื่อที่ว่า ถ้าปัจเจกชนมีการเน้นการผลิตในสิ่งที่ตนถนัด (specialization) เพื่อขายในระบบตลาดเสรีที่มีการแข่งขันสมบูรณ์แล้ว จะทำให้การจัดสรรทรัพยากรจะมีประสิทธิภาพสูงที่สุด

ในขณะที่เศรษฐศาสตร์ทางเลือกเน้นที่การร่วมตัดสินใจ และการผลิตโดยสมาชิกของชุมชน รวมทั้งการกระจายความเสี่ยง ด้วยการผลิตสินค้าหลากหลายชนิด (diversification)

และเน้นการผลิตเพื่อให้พอมีพอกิน และลดการพึ่งพิงตลาดซึ่งมีความผันผวนของราคาและรายได้ ซึ่งอาจมีปัญหาการเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบการที่อยู่ในตลาดที่มีการแข่งขันไม่สมบูรณ์

เนื่องจากตัวหลักสูตรมิได้กำหนดให้มีการ

บูรณาการของเนื้อหา หรืออย่างน้อยมีการเปรียบเทียบความเหมือนและแตกต่างระหว่างสองแนวทาง ผลที่ตามมาก็คือตำรา และการเรียนการสอน ก็จะขาดการบูรณาการเนื้อหาที่ขัดแย้งกันเหล่านี้ ผู้เรียนโดยเฉพาะที่มีวัยวุฒิน้อย ก็จะเกิดความไม่เข้าใจ และความสับสนได้ง่าย จากตำราแทบทุกเล่มที่ผู้เขียนได้อ่านมา และเห็นวางขายกันอยู่ในปัจจุบัน ล้วนไม่ได้บูรณาการเนื้อหาที่ขัดแย้งกันนี้แต่อย่างใด แต่ละหัวข้อต่างอยู่กันอย่างโดดๆ โดยไม่มีการเชื่อมโยง หรือมีการเปรียบเทียบแต่อย่างใด เนื้อหาที่นักเรียนจะได้รับจึงไม่ต่างกับสลัดผักที่ไม่มีแม้แต่น้ำสลัดมาราดให้เข้ากัน ผักนานาชนิดยังแยกกันอยู่เป็นชิ้นๆ สักแต่ว่านำมาปะปนกันเฉยๆ แต่ไม่สามารถประสานเป็นเนื้อเดียวกัน หรือเชื่อมโยงกันได้

3.2 มีความผิดพลาดในการบรรจุเนื้อหานอกวิชาเศรษฐศาสตร์ลงในหลักสูตร

ผู้เขียนหลักสูตรได้มีการบรรจุเนื้อหาที่ไม่มีในวิชาเศรษฐศาสตร์ไว้ลงในหลักสูตร ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดปรากฏอยู่ในตอนท้ายของเนื้อหาของมาตรฐาน ส 3.1 ที่ระบุว่า "เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากร เพื่อดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ" แม้ว่าวิชาเศรษฐศาสตร์จะมีการสอนเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องดุลยภาพอยู่มากมาย ได้แก่ ดุลยภาพของตลาด ดุลยภาพของการบริโภค เป็นต้น แต่ก็ไม่เคยมีเนื้อหาใดๆ เลยที่ได้กล่าวถึง "การดำรงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ"

คำว่าดุลยภาพ (equilibrium) ในทางเศรษฐศาสตร์ มีอยู่สองความหมาย ความหมายที่หนึ่งคือ สภาวะความสมดุลระหว่างตัวแปรทางเศรษฐกิจต่างๆ เช่น ดุลยภาพของตลาดระหว่างอุปสงค์ (demand) และอุปทาน (supply) ความหมายที่สองคือ สภาวะที่หน่วยเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะเคลื่อนไปสู่และเมื่อไปถึงสภาวะนั้นแล้ว ก็จะไม่มีแรงจูงใจที่จะเคลื่อนออกจากสภาวะนั้นอีก เนื่องจากหน่วยเศรษฐกิจนั้นได้รับผลประโยชน์ที่สูงสุดแล้ว เช่น ดุลยภาพของการบริโภค เป็นสภาวะที่ส่วนผสมของการเลือกบริโภคสินค้าต่างๆ ทำให้เกิดความพอใจสูงสุดแก่ผู้บริโภค ดุลยภาพของการผลิตเป็นสภาวะที่ส่วนผสมของการใช้ปัจจัยต่างๆ ทำให้เกิดต้นทุนการผลิตต่ำสุด เป็นต้น

