หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
จริยธรรมและการอยู่รอด ของวิชาชีพเวชกรรม

โดย ปรีชา ภัททิยกุล  มติชนรายวัน วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 10092

วิชาชีพแพทย์เป็นวิชาชีพที่มีเกียรติและศักดิ์ศรีสูง เป็นอาชีพที่สังคมวัตถุนิยมจับตามองและให้ความคาดหวังสูง

ปัจจุบันกฎหมายและองค์กรหลายองค์กรได้ออกมาให้การคุ้มครองผู้บริโภคมากกว่าที่จะมาคุ้มครองแพทย์ ความพอใจและเสรีภาพในการประกอบวิชาแพทย์ได้เริ่มหมดไป

ตัวอย่างเช่น พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ พ.ศ.2544 หรือ พ.ร.บ.ยา 2548 ซึ่งจะไม่อนุญาตให้แพทย์จ่ายยาให้แก่คนไข้ในคลีนิค เป็นต้น

สังคมมีองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคแต่ไม่มีองค์กรคุ้มครองวิชาชีพแพทย์ แพทย์ตกเป็นจำเลยของสังคมมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะในกรณีฟ้องร้องแพทย์ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม

ในปัจจุบันสังคมได้เพิ่มความกดดันและผลกระทบต่อความรู้สึกและการปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์เป็นอย่างมาก

อะไรคือเหตุก่อวิกฤตต่อวิชาชีพนี้

ประวัติของจริยธรรมแพทย์

อาชีพแพทย์เป็นอาชีพที่เก่าแก่มากที่สุดอาชีพหนึ่งของโลก มนุษย์เพศชายคนแรกของโลกชื่อ อดัม (Adam) ได้รับการวางยาสลบเพื่อเอาชายโครงที่ 12 มาสร้างเป็นมนุษย์เพศหญิงคนแรกของโลก วิสัญญี (ดมยา) จึงน่าจะเป็นศาสตร์แรกของวิชาแพทย์

ราวปี 450 ก่อนคริสต์กาล (B.C.) หรือ 2455 ปีมาแล้ว Hippocrates แพทย์ชาวกรีกผู้ซึ่งเป็นที่ยกย่องจากทั่วโลกว่าเป็นบิดาของแพทย์ โดยประวัติท่านเป็นอายุรแพทย์ไม่มีความรู้ทางศัลยกรรม ไม่มีความรู้ทางกระดูกสมัยนั้น เรียกว่า หิน (Stone) ท่านรักษาโรคในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนโรคส่วนใหญ่เป็นโรคปอดและมาลาเรีย ท่านวินิจฉัยโรคจากการดูอาการของโรค หลักการรักษาก็ใช้อาหารเสริม กายภาพบำบัด และจิตบำบัด สรุปคือท่าน Hippocrates คือ แพทย์ธรรมชาติบำบัดรุ่นแรกของโลก

สิ่งที่น่าสนใจมากคือ ท่านนายแพทย์ชาวกรีกผู้นี้ได้กล่าวคำปฏิญาณตนซึ่งถือว่าเป็นจริยธรรมแพทย์อันแรกของโลกโดยมีใจความย่อๆ ดังนี้

"ข้าพเจ้านายแพทย์ฮิปโปเครตีสขอสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายและต่อพระผู้เป็นเจ้าตลอดจนผู้ประสาทวิชาให้กับข้าพเจ้าว่า จะดูแลผู้ป่วยด้วยความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ จะไม่จ่ายยาหรือให้การรักษาที่ไม่มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเพื่อเอาใจผู้ป่วย จะไม่ทำการผ่าตัดกระดูก (Stone) หรือทำหัตถการที่ข้าพเจ้าไม่มีความชำนาญ แต่จะส่งผู้ป่วยไปให้ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นดูแลแทน ข้าพเจ้าจะแยกแยะความสัมพันธ์ส่วนตัวออกจากผู้ป่วย จะไม่ให้ผู้ป่วยมายั่วเย้าข้าพเจ้าในทางด้านกามารมณ์หรือธุรกรรมอื่นๆ ซึ่งจะทำให้ข้าพเจ้าสับสนและตัดสินใจผิดพลาด ข้าพเจ้าจะไม่ทำอันตรายต่อผู้ป่วยเป็นอันขาด (At least do no harm) ข้าพเจ้าจะเก็บความลับของผู้ป่วยอย่างที่สุด

