หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ความถูกใจ และความถูกต้อง

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3820 (3020)

วิกฤตการณ์การเมืองในบ้านของเราน่าจะเริ่มคลี่คลายลงไปได้หลังจากที่ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง คือวันที่ 15 ตุลาคม 2549 พร้อมด้วยพระราชกระแสให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม และหลังจากกรรมการการ เลือกตั้งทั้ง 3 ท่านที่เหลือได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง แม้ว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันประปราย ผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ก็ถือว่า เป็นเหตุการณ์ปกติ

ผู้คนส่วนใหญ่ที่เคยมีอารมณ์พลุ่งพล่านร้อนรนก็พลอยเย็นลง รอกระบวนการต่างๆ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ตามกรอบที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ผู้คนที่อยู่ในแวดวงเศรษฐกิจการค้าการเงิน ก็พลอยหายใจโล่งอกว่า ทุกอย่างคงจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ตามวิถีทางของระบบ ใครจะแพ้ใครจะชนะก็เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของระบบรัฐสภา การปฏิวัติรัฐประหารแบบที่แล้วๆ มา แล้วมาเริ่มต้นร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่คงจะไม่มี

เมื่อเรื่องสงบลง สถานการณ์เข้าสู่ภาวะ ปกติ เราน่าจะมาวิเคราะห์ดูว่าวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปีเรื่อยมา แม้ขณะนี้ก็ยังดำรงอยู่ เกิดขึ้นได้อย่างไรและเราได้บทเรียนอะไร เพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยของเรา หากจะต้องแก้ไข จะแก้ไขอะไรและอย่างไร ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ที่เราต้องการจะพัฒนาให้ยั่งยืนนั้น น่าจะต้องคำนึงถึงอะไร ต้องนำเอาแนวพระราชดำริเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง" มาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาประชาธิปไตยของเราด้วย

แนวพระราชดำริเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง" นั้น เน้นในเรื่องความพอดี ความสมดุลอย่างมีเหตุผล ไม่มากไปไม่น้อยไป และมีความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งใช้ได้ในทุกสถานการณ์แม้ในเรื่องการพัฒนาทางการเมือง

ที่คิดว่าเป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า ในการปกครองบ้านเมืองให้สงบสุขราบรื่นผู้คนทำมาหากินได้อย่างเป็นปรกติสุข คงต้องรักษาความสมดุลระหว่าง "ความถูกใจ" และ "ความถูกต้อง" ให้พอเหมาะพอสม หรือแบบที่พูดๆ กันอยู่ ก็คือ การรักษาความสมดุล หรือการผสมผสานระหว่าง "หลักรัฐศาสตร์" และ "หลักนิติศาสตร์" ให้พอเหมาะกับเวลา บุคคล สถานที่ซึ่งไม่เหมือนกัน แล้วแต่วัฒนธรรม ความคิดอ่าน กาลเวลา ภูมิภาค ระดับชั้นทางเศรษฐกิจ และสังคมของผู้คนกลุ่มต่างๆ

"ความถูกต้อง" เช่น ความซื่อสัตย์สุจริต ความโปร่งใส ความยุติธรรม ฯลฯ นั้นเป็นพื้นฐานที่จะทำให้เกิด "ความถูกใจ" แต่ "ความถูกต้องอย่างเดียว บางทีไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดความถูกใจได้ ต้องมีองค์ประกอบอย่างอื่นประกอบด้วย เช่น กิริยาท่าทาง คำพูด คำจา ความนอบน้อมถ่อมตน สำหรับสังคมไทย ซึ่งไม่เหมือนสังคมฝรั่ง หรือสังคมอเมริกาซึ่งต้องอวดความเก่งความกล้า เด็กอเมริกันถ้าอายุ 6-7 ขวบแล้วยังไม่เถียงพ่อแม่หรือครูอาจารย์ ถือว่าผิดปกติต้องพาไปหานักจิตวิทยา ส่วนเด็กไทยถ้าเถียงพ่อแม่ หรือครูอาจารย์ถือว่าเป็นเด็กหัวแข็ง หัวดื้อ พ่อแม่จะถูกครูเรียกไปคุยด้วย ในวัยเรียนถ้าใครแสดงความคิดเห็นหรือแสดงตัวเด่นเถียงครู ครูอาจจะชอบ แต่จะถูกเพื่อนร่วมชั้นด่าเอาโห่เอาเพราะเสียเวลาอยากกลับบ้าน หรืออาจจะถูกเพื่อนๆ เล่นงานเอาหลังเลิกเรียน ดังนั้นระบบการเรียนการสอนจะทำแบบอเมริกัน คงทำได้ยาก

คงจะเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของไทยไปแล้ว ที่ผู้คนแบ่งออกเป็น "สองนครรัฐ" ใหญ่ๆ คือคนชั้นกลางและชั้นสูงในกรุงเทพฯ และในหัวเมืองใหญ่ๆ ที่มีความคิดความเห็นและอ่อนไหวต่อการเมือง และมีอิทธิพลต่อการเมืองมาก กับ คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำกว่าสักหน่อย ทั้งในชนบทและในเมืองที่ให้ความสำคัญต่อ "บริการของรัฐ" และความสัมพันธ์ส่วนบุคคลกับนักการเมืองหรือที่เรียกว่า "การอุปถัมภ์" ผ่าน "เจ้าพ่อท้องถิ่น" มากกว่า

ในช่วงที่ผ่านมา "เจ้าพ่อท้องถิ่น" ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ "ใต้ดิน" ไม่ว่าจะเป็นหวยใต้ดิน ยาเสพย์ติด ของหนีภาษี การเก็บส่วย จาก มอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถตู้โดยสาร เเท็กซี่เถื่อน ถูกทำลายไปบ้างหรือรัฐบาลนำเอามาไว้บนดิน บ้าง รวมทั้งโครงการสวัสดิการต่างๆ เช่น โครงการ 30 บาทสุขภาพดีถ้วนหน้า โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการพักหนี้เกษตรกรของ ธ.ก.ส. กลายเป็นโครงการที่ได้ผล "ถูกใจ" ชาวบ้านทั้งในชนบทและในเมือง พรรครัฐบาลก็เลยได้คะแนนนิยมจากคนชั้นล่างอันเป็น "นครรัฐ" ที่มีขนาดใหญ่กว่าเป็นอย่างมาก จนทำท่าว่าเมื่อมีการเลือกตั้ง พรรค การเมืองที่เป็นรัฐบาลอยู่ ก็จะชนะการเลือกตั้งต่อไป เพราะผู้คนระดับนี้สนใจปากท้อง และสิ่งที่ใกล้ตัว จับต้องได้มากกว่าสิ่งที่เป็นอุดมการณ์ หรือความคิดหรือข้อกล่าวหาที่จับต้องไม่ได้ พิสูจน์ยังไม่ได้ หรือยังไม่ได้พิสูจน์ยังเป็นนามธรรมอยู่ เมื่อถูกใจเสียแล้ว "ความถูกต้อง" ก็เป็นเรื่องรองลงไป หรือเป็นเรื่องที่สำคัญน้อยกว่า ไม่ใช่ว่าไม่รู้เรื่องไม่สนใจอย่างที่คนชั้นกลาง และชั้นสูงในเมืองเข้าใจ ที่จริงรู้เรื่อง และเข้าใจผลประโยชน์ของตนดีกว่าคนชั้นกลาง และคนชั้นสูงในเมืองเสียอีก "ความถูกใจ" ของเขาจึงเป็นอีกแบบหนึ่ง

สำหรับอีก "นครรัฐ" หนึ่ง คือคนชั้นกลางและชั้นสูงในกรุงเทพฯชั้นใน ที่มีบริการของรัฐพร้อมมูลอยู่แล้วหรือมีรายได้สูง บางทีไม่จำเป็นต้องพึ่งบริการขั้นพื้นฐานของรัฐ "ความถูกใจ" ของผู้คนในนครรัฐนี้ มิใช่อยู่ที่การจัดบริการรัฐ หรือทำหน้าที่กำราบเจ้าพ่อท้องถิ่นให้แบบพ่อค้าหาบเร่หรือคนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือคนที่ประกอบการค้ารายย่อย เพราะตัวมีอยู่แล้ว ดังนั้น "ความถูกใจ" ของในกลุ่มนี้จึงอยู่ที่สามารถได้ยินได้อ่านได้ฟังคนตำหนิติเตียน รัฐบาล นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี ได้ ต้องการเห็นรัฐมนตรี ข้าราชการ เป็นผู้รับใช้ไม่ใช่เป็น "เจ้านาย"

