หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ปัญหาหนี้สินของครู แก้อย่างไรดี?

โดย สายพิน แก้วงามประเสริฐ  มติชนรายวัน  วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10334

ข่าวครูมีหนี้พุ่งอีกเท่าตัว ครูมีหนี้สินเรื้อรัง หรือรัฐบาลมีนโยบายแก้หนี้สินของครู ข่าวหลังนี้อ่านแล้วน่าจะดีใจ ที่รัฐบาลสนใจให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาหนี้สินของครู แต่ในความเป็นจริงทุกครั้งที่พูดเรื่องนี้ เหมือนเป็นการตำหนิติเตียนเชิงประจานหาว่าครูมีหนี้สินมาก ไม่รู้จักการจับจ่ายใช้เงิน

ล่าสุด คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงหนี้สินของครู ที่มีกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู คิดเฉลี่ยคนละประมาณ 3 แสนบาทเศษ และเสนอแนวคิดให้กับครูว่า

"อยากฝากเตือนสมาชิกออมทรัพย์ครูทั่วประเทศ ให้ยึดตามแนวพระราชดำริในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง คือเน้นการพึ่งพาตนเอง มีความเป็นอยู่แบบเรียบง่ายสมฐานะ รู้จักประหยัดอดออม และหากข้าราชการจะได้รู้จักทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายในครัวเรือน ก็จะช่วยทำให้มีข้อมูลเสริมสร้างการมีวินัยทางการเงินมากขึ้น" (มติชน,17 มิ.ย.2549, หน้า 13)

จากคำเตือนสติของรัฐมนตรีเกษตรฯที่มีต่อครู อ่านแล้วเหมือนกับครูเป็นอาชีพที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยทำตัวไม่สมฐานะ ดังนั้นต้องมาพิจารณาว่า เพราะเหตุใดครูถึงเป็นหนี้ จริงๆ ก็คงไม่ใช่ครูอาชีพเดียวที่เป็นหนี้ ข้าราชการส่วนใหญ่ก็เป็นหนี้ เว้นแต่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีตำแหน่งใหญ่โต ที่นอกจากไม่มีหนี้แล้ว ยังมีฐานะค่อนข้างร่ำรวย เมื่อข้าราชการส่วนใหญ่เป็นหนี้ ต้องมาพิจารณาเงินเดือนของข้าราชการบ้าง

คนเรียนจบปริญญาตรี เข้ารับราชการจะได้รับเงินเดือน เดือนละ 7 พันกว่าบาท ถ้าหากทำงานมากว่า 10-20 ปี จะได้รับเงินเดือนประมาณ 15,000-20,000 บาทเศษ เงินจำนวนนี้เทียบไม่ได้กับคนที่ทำงานเอกชน หรือเงินจำนวนนี้เทียบไม่ได้กับเงินเดือนของนักการเมือง

ปีหนึ่งๆ เงินเดือนข้าราชการระดับกลางๆ จะเพิ่มขั้นหนึ่งไม่ถึง 1,000 บาท (เงินเดือน ส.ส.เพิ่มครั้งละเท่าไร แล้วยังมีสิทธิเพิ่มเงินเดือนให้กับตัวเองอีก)

แล้วครูกู้เงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไปทำอะไรบ้าง ตามรายงานของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ระบุว่า ครูกู้เงินไปชำระหนี้สินเดิม ปรับปรุงที่อยู่อาศัย ใช้จ่ายในครอบครัว ซื้อบ้านพร้อมที่ดิน ซื้อยานพาหนะ และอื่นๆ ภาคที่มีหนี้สูงสุดคือ ภาคอีสาน รองลงมาคือภาคเหนือ

จากข้อมูลเหล่านี้ พบว่าครูส่วนใหญ่เดิมก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย บางคนอาจยากจนด้วยซ้ำ สังเกตจากภาคที่มีหนี้สูงสุด ดังนั้น เมื่อมาเป็นครูซึ่งมีเงินเดือนน้อย ความจำเป็นในครอบครัวทำให้ครูต้องกู้เงินมาใช้จ่าย ในการเลี้ยงดูคนในครอบครัว เพราะครูไม่ได้มีปากท้องเดียว ต้องอุปการะเลี้ยงดูพ่อแม่ พี่น้อง ตลอดจนหากมีลูกอยู่ในวัยเรียน ก็ต้องส่งลูกเรียน ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการเรียนสูงขึ้น ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับมหาวิทยาลัย

ในเมื่อครูไม่ได้มีฐานะร่ำรวย หากจำเป็นต้องกู้เงินซื้อบ้าน ซ่อมแซมบ้านที่อยู่อาศัย ก็ไม่ได้ทำอะไรเกินฐานะ จะรอให้ครูเก็บสะสมเงินให้ได้พอที่จะซื้อบ้าน หรือสร้างบ้านสัก 1 หลัง ในขณะที่มีเงินเดือนอันน้อยนิด กี่ปีกี่ชาติจะเก็บเงินก้อนหนึ่งได้ อีกทั้งเวลาผ่านไป ราคาบ้านคงสูงขึ้นมาก