ข้าพเจ้าหวังว่าคำสาบานนี้เมื่อได้ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัดแล้ว ข้าพเจ้าจะเป็นที่ยอมรับและได้รับการยกย่องจากสังคมทั่วไป และจะส่งผลทำให้วิชาชีพแพทย์ของข้าพเจ้ามีคุณค่าและศักดิ์ศรีตามความประสงค์ของข้าพเจ้า"

คำสาบานหรือสัญญาปฏิญาณ "Hippocrates Oath" นี้ แพทย์ทั่วโลกได้ยึดถือเป็นจริยธรรมมากว่า 2000 ปี

สมเด็จพระราชบิดากรมหลวงสงขลานครินทร์ "พระบิดาของวงการแพทย์ไทย" ก็เคยได้พระราชทานข้อแนะนำแก่แพทย์ไทยมีใจความว่า "ขอให้ท่านทั้งหลายที่จบการศึกษาเป็นทั้งแพทย์และมนุษย์เดินดิน" (I do not want you to be only a doctor I also want you to be a man) เป็นพระราชดำรัสที่มิให้แพทย์ไทยหลงผิดคิดว่าการเป็นแพทย์คือการเป็นเทวดา ให้มีใจกว้างรับฟังผู้อื่น มีความเป็นมนุษย์ติดดิน เป็นสุภาพบุรุษยอมรับการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูป และการพัฒนาทางการแพทย์ และผลกระทบกับสังคม

เมื่อสมัยปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ต้น ค.ศ.1900 แพทย์ยังไม่มีหัตถการหรือเทคโนโลยีมาให้การบริการมากมายนัก โรงพยาบาลเอกชนเกือบไม่มี ได้อาศัยวัดและโรงพยาบาลรัฐบาลบางแห่งเป็นที่พักของผู้ป่วยหนัก สมัยนั้นคู่แข่งของแพทย์คือพวกพ่อมด หมอผี หรือเจ้าเข้าทรง มีเกจิอาจารย์หลายองค์ที่วัดต่างๆ ก็ได้ปฏิบัติตนเป็นแพทย์ด้วย

โรงเรียนแพทย์แห่งแรกในประเทศไทยคือศิริราช ตามด้วยจุฬาฯ และเชียงใหม่ สังคมส่วนใหญ่ไม่ใช่สังคมวัตถุนิยมเช่นปัจจุบัน

การคัดเลือกนักศึกษาแพทย์

การคัดเลือกนักศึกษาเข้าศึกษาในโรงเรียนแพทย์ส่วนมากเป็นไปอย่างเข้มงวด โดยพิจารณาความสามารถในการเรียนหรืออิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา เป็นอันดับแรก ส่วนคุณธรรม 4 ประการ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ไม่มีอยู่ในการพิจารณาในสมัยนั้น

ในช่วงสงครามเวียดนาม พ.ศ.2509-2515 ได้มีการเปลี่ยนแปลงในวงการแพทย์ไทยเป็นอย่างมาก

กล่าวคือ มีแพทย์ไทยได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก เพื่อศึกษาต่อ มีโรงพยาบาลเอกชนสร้างขึ้นหลายร้อยแห่ง

ได้มีแพทย์ไทยจำนวน 2,000 ท่าน มีความสามารถสอบเทียบไปศึกษาอบรมต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา (ส.ร.อ.)