ด้วยเหตุดังนี้พรรคการเมืองฝ่ายค้านจะพูดถึงรัฐบาลในด้านดีไม่ได้หรือไม่ "ด่า" รัฐบาลก็ไม่ได้ อยู่เฉยๆ ก็ไม่ได้ ถ้าทำอย่างนั้นก็จะถูก "ด่า" เสียเอง ส่วนการโจมตีต่อว่า ด่าทอ จะมีสาระหรือไม่ไม่สำคัญ "ความถูกใจ" ไม่ได้อยู่ตรงนั้น ยิ่งหาคำโจมตีด่าทอที่ใหม่ๆ สะใจเท่าไหร่ก็ยิ่งดี จะ "ยิ่งถูกใจ" เท่านั้น วัฒนธรรมอันนี้อาจจะเป็นเพราะเรามีรัฐบาลทหารมานาน ผู้คนโดยทั่วไปรวมทั้งสื่อมวลชนไม่กล้าจะโจมตีเปิดโปงรัฐบาลทหาร ผู้คนอัดอั้นตันใจ จึงเป็นหน้าที่พรรค การเมืองฝ่ายค้านที่จะต้องออกมาโจมตี ด่าทอ รัฐบาล ผู้คนชั้นกลาง และชั้นสูงในเมืองก็จะ "สะใจ" และ "ถูกใจ" สาระความถูกผิดไม่สำคัญ วัฒนธรรมทางการเมืองอันนี้จึงติดมาจนทุกวันนี้

วัฒนธรรมอันนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีก็คือ เป็นสังคมเปิด เสรีภาพของการพูด การแสดงความเห็นกลายเป็นวัฒนธรรม ที่ไม่ใช่ใครหยิบยื่นให้เป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก ข้อเสียก็คือผู้คนไปตามกระแสได้ง่าย ยินดีที่จะเชื่อข่าวลือ ถ้า "ไม่ถูกใจ" ความถูกต้องถูกผิดไม่สำคัญ ระบบหรือกฎหมายไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่ตัวบุคคลที่ถูกโจมตี

ทำให้สังคมไม่เป็นสังคมที่เคารพต่อระบบกฎหมาย และความถูกผิด ที่น่าสนใจที่สุดก็คือไม่ต้องการการพิสูจน์ ไม่เชื่อในตรรกะ บางครั้งข่าวลือหรือข่าวที่มีการสร้างขึ้นมา ถ้าหยุดคิดสักนิดแล้วใช้ตรรกะหรือเหตุผลเข้าอิง ก็จะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ไม่อยากจะคิด กลัวว่าคิดแล้วเดี๋ยวจะไม่เชื่อไม่ "สะใจ" และไม่ "ถูกใจ"

ความคิดทางการเมืองของคนชั้นกลางและชั้นสูงในเมืองจึงไม่นิ่ง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่าง รวดเร็ว ไม่เหมือนกับความคิดทางการเมืองของคนระดับล่างทั้งในเมืองและชนบท แต่ความคิดความเห็นหรือ "ความถูกใจ" หรือ "ความไม่ถูกใจ" ของคนระดับกลาง และระดับสูงในเมืองมีผลต่อ "เสถียรภาพ" และ "ความอยู่รอด" ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และรัฐบาลที่มาจากการ "ปฏิวัติรัฐประหาร" อย่างที่นักวิจารณ์ทางรัฐศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่าคนต่างจังหวัดเป็นผู้ตั้งรัฐบาล แต่คนกรุงเทพฯเป็น ผู้ล้มรัฐบาล