ตัวอย่างของการบรรจุเนื้อหาที่ไม่ได้มีการสอนในวิชาเศรษฐศาสตร์ อีกตัวอย่างได้แก่ ข้อความในมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น ม.1-3 หัวข้อ 1 ที่ระบุให้ "ใช้ทรัพยากรเพื่อการผลิตอย่างคุ้มค่าและมีคุณธรรม" และในช่วงชั้น ม.4-6 หัวข้อ 1 ที่ระบุให้ "ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อการผลิตอย่างมีคุณธรรม" เนื้อหาวิชาเศรษฐศาสตร์ที่มีสอนกันอยู่ทั่วไป ไม่มีการให้นิยามการใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณธรรม (morally) ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้บรรทัดฐานส่วนบุคคลในการตัดสินความถูกผิด แบบที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า normative judgement

โดยทั่วไปแล้ว วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่เน้นการตัดสินความถูกผิดด้วยข้อมูลความจริง (fact) ซึ่งปลอดจากบรรทัดฐาน ความชอบส่วนบุคคลที่ นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า positive economics เช่น การสอนเรื่องประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร (allocative efficiency) เป็นต้น แนวคิดเศรษฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรมนั้นเพิ่งเริ่มมีการพัฒนาขั้นต้นเท่านั้น จึงเป็นการเร็วเกินไปที่จะนำมาสอนแก่นักเรียนในขณะนี้ เพราะฉะนั้นเนื้อหาส่วนนี้น่าจะอยู่ในสาระวิชาของศาสนา และศีลธรรมโดยตรงมากกว่า และถ้าต้องการให้มีความเชื่อมโยงในสองหัวข้อนี้ ก็ควรมีการเขียนตำราให้มีการบูรณาการเนื้อหาทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน เป็นบทต่างหากในตอนท้ายของเล่มก็ได้ เพื่อให้นักเรียนสามารถเห็นความเชื่อมโยงของเนื้อหาวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

3.3 นิยามศัพท์ที่ระบุในหลักสูตรแตกต่างจากนิยามที่ใช้และมีความหมายเฉพาะของวิชาเศรษฐศาสตร์

จากหนังสือ เอกสารประกอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ในภาคผนวก นิยามศัพท์ ได้มีการระบุนิยามศัพท์หลายตัวที่ไม่ตรงกับที่ใช้และมีความหมายเฉพาะทางเศรษฐศาสตร์ ตัวอย่างเช่น

คำว่า เทคโนโลยี ที่ระบุว่าคือ "การนำหลักการ และวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการ สร้างสรรค์วัสดุให้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน" ในขณะที่คำเดียวกันนี้ในทางเศรษฐศาสตร์มักหมายถึง เทคนิควิธีในการผสมผสานปัจจัยการผลิตต่างๆ ให้เป็นผลผลิต ในความหมายที่ใกล้เคียงกับคำว่า production function โดยไม่จำเป็นต้องเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์แต่อย่างไร ตัวอย่างเช่น การผลิตสินค้าการเกษตรมีลักษณะเทคโนโลยี ที่ให้ผลตอบแทนต่อขนาดแบบคงที่ (constant returns to scale technology) นั่นคือ ถ้ามีการใช้ปัจจัยการผลิตทุกตัวเพิ่มขึ้น ในอัตราที่เท่ากัน ผลผลิตที่เกิดขึ้นก็จะเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกันกับของปัจจัยการผลิต เป็นต้น

ดังนั้น ถ้าผู้เขียนตำรานำนิยามดังกล่าวไปเป็นแนวทางในการเขียนตำรา ก็น่าที่จะเกิดข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากหลักการทางเศรษฐศาสตร์ได้พอสมควร เช่น จากหนังสือ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5 ซึ่งเป็นตำราสำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ของสำนักพิมพ์ศูนย์ส่งเสริมวิชาการใช้ข้อความว่า "เทคโนโลยี คือ การใช้วิธีการใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์มาช่วยในการผลิตสินค้าและบริการ" และมีการเขียนหัวข้อเรื่อง "การใช้เทคโนโลยีเพื่อผลิตสินค้าและบริการ" โดยมีเนื้อหาที่มีนัยให้ผู้อ่านเข้าใจว่า การผลิตโดยปกตินั้นไม่มีเทคโนโลยีเลย แต่ถ้ามีการใช้เทคโนโลยีแล้วจึงจะทำให้สินค้ามีคุณภาพสูงขึ้นและปริมาณเพิ่มขึ้น