แพทย์ไทยเหล่านี้ส่วนน้อยได้กลับประเทศไทยหลังเสร็จสิ้นการอบรมแล้ว ส่วนใหญ่ยังอยู่ประกอบวิชาชีพใน ส.ร.อ. แพทย์ไทยใน ส.ร.อ.ได้ก่อตั้งสมาคมแพทย์ไทยในสหรัฐอเมริกาและมีกิจกรรมเดินทางมาประเทศไทยทุกๆ ปีประมาณปลายเดือนมิถุนายน โดยมีวัตถุประสงค์มาเยี่ยมบ้านเกิดและให้การบริการทางการแพทย์ และอบรมวิชาการแก่แพทย์ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเป็นการตอบสนองคุณของประเทศบ้านเกิด

แพทย์ไทยใน ส.ร.อ.ส่วนใหญ่ก็ได้เลิกประกอบอาชีพไปแล้วเนื่องจากความกดดันและความเสี่ยงในการประกอบอาชีพใน ส.ร.อ.

การเปลี่ยนแปลงของสังคมเป็นวัตถุนิยม

การเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคโลกาภิวัตน์ (globalization) เป็นสังคมวัตถุนิยมคุ้มครองผู้บริโภคมีผลกระทบต่อวิชาชีพแพทย์ทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ใน ส.ร.อ.ประมาณ 20-30 ปีที่ผ่านมา มีการปฏิรูปสำคัญ (Revolution) ของการให้บริการทางการแพทย์อย่างมากมาย

การปฏิรูปการให้การบริการทางการแพทย์

เพิ่มความกดดันต่อแพทย์มากขึ้น

เนื่องจากในช่วงก่อน ค.ศ.1980 การให้การบริการทางการแพทย์ใน ส.ร.อ.กว่าครึ่ง เป็นในรูปแบบเอกชน แพทย์มีเสรีภาพมากในการประกอบอาชีพ โรงพยาบาลเอกชนซึ่งมีจำนวนประมาณ 4,000 แห่ง ได้รับค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่มาจากบริษัทประกันสุขภาพ และโครงการสวัสดิการจากรัฐบาลกลาง (Federal Government)

โครงการสวัสดิการที่ว่านี้มีสองโครงการ คือ 1.Medicare สำหรับชาวอเมริกันที่อายุเกิน 65 ปี 2.Medicaid สำหรับชาวอเมริกันที่ยากจน มีรายได้ต่ำกว่า 8 พันเหรียญสหรัฐต่อปีต่อคน คนจนใน ส.ร.อ.มีประมาณ 50 ล้านคน โครงการ Medicaid นี้คล้ายๆ กับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคของไทยต่างกันที่ว่าของรัฐบาลไทยโครงการ 30 บาทมอบให้ทุกคน รวยหรือจนไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ เป็นโครงการประชานิยมสูงสุดโครงการหนึ่งในโลก

ในช่วง ค.ศ.1960-1980 ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพใน ส.ร.อ.เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี เขยิบขึ้นกว่า 10% ของรายได้ทั่วประเทศทั้งปี หรือ GDP (Gross Domestic Product) มากกว่างบประมาณของกระทรวงกลาโหมเสียอีก

ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการปฏิรูปการให้การบริการทางการแพทย์ใน ส.ร.อ. โดยปรับเป็นระบบเสริมสร้างสุขภาพ, H.M.O. (Health Maintenance Organization) โดยให้ความสำคัญต่อการป้องกันดูแลสุขภาพเป็นอันดับหนึ่ง

การปฏิรูปเป็นระบบนี้ทำให้เสรีภาพและรายได้ของแพทย์ใน ส.ร.อ.ลดลงอย่างมาก รวมทั้งธุรกิจระบบของเอกชน 4,000 แห่ง กว่า 1,000 แห่งต้องปิดกิจการไปเลย