ถ้าเป็นอย่างนี้ การ "อภิปรายไม่ไว้วางใจ" นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี โดยมีฝ่ายค้านลุกขึ้นโจมตีต่อว่าด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรง และมีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีนั่งกุมขมับรับฟัง แบบที่นายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา หรือนายกรัฐมนตรีท่านอื่นๆ โดนมาแล้วก็เป็นเรื่องจำเป็น การที่รัฐบาลมีคะแนนเสียงในสภามากเกินไป หรือการที่รัฐธรรมนูญกำหนด เรื่องการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจไว้ยากเกินไป จึงเป็นการขัดกับวัฒนธรรมการเมืองของคนไทย คนในเมืองที่ชอบฟังคนด่าทอโจมตีกันส่วนสาระจะเป็นอย่างไร ถูกผิดอย่างไรก็ไม่สนใจ เปิดอภิปราย ด่าทอโจมตีกันแล้วก็แล้วกันไป ถ้าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะต้องพิจารณานำเอาวัฒนธรรมทางการเมืองอันนี้ เข้าไปพิจารณาด้วย เพราะจะสร้าง "ความถูกใจ" ให้กับระบบการปกครองของเราได้

การเมืองของคนในเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯ "ความจริง" เป็นอย่างไร มีความสำคัญน้อยกว่า "คนคิดว่าเป็นอย่างไร" ถ้าคนคิดว่า "ดี" เสียแล้ว ทำอะไร พูดอะไรก็ดีไปหมด จะทำอะไรก็ได้ แต่ถ้าคนคิดว่า "ไม่ดี" หรือไม่ถูกใจเสียแล้ว ทำอะไรก็เป็นผิดไปหมด พูดอะไรก็เป็นผิดไปหมด ข่าวลือในทางอกุศลผู้คนก็จะเชื่อ ความดีที่เคยสั่งสมมา ผู้คนจะลืมหมด จำได้แต่ความไม่ดี ความไม่เป็นมงคล

เวลาก็เป็นอีกมิติหนึ่งของ "ความถูกใจ" หรือ "ไม่ถูกใจ" กระแสความคิดของคนชั้นกลาง และคนชั้นสูงในเมืองจะ "เบื่อง่าย" และ "ลืมง่าย" กล่าวคือใครอยู่ในอำนาจนานก็จะเกิดความเบื่อหน่าย หมั่นไส้ ยิ่งมีท่าทางพูดจาอหังการก็ยิ่งเบื่อยิ่งหมั่นไส้ เมื่อเกิดความเบื่อ ความหมั่นไส้ เห็นอะไรก็ขวางไปหมด แล้วก็แปลไปเป็น "ความไม่ถูกใจ" อยากจะเปลี่ยนเสีย เมื่อมีการเปลี่ยนช่วงแรกก็จะยินดีปรีดา พออยู่ไปสักพักหนึ่งก็จะเบื่อและ "ไม่ถูกใจ" อีก สลับไปมาอย่างนี้ ไม่สนใจระบบ ไม่เกี่ยวกับประสิทธิภาพ ไม่เกี่ยวกับผลงานของรัฐบาล ส่วนคนในชนบท กระแสความเห็นทางการเมืองจะมีเสถียรภาพ และมีแนวโน้มไปในทางสนับสนุนพรรครัฐบาลมากกว่าคนชั้นกลางและชั้นสูง ในกรุงเทพฯ และในเมืองที่มีแนวโน้มที่จะมีความเห็นสนับสนุนฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาล

แต่ในขณะเดียวกัน คนชั้นกลางและคนชั้นสูงในเมืองก็จะมีลักษณะลืมง่ายเช่นเดียวกัน เมื่อเวลาผ่านไป 2-3 ปี หรือบางทีอาจจะเพียงปีเดียว เรื่องที่เคยโกรธแค้นจะเป็นจะตายก็ลืมไปแล้ว ไม่เอาเรื่องแล้ว ที่เป็นเช่นนี้อาจจะเป็นเพราะอิทธิพลของสื่อมวลชนก็ได้ หรือไม่ก็สื่อมวลชน เข้าใจสังคมคนชั้นกลาง และคนชั้นสูงในเมืองที่เป็นลูกค้าของตนก็ได้ จึงไม่จับหรือกัดติดเรื่องใดเรื่องหนึ่งนานเกินไป เพราะผู้อ่านเบื่อง่าย ต้องหาเรื่อง อื้อฉาวเรื่องอื่นมาเสนอ ให้ตื่นเต้นเร้าใจ ทั้งๆ ที่เรื่องไม่ดีที่เคยเสนอ เป็นเรื่องร้ายแรงเสียหาย สื่อมวลชนก็หมดความสนใจไปแล้ว คนในกรุงเทพฯจึงกลายเป็นคนลืมง่ายและกลายเป็นคนฉาบฉวยในทางการเมืองไปโดยปริยาย นักการเมืองที่ทำความไม่ดีเอาไว้ จึงรอดตัวไปได้เสมอมา ไม่ค่อยจะมีใครติดใจเอาเรื่อง จนกระทั่งถูกลงโทษได้