3.4 การบรรจุเนื้อหายังไม่เหมาะกับวัยวุฒิ ระดับช่วงชั้น และประสบการณ์ของผู้เรียน

เนื้อหาของวิชาความรู้ใดก็ตาม ควรจะต้องมีความเหมาะสมกับวัยวุฒิและความคุ้นเคยของผู้เรียน ซึ่งสอดคล้องกับแนวปรัชญาการศึกษาที่ เน้นเด็ก (ผู้เรียน) เป็นศูนย์กลางของการเรียน หรือที่เรียกว่า child center หากไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ความรู้ดังกล่าวแม้จะเป็นสิ่งทรงคุณค่าในสายตาผู้ใหญ่เท่าใดก็ตาม แต่ก็จะไม่มีคุณค่าใดๆ ในสายตาของผู้เรียนเลย เพราะมีเนื้อหาที่ห่างไกลจากความเป็นไปในชีวิตประจำวันของผู้เรียน ผู้เรียนไม่สามารถเห็นความเชื่อมโยงและการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ผลที่ตามมาก็คือ ความรู้เหล่านั้นจะไม่ก่อให้เกิด "ฉันทะ" หรือความชอบในวิชานั้นๆ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญอันดับแรกของอิทธิบาท 4 ที่เป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จในการเรียนรู้ และอาจนำไปสู่การปฏิเสธวิชานั้นๆ ด้วยซ้ำ เนื้อหาส่วนใหญ่ของหลักสูตรนี้ไม่เหมาะกับวัยวุฒิของผู้เรียน ซึ่งในที่นี้จะยกมาเพียง 2 ตัวอย่าง ได้แก่

เนื้อหาที่ระบุในเอกสาร ตัวอย่างการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ คำอธิบายรายวิชา และแผนการจัดการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ระบุว่า นักเรียนชั้น ป.1 ควรรู้ "บทบาทหน้าที่ของตนเองในฐานะผู้ผลิตและผู้บริโภค (ในข้อที่ 2 ของเนื้อหาวิชาเศรษฐศาสตร์)" และควรรู้จัก "การเสียภาษี (ในข้อที่ 7)" บางทีผู้ออกหลักสูตรดังกล่าวคงจบการศึกษาชั้นประถม 1 มานานไป จนลืมไปว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 นั้นกำลังปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่กับการคัดลายมือ กำลังพยายามหัดอ่านภาษาไทย (อีกทั้งต้องเริ่มหัดเรียนภาษาอังกฤษด้วย) รวมทั้งกำลังง่วนอยู่กับการหัดบวกลบเลข (ขนาดไม่เกินสองหลัก) ให้ถูกต้อง ฝึกหัดการกินข้าวกลางวันรสไม่คุ้นลิ้นที่โรงเรียน (หรือกำลังพยายามกลบเกลื่อนเสียงท้องร้อง เพราะโชคร้ายที่พ่อแม่ และโรงเรียน ไม่มีงบฯอาหารกลางวันให้) และบางทีผู้ออกหลักสูตรคงลืมนึกไปว่า จะมีนักเรียนชั้น ป.1 สักกี่คนที่สนใจการเป็นผู้ผลิต (ซึ่งก็ยังนึกไม่ออกว่าจะผลิตสินค้าอะไรไปขายใคร นอกจากผลิตการบ้านลายมือ "มือใหม่หัดเขียน" ไปส่งครู) หรือจะมีกี่คนที่สนใจว่าลูกอมราคา 5 บาทที่ซื้อไปนั้น จำนวนกี่สลึงจะกลายเป็นรายได้ภาษีที่ไปช่วยรัฐบาลให้นำมาพัฒนาประเทศ

อีกตัวอย่างของการบรรจุเนื้อหาที่ไม่เหมาะกับวัยวุฒิของผู้เรียน ได้แก่ การระบุให้นักเรียนชั้น ป.1-3 ต้อง "รู้และเข้าใจหน้าที่เบื้องต้นของธนาคาร" และนักเรียนชั้น ป.4-6 ต้อง "เข้าใจระบบสินเชื่อ ผลดี ผลเสียของระบบสินเชื่อ" และ "รู้และเข้าใจบทบาทหน้าที่ของธนาคารและสถาบันการเงิน" ซึ่งมีลักษณะที่เป็นการเอาเนื้อหาวิชาเศรษฐศาสตร์ แบบที่สอนในระดับอุดมศึกษา ไปย่อย/ตัดทอน/เจือจาง แล้วเอาไปสอนนักเรียนประถม โดยที่เรื่องดังกล่าวไกลตัวนักเรียนในระดับนั้นมาก และถึงแม้ว่าจะ "เจือจาง" อย่างไรก็เข้าใจยาก เมื่อเด็กไม่เข้าใจก็จะหันไปใช้วิธีท่องจำเพื่อตอบข้อสอบเท่านั้น