เหตุผลอะไรที่ H.M.O. ก่อให้เกิดผลกระทบกว้างขวางเช่นนี้ คือ บริษัทประกันสุขภาพได้มากำหนดกฎเกณฑ์ให้โรงพยาบาลต่างๆ และแพทย์แทบทุกท่านเซ็นสัญญาธุรกรรมยอมให้บริษัทประกันสุขภาพมากำหนดมาตรการประหยัดต่างๆ

เป็นต้นว่า จะไม่อนุญาตให้คนไข้เข้ารับการผ่าตัดหรือรักษาในโรงพยาบาลโดยไม่มีเหตุสมควร ยกตัวอย่างการผ่าตัด 24 อย่างที่ต้องทำแบบ Day Surgery คือไปเช้าเย็นกลับ มีการบริหารจัดการให้แพทย์ Family Medicine ดูแลคนไข้โดยไม่ส่งต่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย การจ่ายยาก็เป็นยาคุณภาพต่ำ (generic) ราคาถูก

นอกจากนี้ยังมีบริษัทประกันสุขภาพบางบริษัทได้เปิดให้การบริการแบบครบวงจร เช่น บริษัท Kaiser Permanente ในรัฐแคลิฟอร์เนีย แพทย์จึงอยู่ในฐานะเป็นลูกจ้างบริษัท ซึ่งจ่ายเงินเดือนขั้นต่ำให้ระบบ H.M.O. นี้ สังคมอเมริกันไม่ค่อยยอมรับ เนื่องจากชาวอเมริกันจะไม่มีเสรีภาพในการเลือกแพทย์ งบประมาณที่ถูกตัดไปกลายเป็นรายได้เพิ่มของบริษัทประกันสุขภาพ และได้ชักจูง (ล็อบบี้) สภาผู้แทนคองเกรสของ ส.ร.อ.ให้ออกกฎหมายมาคุ้มครองบริษัทประกันสุขภาพไม่ให้คนไข้ฟ้องร้องได้ แพทย์และโรงพยาบาลตกเป็นเป้าในการถูกฟ้องร้อง

คุณภาพของการให้การบริการทางการแพทย์เริ่มลดลง ความกดดันของแพทย์มีมากขึ้น

มีแพทย์ใน ส.ร.อ.ส่วนน้อยที่ไม่ยอมเซ็นสัญญากับบริษัทประกันสุขภาพ

แพทย์ที่ไม่เซ็นสัญญาจะมีคนไข้น้อยมาก บางท่านไม่ได้รับโอกาสให้ทำงานในโรงพยาบาลด้วยเพราะข้อผูกมัดกับบริษัทประกัน

การเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมามีการก่อสร้างโรงพยาบาลเอกชนขึ้นมาในประเทศไทยกันมาก โรงพยาบาลเอกชนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นสถานที่ประกอบวิชาชีพของแพทย์ที่รับราชการให้มีรายได้พิเศษ

30 ปีที่ผ่านมาโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยมีหลายร้อยแห่ง ทุกๆ แห่งก็ผ่านร้อนผ่านหนาวทางเศรษฐกิจกันมาทั้งนั้น ที่ประสบความสำเร็จผ่านวิกฤตต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจฟองสบู่แตกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก็พอมีบ้างโดยเอาเข้าตลาดหลักทรัพย์หาทุนกัน

การปฏิรูปในการให้การบริการทางการแพทย์ในด้านเอกชนของไทยสวนทางกับใน ส.ร.อ. เพราะโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยมีรายได้ส่วนใหญ่จากผู้มาใช้บริการโดยตรง (Self pay) ไม่ใช่จากบริษัทประกันสุขภาพ

บางโรงพยาบาลก็อยู่ได้จากคนไข้ประกันสังคมซึ่งมีจำนวนเป็นหมื่นเป็นแสน บางโรงพยาบาลก็อยู่ได้จากคนไข้ต่างชาติ