การซื้อยานพาหนะก็เป็นเรื่องจำเป็น ไม่ใช่การทำเกินฐานะ ครูที่สอนอยู่ต่างจังหวัด การมีรถมอเตอร์ไซค์ หรือรถยนต์สักคัน เป็นสิ่งจำเป็น เพราะต่างจังหวัดการเดินทางไม่สะดวก ไม่มีรถประจำทางบ้าง และระยะทางจากบ้านไปโรงเรียนก็ไกล บางครั้งครูต้องกลับบ้านไม่เป็นเวลา

ดังนั้น ถ้าไม่มีรถของตัวเอง จะทำให้การไปทำงานไม่สะดวก อีกทั้งรถที่ครูมีก็ไม่ได้หรูหราเกินฐานะ และครูเองก็คำนวณความสามารถในการผ่อนชำระของตัวเองอยู่แล้ว

ถ้าหากพิจารณาเหตุผลในการกู้เงินของครูจะพบว่า ครูไม่ได้กู้เงินไปใช้จ่ายในเรื่องฟุ่มเฟือยแต่อย่างใด การดำรงชีวิตประจำวัน ครูส่วนใหญ่ดำรงชีวิตอย่างสมถะ เรียบง่าย ทั้งเรื่องการแต่งตัว อาหารการกิน เดือนๆ หนึ่งครูแทบไม่ได้ไป หรือไม่ไปรับประทานอาหารในร้านที่หรูหราฟุ่มเฟือย

หากไม่เชื่อ รมต.เกษตรฯ ต้องมาต่างจังหวัด แล้วเข้าไปในตลาด หรือตามตลาดนัด ลองสำรวจว่าครู 1 คน ใช้จ่ายเงินซื้ออะไรในแต่ละวันบ้าง และของที่ซื้อหรูหราฟุ้งเฟ้อเกินฐานะหรือไม่

หากเกินฐานะ แล้วค่อยมาเตือนสติให้ครูทำตัวให้สมฐานะ

หนี้สินของครูที่กู้เงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้องพิจารณาให้ละเอียด ครูที่กู้เงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูได้ คือครูที่มีเงินสะสมรายเดือน กับสหกรณ์ บางคนที่เป็นสมาชิกมานาน อาจมีเงินสะสมมากกว่า หรือใกล้เคียงกับยอดเงินที่เขากู้ คล้ายๆ กับการกู้เงินของตัวเองด้วยซ้ำ เพียงแต่มีข้อดีคือ เมื่อสิ้นปีจะได้รับเงินปันผลเป็นเงินก้อนจำนวนหนึ่ง พอให้ชุ่มชื่นใจกับเงินปันผลได้บ้าง

ส่วนกรณี NPL หรือหนี้ที่ไม่เกิดรายได้ที่มีทั่วประเทศถึง 825 ล้านบาท สงสัยเหมือนกันว่าทำไมเป็นเงินมากขนาดนี้ เป็นยอดเงินที่ไม่เกิดรายได้จริงหรือ? ในเมื่อเวลาครูกู้เงินจากสหกรณ์จะต้องมีครูที่เป็นสมาชิกค้ำประกัน 1-2 คน หรือไม่ก็ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งอาจเป็นที่ดิน หรือหุ้นของตัวเอง ถ้าครูที่กู้ไม่มีเงินจ่าย สหกรณ์สามารถบังคับให้คนค้ำจ่ายแทน หรือไม่ก็ยึดทรัพย์ที่ค้ำขายทอดตลาด ถ้าหากไม่สามารถเรียกร้องกับใครได้เลย ไม่น่าจะเป็นกรณีที่เห็นกันทั่วไป คงต้องไปพิจารณาการปล่อยสินเชื่อเงินกู้ของสหกรณ์แล้วว่า หละหลวมอย่างไร แล้วใครควรจะรับผิดชอบ

แต่อย่างไรก็ตาม NPL ของครู คงไม่มากนัก หากเทียบกับ NPL ที่ธนาคารต่างปล่อยเงินกู้ให้กับนักธุรกิจ หรือนักการเมือง จนเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของชาติ ในราว พ.ศ.2540 จนบางธนาคารต้องปิดกิจการ บางธนาคารต้องรวบกิจการเข้าด้วยกัน อย่าพยายามทำให้เห็นว่า NPL ของครูเป็นวิกฤตของชาติ ในความเป็นจริงมีครูสักกี่คนที่ไม่ยอมใช้หนี้

อย่างน้อยก็มีศักดิ์ศรีความเป็นครูค้ำคออยู่

หากรัฐบาลจะช่วยแก้ปัญหาหนี้สินของครูจริงๆ เพราะต้องการคะแนนนิยมจากครู หรือเพราะเห็นว่าอาชีพครู ควรเป็นอาชีพที่ควรได้รับการดูแลก็ตามที การพูดย้ำบ่อยๆ ว่าครูเป็นหนี้ คงไม่ใช่หนทางแก้ปัญหา หากทำอะไรไม่ได้ ไม่พูดน่าจะเป็นประโยชน์กว่า เพราะจริงๆ การที่ครูมีเงินส่งสหกรณ์ทุกเดือน ก็แสดงว่า ครูสามารถจัดสรรเงินเดือน ที่มีอยู่อันน้อยนิด ให้ลงตัวได้ ว่าจะกินจะใช้อย่างไร จึงจะพออยู่ได้จนครบเดือน แม้จะลำบากบ้างก็ตาม