ผู้เขียนเห็นด้วยกับการสอนให้นักเรียนระดับประถมปีที่ 1-3 ให้รู้จักคุณค่าของเงิน รู้จักประหยัดและเก็บออมนั้น เป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง แต่การออมโดยผ่านระบบธนาคารเป็นเพียงหนทางหนึ่งในการเก็บออมที่ให้ดอกผลเท่านั้น ซึ่งก็ไม่จำเป็นจะต้องเน้นจนเป็นเรื่องใหญ่โต และเป็นเนื้อหาที่สามารถสอนภายใต้หัวข้อศีลธรรมและหน้าที่พลเมืองได้อยู่แล้ว โดยไม่ต้องลำบากไปเรียกว่าเป็นวิชาเศรษฐศาสตร์ให้นักเรียนปวดหัวโดยไม่จำเป็น

สำหรับความรู้และความเข้าใจหน้าที่เบื้องต้นของธนาคาร อาจจะกำลังพอดีกับวัยของนักเรียนระดับประถมปีที่ 4-6 ส่วนบทบาทหน้าที่ของธนาคาร และสถาบันการเงินอื่นนั้นน่าจะเหมาะสมกับระดับมัธยมขึ้นไปมากกว่า การสอนเรื่องสินเชื่อแก่นักเรียนระดับประถม 4-6 นั้นน่าจะเป็นเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมกับวัย หรือว่านักเรียนประถม 4-6 ทุกวันนี้ใช้จ่ายกันเกินตัวจนต้องไปกู้ยืม และต้องผ่อนส่งสินค้ากันแล้วหรือ จึงต้องเรียนรู้เรื่องนี้เร็วนัก

3.5 มาตรฐานการเรียนรู้ที่เป็นเรื่องเดียว กันในแต่ละระดับช่วงชั้นควรมีความแตกต่างของความยากง่ายอย่างชัดเจน

ตัวอย่างของประเด็นปัญหานี้จะเห็นได้ชัดจากเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ที่ปรากฏอยู่ในทุกช่วงชั้น และพบว่าเนื้อหาไม่แตกต่างกันเลย โดยในระดับช่วงชั้น ป.1-3 และ ป.4-6 ระบุว่า "เข้าใจระบบ และวิธีการของเศรษฐกิจพอเพียง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้" ส่วนในระดับช่วงชั้น ม.1-3 และ ม.4-6 ระบุว่า "เข้าใจเกี่ยวกับระบบ และวิธีการของเศรษฐกิจพอเพียง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้" ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันเลย ยกเว้นการเติมคำว่า "เกี่ยวกับ" เพิ่มเข้าไป ดังนั้น เมื่อบรรดาสำนักพิมพ์และผู้เขียนตำราต่างๆ นำไปปฏิบัติ จึงพบว่ามีการผลิตตำราที่มีเนื้อหาแทบจะเหมือนกันทุกประการอยู่ทุกชั้นปี

เนื้อหาในหัวข้ออื่นๆ เช่น เรื่องการธนาคาร การคลัง ก็มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน คือมีปรากฏอยู่ในทุกช่วงชั้น ตั้งแต่ระดับประถม 5 ขึ้นไป ผู้เขียนจึงต้องพยายามกระจายเนื้อหาจากง่ายไปหายาก ซึ่งทำได้ยากมากที่จะทำให้มีความแตกต่างอย่างเพียงพอ ในแต่ละชั้นปี โดยที่ไม่ทำให้เนื้อหายากและซับซ้อนเกินจำเป็น