สรุปแล้วก็คือมีการก่อให้เกิดแพทย์พาณิชย์ขึ้น มีการขายและการซื้อการบริการ

ผลกระทบโดยตรงของผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ที่ทำงานในโรงพยาบาลเอกชน คือ แพทย์จะอยู่ในฐานะเป็นลูกจ้าง ต้องทำตามกฎเกณฑ์และนโยบายของโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งนโยบายก็คือ หารายได้ให้โรงพยาบาลและตัวเองให้มากที่สุด

จริยธรรมของแพทย์เริ่มถึงจุดเสื่อม สังคมไทยเป็นสังคมแบบอุปถัมภ์นิยมและพวกพ้อง ผู้บริหารโรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่จะเป็นญาติหรือเพื่อนสนิทของผู้ถือหุ้นใหญ่ของโรงพยาบาล

สรุปแล้วแพทย์มีความกดดันจากผู้บริหารโรงพยาบาลและสังคมเพิ่มขึ้น เนื่องจากการพัฒนาการให้บริการทางการแพทย์เปลี่ยนไปในเชิงธุรกิจมากขึ้น เพื่อหากำไรให้ผู้ถือหุ้น ผู้บริโภคจึงได้รับความคุ้มครองจากสังคมเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

วิวัฒนาการช่วงการให้บริการทางการแพทย์ของไทย

- ผลกระทบต่อแพทย์ โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคของรัฐบาล เท่าที่ทราบคือ ความกดดันของแพทย์มีมากขึ้น งานมาก เงินน้อย โรงพยาบาลขาดงบประมาณ คุณภาพในการประกอบวิชาชีพลดลง แพทย์ลาออกจากราชการมากขึ้น รัฐบาลไม่สามารถหางบประมาณอุดหนุนโรงพยาบาลต่างๆ ได้พอ

- โครงการ Medical Hub ของรัฐบาลไทยมีการตั้งเป้าหมายจะให้ชาวต่างชาติมาใช้บริการทางการแพทย์ในไทยเป็นจำนวน 5-6 แสนคนต่อปี ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ข้อดีก็คือจะมีรายได้เข้าประเทศไทยมากขึ้น

แต่การกระจายรายได้เป็นไปไม่ทั่วถึงเนื่องจากประเทศไทยมีโรงพยาบาลระดับอินเตอร์ไม่มากพอ บุคลากรทางการแพทย์ก็ไม่พอที่จะให้การบริการคนไข้อยู่แล้ว ถึงขนาดทางรัฐบาลไทยวางนโยบายจะอนุมัติให้แพทย์ชาวต่างชาติมาปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย ได้ข่าวมาว่าแพทยสภาไทยคัดค้านนโยบายนี้แบบสุดสุด

เมื่อวันที่ 1-3 ตุลาคม 2547 ได้มีการสัมมนาวิชาการในหัวข้อ ผลดีและผลร้ายของการมี Medical Hub ในประเทศ และผลกระทบของการบังคับให้แพทย์ซื้อประกันความเสี่ยงของอาชีพ (Malpractice insurance) วิทยากรผู้บริหารวงการแพทย์ไทยได้ให้ข้อแนะนำว่าธุรกิจที่มาจากคนไข้จากต่างประเทศนั้นไม่แน่นอน จะเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสังคม การเมือง และเศรษฐกิจของโลก

การขายการบริการทางการแพทย์ก็เหมือนธุรกิจอื่นๆ ในยุคของการค้าเสรี (Free Trade Agreement) จะต้องมีการประสานและการศึกษาจากองค์กรของรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นด้านความมั่นคง เพราะเราก็ไม่ทราบว่ามีผู้ก่อการร้ายแฝงเข้ามาในไทยเป็นคนไข้มากน้อยแค่ไหน

ด้านกฎหมายระหว่างประเทศว่าความเสี่ยงในการขายบริการทางการแพทย์มีมากน้อยแค่ไหน ด้านเศรษฐกิจได้ทราบมาว่าคนไข้ต่างชาติค้างชำระเงินแพทย์และโรงพยาบาลปีละหลายร้อยล้านบาท