เพื่อนอเมริกันคนที่สอนวิชารัฐศาสตร์อยู่ อเมริกาที่ชอบมาคุยด้วยเวลามีเหตุการณ์ในเมืองไทย ตั้งข้อสังเกตว่า คนไทยไม่ว่าจะเป็นคนในเมืองหรือในชนบท ต่างกับคนอเมริกันหรือคนยุโรปอยู่อย่างหนึ่งก็คือ คนอเมริกันกับคนยุโรป "กลัวกฎหมาย" ไม่กลัวตำรวจหรือ "รัฐ" แต่คนไทย "กลัวตำรวจ" หรือ "รัฐ" แต่ "ไม่กลัวกฎหมาย" ข้อสังเกตอันนี้เป็นข้อสังเกตที่น่าคิด ถ้าเป็นอย่างนี้จริงจะเขียนรัฐธรรมนูญ จะเขียนกฎหมายให้สมบูรณ์ดีเลิศอย่างไร ปัญหา "ความถูกใจ" กับ "ความถูกต้อง" ก็คงจะยังต้องมีอยู่ ต่อไป

เมื่อ "ความถูกใจ" มีความสำคัญกว่า "ความถูกต้อง" รัฐบาลจะเอาแต่ยึดว่าทำถูกต้องตามระบบตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย หรือหลัก "นิติธรรม" หลัก "นิติศาสตร์" แล้ว ก็ยังไม่พอที่จะปกครองบ้านเมืองหรือบริหารจัดการบ้านเมืองให้ราบรื่นได้ ต้องทำให้เกิด "ความชอบใจ" ด้วย เหมือนนักร้องไทยจะมีเพียงเสียงดี จังหวะจะโคนดีไม่พอ ต้องรู้จักชม้ายชายตาพูดจาออดอ้อนแม่ยกเป็นด้วย จึงจะ "ถูกใจ"

ตั้งแต่มีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มานี้ การเมืองไทยได้พัฒนาไปเร็วมาก เร็วจนคนไทยในเมืองรับไม่ได้ เพราะสลัดค่านิยมและวัฒนธรรมทางการเมืองเก่าออกได้ไม่หมด หรือไม่ก็ใจร้อน อยากเห็นระบบพัฒนาให้สมบูรณ์แบบ ประเทศที่ประชาธิปไตยหยั่งรากลึกแล้ว อยากเห็นระบบการคานอำนาจ และระบบตรวจสอบ ที่เข้มแข็งกว่านี้ ซึ่งยังเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ดีขึ้นมากแล้ว

บทเรียนจากวิกฤตการณ์การเมืองครั้งนี้ น่าจะเป็นการยกระดับการพัฒนาการเมืองขึ้นอีกระดับหนึ่ง ทั้งในฝ่ายนักการเมืองทุกฝ่าย และผู้คนในเมืองที่จะเอาแต่ "ความถูกใจ" หรือ "ความไม่ถูกใจ" อย่างเดียวไม่ได้ต้องให้น้ำหนักกับ "ความถูกต้อง" ด้วย ฝ่ายนักการเมืองก็ต้องคำนึงถึง "ความถูกใจด้วย" ความพอดีอยู่ตรงไหนไม่ใช่ "ศาสตร์" แต่เป็น "ศิลป์"

วิกฤตการณ์การเมืองเที่ยวนี้จึงไม่ใช่มีแต่ข้อเสียอย่างเดียว ข้อดีก็มีด้วย

หน้า 50