หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง (ข้อเสนอเมื่อ 30 ปีที่แล้ว)

คนแคระบนบ่ายักษ์  แพทย์ พิจิตร  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1376

เมื่อสามสิบปีที่แล้ว นักรัฐศาสตร์ไทยต่างพากันคิดหาหนทางที่จะป้องกัน ไม่ให้ทหารทำรัฐประหารล้มรัฐบาลพลเรือน ที่มาจากการเลือกตั้ง หนึ่งในมาตรการป้องกัน หรือป้องปรามมิให้ทหารกล้าตัดสินใจทำรัฐประหารก็คือ หาทางทำให้รัฐบาลพลเรือนเข้มแข็ง และชอบธรรม จนฝ่ายทหารจะต้องคิดแล้วคิดอีกก่อนจะกล้าลงมือทำรัฐประหาร

จุดอ่อนหรือความอ่อนแอบางประการของรัฐบาลพลเรือนที่มาตามกระบวนการการเลือก ตั้งตามครรลองประชาธิปไตย ได้แก่ การเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค

การที่การจัดตั้งรัฐบาลเมื่อสามสิบปีที่แล้วต้องเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค ก็เพราะสาเหตุที่ไม่มีพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง สามารถได้คะแนนเสียงมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว การเมืองไทยเราเพิ่งจะได้เห็นรัฐบาล ที่จัดตั้งโดยพรรคการเมืองพรรคเดียว ก็สมัยพรรคไทยรักไทยเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง

การที่พรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งของไทยไม่สามารถได้คะแนนเสียงข้างมาก ก็เป็นเพราะพฤติกรรมการเลือกตั้งของคนไทย ยังยึดติดกับตัวบุคคลหรือกลุ่มบุคคลมากกว่าพรรคหรือนโยบายพรรค ดังนั้น พรรคการเมืองต่างๆ จึงพยายามที่จะควานหาบรรดาคนที่มีบารมีในท้องถิ่นต่างๆมาเป็นผู้สมัครในนามของพรรคของตน จึงเกิดปรากฏการณ์พรรควิ่งแย่งผู้สมัครที่มีศักยภาพ มากกว่าผู้สมัครวิ่งเข้าพรรค ส่วนผู้สมัครที่วิ่งเข้าหาพรรค ก็มักจะเป็นผู้ที่ไม่ค่อยจะมีชื่อเสียงในท้องที่ท้องถิ่นเท่าไรนัก แต่หวังเผื่อโชคดีได้โหนกระแสพรรคเข้าไปในรัฐสภากับเขา

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคนจะเป็นแบบนี้ คนดีมีความสามารถบางคนก็วิ่งเข้าพรรคเองก็มี หากเขารู้สึกว่าหลักการของพรรคกับแนวทางของเขานั้นเข้ากันได้ แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นอย่างที่กล่าวไป

เมื่อไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งได้คะแนนเสียงข้างมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ จึงทำให้พรรคที่พอจะมีคะแนนเสียงมากกว่าพรรคอื่นๆ ต้องร่วมมือกับพรรคการเมืองอื่นในการจัดตั้งรัฐบาล และต้องแบ่งสันปันส่วน ตำแหน่งรัฐมนตรีให้พรรคต่างๆ ที่เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล ทำให้รัฐบาลที่เกิดขึ้นไม่สามารถมีเสถียรภาพได้ เพราะต้องคอยระแวดระวังพรรคการเมืองที่เข้าร่วมเป็นรัฐบาล

เพราะพรรคอื่นก็คือคนอื่น ไม่เหมือนคนในพรรคตน ขนาดคนในพรรคเดียวกัน ยังคุมกันลำบากเลย นับประสาอะไร กับคนพรรคอื่น มีอะไรไม่พอใจก็ทำท่าจะถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ขู่จะเอาท่าโน้นท่านี้อยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่ได้ดังใจ เวลาพรรคฝ่ายค้านเกิดคิดจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคร่วมรัฐบาลที่งอแง ก็อาจจะปันใจไปช่วยยกมือไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ ทำให้หัวหน้าพรรคที่ได้คะแนนเสียงข้างมาก มีอันต้องพับกระเป๋าลาโรงไป