โดยเฉพาะขณะนี้เศรษฐกิจของประเทศไทยและของโลกกำลังอยู่ในภาวะขาลง มีภัยธรรมชาติและปัจจัยการปั่นราคาน้ำมันด้วยการซื้อขาย Future กัน

ทุกวันนี้มีเศรษฐีน้ำมันกระดาษเกิดขึ้นมากมาย ภัยธรรมชาติครั้งล่าสุดคือ เฮอร์ริเคนแคทรีนาที่ถล่มเมืองนิวออร์ลีนส์ ในรัฐหลุยส์เซียนาจมใต้น้ำ ตลอดจนมีผลกระทบอีก 2 รัฐ คือ มิสซิสซิปปีและอลาบามา ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อประเทศสหรัฐเป็นวงเงินกว่า 100 พันล้านดอลลาร์ หรือ 4 ล้านล้านบาท คิดเป็น 4 เท่า ของงบประมาณประจำปี 2549 ของประเทศไทย

มีผู้กล่าวว่าผลกระทบใน ส.ร.อ. ไม่ว่าจะเป็นทางการแพทย์ สังคม เศรษฐกิจ จะมีผลกระทบต่อโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจาก ส.ร.อ.เป็นประเทศที่มีฐานะเป็นผู้นำและตำรวจของโลก

ความผันผวนของเศรษฐกิจในประเทศไทยและของโลกก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้โครงการ Medical Hub ของไทยจะได้รับผลกระทบไปด้วย

จำนวนนักท่องเที่ยวและคนไข้ต่างชาติที่เข้าไทยลดลงเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์หลังเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ เมื่อ 26 ธันวาคม 2547 มีผลกระทบต่อรายได้หลักจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

บทสรุป

สังคมปัจจุบันตลอดจนรัฐบาล องค์กรเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคเศรษฐกิจของโลก และประเทศไทย ตลอดจน พ.ร.บ.ต่างๆ มีอคติต่อแพทย์โดยให้การคุ้มครองประชาชนหรือผู้บริโภคมากกว่าแพทย์สืบเนื่องจากการ ปฏิรูปการให้การบริการทางการแพทย์ แม้แต่องค์กรทางการแพทย์เองก็มิได้ให้หลักประกันความมั่นคงของวิชาชีพแพทย์

แพทย์จะมีความรู้สึกว่าเป็นฝ่ายตั้งรับในสถานการณ์ปัจจุบัน ความรู้สึกทางลบและความกดดันจากสังคมยุควัตถุนิยมอันนี้ส่งผลร้ายต่อการปฏิบัติงานของแพทย์

ทำอย่างไรแพทย์ถึงจะดำเนินอาชีพให้คล้อยตามการเปลี่ยนแปลงนี้เพื่อการอยู่รอด

การนำจริยธรรมและคุณธรรมของแพทย์มาให้อาจจะเป็นหนทางหนึ่ง สังคมไทยเปลี่ยนไปมากถึงขนาดมีอาจารย์แพทย์หรือแพทย์บางท่านสละเวลาไปเรียนวิชากฎหมายเพื่อให้คำแนะนำต่อแพทย์ด้วยกัน

จะมีทนายความในโลกนี้สักกี่คนที่ยินดีปกป้องคุ้มครองแพทย์ซึ่งตกอยู่ในสถานการณ์ตั้งรับอยู่ตลอดเวลา ทนายความส่วนใหญ่ยินดีว่าความให้ผู้บริโภคเนื่องจากโอกาสชนะคดีมีสูงกว่า ถ้าสังคมไม่ให้ความเป็นธรรมต่อแพทย์ตามสมควรในอนาคตจะมีการขาดแคลนแพทย์

ขออย่าให้ถึงขนาดว่าถ้าไส้ติ่งแตกก็ช่วยตัวเองเถอะ

หน้า 6