ผู้เขียนตำราบางส่วนจึงพยายามสร้างความแตกต่างด้วยการเพิ่มตารางสถิติต่างๆ โดยยกเอาตารางสถิติจากธนาคารแห่งประเทศไทยบ้าง กระทรวงการคลังบ้าง มาต่อท้ายเนื้อหาโดยไม่มีการตัดทอน หรือปรับให้ง่ายลงหรือให้คำอธิบายอย่างเพียงพอ ซึ่งยิ่งสร้างความสับสนให้กับทั้งอาจารย์ผู้สอนและนักเรียนมากขึ้น เพราะไม่แน่ใจว่าจะอ่าน ตีความ และอธิบายตารางสถิติเหล่านั้นอย่างไร เพราะตารางสถิติดังกล่าวจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อ มีการตีความและวิเคราะห์ รวมทั้งอธิบายเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งคงไม่ยุติธรรมแก่ครูผู้สอน ที่ไม่ได้เคยเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์มาก่อน

นอกจากนี้ เราคงต้องหันกลับมาตั้งคำถามกันก่อนว่า ข้อมูลเหล่านี้เหมาะสมกับผู้เรียนหรือไม่ หากนักเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจจะเรียนต่อในสาขาเศรษฐศาสตร์แล้ว ข้อมูลเหล่านี้คงไม่ค่อยจะเป็นประโยชน์และน่าสนใจ เพราะเป็นความรู้ที่ค่อนข้างไกลตัว แต่เนื่องจากนักเรียนต้องสอบให้ผ่าน ก็หนีไม่ พ้นที่จะต้องจำใจท่องจำไป โดยไม่เข้าใจอีกเช่นเดิม

หน้า 6


หลักสูตรเศรษฐศาสตร์ฉบับสลัดผัก (จบ)

บทความ  โดย รศ.ดร.ชยันต์ ตันติวัสดาการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3734 (2934)

หลักสูตรเศรษฐศาสตร์ฉบับสลัดผัก ในฉบับที่แล้วได้กล่าวถึงความเป็นมาของการนำเอาวิชาเศรษฐศาสตร์ มาบรรจุในหลักสูตรการเรียนการสอนของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เนื้อหาของหลักสูตร ตลอดจนปัญหาของหลักสูตร ในฉบับนี้เป็นบทความที่ต่อจากฉบับที่แล้วที่จะกล่าวถึงปัญหาของตำราเรียน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหาดังกล่าวข้างต้น

4.ปัญหาของตำราประกอบการเรียน

จากประสบการณ์ของผู้เขียนในฐานะที่เคยเป็นกรรมการตรวจสอบเนื้อหาของตำราจากสำนักพิมพ์เอกชนที่ทางกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ต้องรับรองเพื่อใช้เป็นตำราในโรงเรียน และจากการที่ต้องสอนลูกของผู้เขียนที่ต้องใช้ตำราดังกล่าว ได้พบว่าตำราดังกล่าวมีปัญหาความผิดพลาดและไม่เหมาะสมอยู่หลายประการดังนี้

4.1 ปัญหาความผิดพลาดของเนื้อหา

ผู้เขียนได้พบปัญหาจากตำราดังกล่าว เช่น จากหนังสือ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ป.1, สำนักพิมพ์ บริษัท พัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) จำกัด ในตำราเล่มนี้ได้มีการแบ่งทรัพยากรทางเศรษฐศาสตร์ออกเป็น 4 ประเภท โดยประเภทที่ 2 เรียกว่า ทุน ซึ่งระบุว่า "หมายถึงเงินหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตสินค้า" จะเห็นได้ว่านิยามดังกล่าวได้รวมเอาเงิน ไปเป็นปัจจัยการผลิตด้วย ทั้งที่เงินเป็นเพียงสื่อแห่งการแลกเปลี่ยน และเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ สามารถยืมปัจจัยการผลิตจากอนาคตมาใช้ก่อนเท่านั้น แต่เงินไม่สามารถผลิตสินค้าและบริการใดๆ ได้โดยตัวของมันเอง นอกจากนี้ในส่วนของกิจกรรมที่เขียนสำหรับให้นักเรียนฝึกฝนในตำราเล่มเดียวกัน กลับยิ่งสับสนขึ้นไปอีก เพราะได้ใช้คำว่า "ต้นทุน (cost)" แทนในที่ที่ควรจะหมายถึง "ปัจจัยทุน (capital)"