หากจะช่วยครูจริงๆ ประการแรก ให้พิจารณาที่ดอกเบี้ยสหกรณ์ออมทรัพย์ครูว่ากำหนดอัตราสูงไปหรือไม่ หากลดดอกเบี้ยลงกว่านี้ โดยที่สหกรณ์ยังสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงเช่นกัน ครูส่งดอกเบี้ยน้อยลง ส่วนที่เหลือจากดอกเบี้ยจะได้เป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัวที่จำเป็น

จริงๆ สหกรณ์ไม่ควรคิดดอกเบี้ยสูงอยู่แล้ว เพราะเงินที่กู้ส่วนใหญ่เป็นเงินของสมาชิก อีกทั้งสหกรณ์เป็นของสมาชิก แต่ดอกเบี้ยค่อนข้างสูง ทั้งๆ ที่ผู้กู้บางคนมีหุ้นมาก เหมือนกู้เงินตัวเอง แต่ต้องเสียดอกเบี้ยอีก

ประการต่อมา ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็ตาม ให้ตั้งใจบริหารประเทศ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทำให้การเมืองมีความมั่นคง นักการเมืองไม่มัวทะเลาะใส่ร้ายป้ายสีกัน เศรษฐกิจจะได้ดีตามไปด้วย เพื่อจะได้มีงบประมาณพอเพียงที่จะจ่ายเป็นเงินเดือน ให้ข้าราชการได้เพียงพอกับค่าครองชีพ

ในส่วนของครูเอง เงินที่ครูพึงได้ไม่ว่าจะเป็นเงินวิทยฐานะ หรือเงินประจำตำแหน่งเป็นแค่ตัวเลขลอยๆ ยังไม่ได้เงินจริงๆ มีแต่เสียงร่ำลือว่ารัฐบาลคงไม่มีเงินจ่าย ในเมื่อเงินที่ควรได้ก็ยังไม่ได้ เงินเดือนก็น้อย ค่าครองชีพก็สูงขึ้น การที่ครูจะมีหนี้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในการดำรงชีวิต โดยไม่ได้ฟุ้งเฟ้อหรือฟุ่มเฟือย ย่อมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้อยู่แล้ว เพียงแต่ครูก็มีศักยภาพเพียงพอที่จะจ่ายหนี้สหกรณ์เป็นรายเดือน

หากรัฐบาลบริหารประเทศทำให้เศรษฐกิจดี รัฐมีรายได้เพียงพอจ่ายเงินเดือน เงินเพิ่มพิเศษต่างๆ ให้ข้าราชการโดยไม่ติดขัด พ่อค้าแม่ค้าค้าขายได้ ชาวไร่ชาวนาขายผลิตผลทางการเกษตรได้คุ้มกับการลงทุน มีกำไรพอส่งลูกให้ได้เรียน เรียนจบมามีงานทำมีรายได้ สามารถดำรงชีวิตได้พออยู่พอกินจริง ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนได้

ครูเองคงไม่มีใครอยากเป็นหนี้ ถ้ามีรายได้พอเพียง ก็ไม่ต้องเป็นหนี้ หากรัฐบาลทำให้เศรษฐกิจดีได้จริงๆ เท่ากับช่วยแก้ปัญหาหนี้สินให้ครูแล้ว ไม่ใช่แค่การป่าวประกาศไม่รู้กี่รอบว่าจะแก้หนี้ให้ครู แล้วเหมือนกับประจานครูว่ามีหนี้สินเรื้อรัง

ครูคงไม่ต้องการให้รัฐมาแก้หนี้ด้วยการยกหนี้ให้ครู แล้วรัฐต้องรับภาระ แต่ครูต้องการให้รัฐทำให้เศรษฐกิจดี พอที่จะจ่ายเงินเดือนให้ครูให้เหมาะกับค่าครองชีพ และจ่ายเงินในส่วนที่ครูควรจะได้ให้ทันท่วงที แล้วครูจะจัดการหนี้สินด้วยตัวเอง

หากครูมีเงินเดือนหรือมีรายได้ใกล้เคียงกับ ส.ส.ประกอบกับครูเป็นอาชีพที่มีศักดิ์ศรี ความเป็นครูค้ำคออยู่แล้ว ก็คงไม่ปล่อยให้เป็นหนี้เรื้อรังที่ฟังดูเหมือนโรคร้ายให้นักบุญที่จะหยิบยื่นความช่วยเหลือทั้งหลาย เที่ยวป่าวประกาศให้เจ็บช้ำน้ำใจอยู่ร่ำไป

หน้า 6