ตัวอย่างถัดมา จากหนังสือ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5 ในสาระสำคัญของบทที่ 8 ระบุว่า "เศรษฐศาสตร์เป็นการศึกษาพฤติ กรรมมนุษย์ที่มีจำนวนมากขึ้น แต่ทรัพยากรมีอย่างจำกัด" ซึ่งที่จริงแล้วต่อให้มนุษย์มีจำนวนเท่าเดิมปัญหาความมีอยู่อย่างจำกัดของทรัพยกร (scarcity) ซึ่งเป็นต้นเหตุของการมีวิชาเศรษฐศาสตร์ก็ยังมีอยู่ เพราะ "ความต้องการ" ของมนุษย์ (แม้จะมีจำนวนคนเท่าเดิม) นั้นมีมากกว่าทรัพยากรที่มีอยู่เสมอ

ตำราเล่มเดียวกันนี้ยังได้มีการแบ่งระบบเศรษฐกิจออกเป็น (1) ระบบเศรษฐกิจที่มีระบบการเมืองสอดคล้อง (2) ระบบเศรษฐกิจที่ใช้กลไกราคา เป็นเครื่องมือ ซึ่งผู้เขียนไม่ทราบว่าใช้หลักเกณฑ์และเหตุผลใดในการแบ่งเช่นนี้ เมื่อไม่มี เกณฑ์ในการแบ่งที่เป็นเหตุเป็นผล นักเรียนที่ใช้ตำรานี้ก็คงจะต้องอาศัยการท่องจำอย่างเดียวในการตอบข้อสอบ และที่น่าตกใจก็คือ ตำราดังกล่าวได้ระบุว่า ระบบเศรษฐกิจหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มที่ใช้กลไกราคาเป็นเครื่องมือ คือ ระบบเศรษฐกิจที่วางแผนจากส่วนกลาง ซึ่งเป็นการแบ่งที่ผิดพลาดอย่างยิ่ง เพราะระบบเศรษฐกิจที่วางแผนจากส่วนกลาง (central planning economy) ไม่มีการใช้กลไกราคาเป็นเครื่องมือเลย แต่การจัดสรรทรัพยากรทำโดยการตัดสินใจจากส่วนกลาง ดังนั้นจึงถือเป็นระบบเศรษฐกิจอีกแบบหนึ่ง ที่อยู่ตรงข้ามกับระบบเศรษฐกิจที่ใช้กลไกราคา

4.2 ปัญหาความไม่เหมาะสมของเนื้อหาต่อวัยวุฒิของผู้เรียน

จากตัวอย่างเดียวกันในหัวข้อ 4.1 จะเห็นว่าเนื้อหาเรื่องทรัพยากรที่มีการแบ่งประเภทของปัจจัยการผลิตต่างๆ เป็นเรื่องที่เกินวัยวุฒิของผู้เรียน ผู้เขียนยังนึกไม่ออกว่า เมื่อนักเรียนชั้นประถมปีที่ 1 ทราบการแบ่งประเภทของปัจจัยการผลิต แล้วจะเอาไปทำอะไรต่อได้ ปัญหานี้น่าจะเริ่มต้นมาจากความไม่เหมาะสมของตัวหลักสูตรที่ได้กล่าวถึงแล้ว

5.ผลกระทบจากปัญหาของหลักสูตรเศรษฐศาสตร์ปี 2544 และปัญหาของตำราประกอบการเรียน

จากปัญหาหลักสูตรที่ขัดแย้งกันเอง เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมกับวัย เนื้อหาในแต่ละชั้นปีซ้ำกันมาก ความผิดพลาดของเนื้อหาและนิยามศัพท์เฉพาะที่ผิดพลาดของตำราที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น ย่อมมีผลกระทบต่อผู้ที่เป็นผู้นำหลักสูตรและตำราไปใช้ดังนี้

5.1 ผลกระทบต่อครูผู้สอน

จากปัญหาหลักสูตรดังกล่าว รวมทั้งปัญหาของตำราประกอบชุดวิชาซึ่งยังมีความผิดพลาดของเนื้อหาและความเหมาะสมกับวัยวุฒิของนักเรียนอยู่มาก ครูผู้สอนส่วนใหญ่ซึ่งไม่เคยศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์มาก่อน ย่อมประสบกับปัญหาในการทำความเข้าใจ และการถ่ายทอดให้กับนักเรียนอย่างแน่นอน และเมื่อไม่เข้าใจในสิ่งที่สอน ข้อสอบที่ใช้วัดผลก็คงไม่พ้นการทดสอบความจำเท่านั้น ดังนั้นการอบรมครูให้มีความรู้ที่ถูกต้อง จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น ส่วนในระยะยาวควรจะต้องมีการแก้ไขหลักสูตร และผลิตตำราให้ถูกต้องและเหมาะสม โดยผู้มีความรู้เศรษฐศาสตร์ร่วมกับนักการศึกษา โดยผู้แก้ไขหลักสูตรควรเป็นผู้ที่เข้าใจวุฒิภาวะและประสบการณ์ของเด็กไทย

5.2 ผลกระทบต่อนักเรียน

เนื่องจากปัญหาของหลักสูตร ตำราเรียน และความไม่พร้อมของผู้สอน ผู้เรียนย่อมมีความสับสนเป็นอย่างมาก ในการเรียนรู้วิชาเศรษฐศาสตร์ดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวนอกจากจะทำให้นักเรียนไม่ได้รับความรู้เศรษฐศาสตร์ตามที่ตั้งใจแล้ว ยังอาจได้ความรู้ที่ผิดพลาด ต้องท่องจำสิ่งที่ไม่เป็นเหตุเป็นผล และทำให้นักเรียนเกิดการปฏิเสธวิชาเศรษฐศาสตร์ในที่สุด

5.3 ผลกระทบต่อผู้ปกครอง

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ปกครองที่ต้องช่วยเหลือบุตรหลานของตนเองในการเล่าเรียน เพราะระบบการเรียนในปัจจุบันนั้น มีจำนวนครูต่อนักเรียนที่ไม่เพียงพอ มีการให้การบ้านที่เป็นลักษณะใบงานเพื่อสะสมคะแนนเก็บมากมาย การปล่อยให้การเรียนเป็นภาระของครูและโรงเรียนเท่านั้นคงไม่เพียงพอ ผู้เขียนเชื่อว่าผู้ปกครอง ที่ไม่เคยเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์มาก่อน คงมีปัญหาปวดเศียรเวียนเกล้า ในการแก้ปัญหาข้อข้องใจ ของบุตรหลานอย่างแน่นอน สำหรับผู้เขียนเองซึ่งพบความผิดพลาดในตำราดังกล่าว ย่อมไม่สามารถยอมให้ลูกของตนรู้อย่างผิดๆ ได้ แต่ก็ไม่สามารถตามไปแก้ไขให้กับครูผู้สอนให้ทราบเนื้อหาที่ถูกต้องได้ทันท่วงทีเช่นกัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกำชับลูกให้รู้ถึงเนื้อหาที่ถูกต้องว่าเป็นอย่างไร และจำใจให้ลูกท่อง "สิ่งที่ผิดพลาด" ไปเพื่อใช้ตอบข้อสอบ

5.4 ผลกระทบต่อสถาบันอุดมศึกษาที่สอนวิชาเศรษฐศาสตร์

จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น ผู้เขียนเชื่อว่านักเรียนที่ได้เรียนวิชา "เศรษฐศาสตร์" ตามหลักสูตรและตำราดังกล่าว คงจะได้รับประสบการณ์ที่ไม่น่าประทับใจจากวิชาดังกล่าว

และน่าเป็นห่วงว่าอาจมีความรู้สึกปฏิเสธวิชา เศรษฐศาสตร์ด้วยซ้ำ ผู้เขียนได้เคยได้ยินจากหลานของอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งเพิ่งจบมัธยมปลายว่า เขาเกลียดวิชาเศรษฐศาสตร์มากเพราะ "เป็นวิชาที่ไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยเหตุผล ได้แต่ท่องจำ" ทั้งที่วิชาเศรษฐศาสตร์ควรเป็นวิชาที่ใช้เหตุใช้ผลในการอธิบายสิ่งต่างๆ อย่างยิ่ง

6. บทสรุป

ผู้เขียนมีความเห็นว่า ความหวังดีของนักการศึกษาที่ได้พยายามบรรจุเนื้อหาวิชาเศรษฐศาสตร์ ให้กับนักเรียนนั้นเป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญ เพราะเนื้อหาของเศรษฐศาสตร์หลายประการน่าจะเป็นประโยชน์ต่อตัวนักเรียน อย่างไรก็ดีควรที่จะมีการแก้ไขในประเด็นต่อไปนี้

1.ผู้ร่างหลักสูตรควรจะต้องมีความเข้าใจในสิ่งที่ต้องการถ่ายทอดอย่างเพียงพอ โดยไม่นำเนื้อหาที่มีแนวคิดขัดแย้งกันเอง หรือที่ไม่อยู่ในวิชาเศรษฐศาสตร์มาสอนปะปนกัน และควรจะมีการบูรณาการเนื้อหาวิชาในหมวดสังคมให้สอดคล้องกัน ควรตัดเนื้อหาที่ซ้ำซากออกจากหลักสูตรเพราะนักเรียนไม่ควรจะต้องเรียนเนื้อหาทุกเรื่องเหมือนกันหมดในทุกชั้นปี รวมทั้งต้องมีความระมัดระวังในการเลือกใช้ศัพท์ต่างๆ ซึ่งแต่ละสาขามักจะมีความหมายเฉพาะเจาะจง ที่แตกต่างจากความหมายที่ใช้กันทั่วไป

2.ควรมีการจัดหลักสูตรให้เหมาะสมกับวัยวุฒิและความสนใจของนักเรียน ให้สอดคล้องกับแนวความคิด child center อย่างแท้จริง เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะนำเอาเนื้อหาที่ออกแบบมา เพื่อสอนนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา ไปสอนเด็กนักเรียนในระดับช่วงชั้นประถม 1-3 โดยไม่มีการปรับให้เหมาะสมกับผู้เรียน อย่างไรก็ตามการสอนเรื่องคุณค่าของเงิน การประหยัด การออม การเลือกซื้อสินค้าและบริการอย่างฉลาด โดยเลือกสินค้าที่มีประโยชน์ต่อตนเอง และไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม เป็นเนื้อหาที่สามารถสอนนักเรียนในช่วงชั้นนี้ ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบ หรือศัพท์ของวิชาเศรษฐศาสตร์เลยก็ได้ และสำหรับช่วงชั้นประถม 4-6 ก็อาจเริ่มแนะนำแนวคิดเบื้องต้นของวิชาเศรษฐศาสตร์ได้ เช่น ความมีอยู่อย่างจำกัดของทรัพยากร การแบ่งงานกันทำกับการเพิ่มประสิทธิภาพ เป็นต้น รวมทั้งการสอนให้รู้จักการจัดการบันทึกรายรับรายจ่ายส่วนตัว ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับบริการของธนาคาร เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักเรียน โดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้จักและนำไปสู่การท่องจำชื่อของสถาบันการเงินทุกประเภท ที่นักเรียนระดับประถมมีโอกาสน้อยมากที่จะได้สัมผัส เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออก เป็นต้น นอกจากนี้ก็คงไม่จำเป็นต้องสอนเนื้อหาเดียวกันซ้ำทุกๆ ปี ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความซ้ำซากโดยไม่จำเป็น การสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ที่มีเนื้อหาคล้ายกับที่เรียนในระดับอุดมศึกษา น่าจะเริ่มกันอย่างจริงจังตามความเหมาะสม ของวัยวุฒิของนักเรียนในระดับมัธยมศึกษามากกว่า เนื่องจากนักเรียนในวัยนี้มีความพร้อมด้านเหตุผล ด้านภาษา และด้านเครื่องมือทางคณิตศาสตร์พอสมควรแล้ว

3.ต้องมีการเข้มงวดกวดขันในการอนุมัติตำราที่เขียนโดยบริษัทเอกชนให้มีความถูกต้อง เพราะตำราที่ขาดคุณภาพ จะสร้างปัญหาต่อทั้งครู นักเรียน และวงการเศรษฐศาสตร์อย่างกว้างขวาง

ผู้เขียนในฐานะนักเศรษฐศาสตร์และอาจารย์ ขอเรียกร้องให้คณาจารย์ที่สอนเศรษฐศาสตร์ในสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ เห็นความสำคัญของประเด็นปัญหานี้ เพราะเราคงไม่ต้องการปล่อยให้นักเรียนทั้งหลายมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อวิชาเศรษฐศาสตร์ จนเป็นเหตุให้เราพลาดโอกาสที่จะได้นักศึกษาที่ดีมาเป็นผู้สืบทอดความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ต่อไป หรือยอมปล่อยให้นักเรียนรับรู้ข้อมูลที่ผิดพลาด แล้วต้องเสียเวลามาแก้ไขให้ถูกต้องภายหลัง ซึ่งเป็นเรื่องยากกว่าการสอนนักศึกษาที่ไม่รู้อะไรเลยให้รู้ในสิ่งที่ถูกต้องแต่แรก

ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอาจารย์ผู้สอนเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายจะเห็นว่า การแก้ไขปัญหานี้เป็นวาระเร่งด่วนที่ทุกคนต้องช่วยแก้ไขให้ลุล่วงไป

หน้า 6