และนั่นก็จะเป็นโอกาสให้หัวหน้าพรรคการเมืองอื่นๆ มีโอกาสที่จะจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ได้ หรือไม่ก็สามารถต่อรองได้ตำแหน่งรัฐมนตรี ที่สำคัญมากขึ้นกว่าเดิม ในรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ภาพของรัฐบาลผสมหลายพรรคที่ปรากฏในการเมืองไทยเป็นภาพที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งแก่งแย่งต่อรองเก้าอี้ที่นั่งตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นเรื่องผลประโยชน์เต็มๆ เป็นเรื่องของการทรยศหักหลัง การหวงเก้าอี้ นายกรัฐมนตรีก็ทำอะไรไม่ได้มาก ขาดประสิทธิภาพ เพราะมัวแต่มานั่งระแวดระวัง จัดการกับการต่อรองจากพรรคร่วมฯ เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลไว้ ผลงานจึงไม่ค่อยจะมี หรือถ้ามีก็ไม่โดดเด่นเห็นชัด อีกทั้งพรรคร่วมรัฐบาลเอง ก็ไม่อยากจะให้เครดิต ตกอยู่กับพรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เสียถ่ายเดียว ก็พยายามสร้างภาพความโดดเด่นสามารถของตนด้วย อีกทั้งก็พยายามปัดแข้งปัดขาพรรค แกนนำในเวลาเดียวกัน

ผู้คนมักจะเหม็นเบื่อปรากฏการณ์ทางการเมืองของรัฐบาลผสมหลายพรรค และพลอยเบื่อการเมืองไปในเวลาเดียวกันด้วย

เมื่อประชาชนเริ่มเหม็นเบื่อการเมืองตามครรลองประชาธิปไตยที่ดูแล้วมัน "ยุ่งชิบหายเลย!" มันก็เป็นปัจจัยหนึ่ง ที่เอื้อต่อการที่กลุ่มทหารจะเข้ามาแทรกแซงทำรัฐประหารนั่นเอง เพราะถ้าผู้คนเริ่มรู้สึกรังเกียจรำคาญ ปรากฏการณ์รัฐบาลผสมหลายพรรค และบรรดาพรรคการเมืองในสภามากขึ้นเท่าใด ความชอบธรรมในการทำรัฐประหารก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวเท่านั้น

เมื่อสามสิบปีที่แล้ว การหาทางทำให้พรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง ได้คะแนนเสียงข้างมาพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว แทบจะเป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น นั่นคือ ประชาชนเลือกคนมากกว่าเลือกพรรค อีกทั้งการเลือกตั้งก็ไม่ได้มีบ่อยๆ เพียงพอที่จะทำให้ประชาชนตระหนักว่า เลือกคนไปไม่มีประโยชน์เท่าเลือกพรรค เพราะจะทำงานในระดับมหภาคได้เป็นจริงเป็นจังกว่า

ถ้าจะถามว่า พรรคการเมืองเมื่อสามสิบปีที่แล้วไม่ได้มีนโยบายพรรคที่แตกต่างกันเด่นชัด มากพอที่จะทำให้คนเลือกที่นโยบายมากกว่าที่ตัวบุคคลหรือไม่?

คำตอบคือ พอมีบ้างเหมือนกัน แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยจะสนใจเลือกที่นโยบาย ยังไม่เข้าใจว่า เขาควรที่จะเลือกที่นโยบายมากกว่าที่ตัวบุคคล ดังนั้น การหาทางที่จะให้พรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง ได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงที่มากพอ จะจัดตั้งรัฐบาลนั้นจึงเป็นสิ่งที่ทำได้ยากในสมัยนั้น อีกทั้งปัญหาดังกล่าวนี้ น่าจะเป็นปัญหาของพรรคการเมืองแต่ละพรรคที่จะหาทางสร้างคะแนนนิยม นักรัฐศาสตร์มิได้มีหน้าที่ ที่จะช่วยพรรคใดพรรคหนึ่งให้ได้คะแนนเสียงข้างมาก ยกเว้นแต่จะนิยมในหลักการของพรรคนั้นๆ จริงๆ

แม้ว่าในการเลือกตั้ง จะมีพรรคต่างๆ ที่สามารถได้รับคะแนนเสียงมากน้อยต่างกัน แต่เพียงพอที่จะเข้ามามีเก้าอี้ ส.ส. ในรัฐสภา แต่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว ดังนั้น นักรัฐศาสตร์จึงคิดหาทางทำให้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น เข้มแข็งมีอำนาจมากพอที่จะจัดการ กับพรรคร่วมรัฐบาลที่คิดจะงอแง และเมื่อสามารถสร้างรัฐบาลที่ไม่อ่อนแอ และมีเสถียรภาพแล้ว แม้จะเป็นรัฐบาลผสมก็ตาม ภาพของความขัดแย้งในทางการเมืองก็จะลดน้อยลง ความชอบธรรมในการหาข้ออ้างในการทำรัฐประหารของฝ่ายทหารก็จะน้อยลงเป็นเงาตามตัวไปด้วย

วิธีการที่นักรัฐศาสตร์ไทยสมัยนั้นอย่าง ศาสตราจารย์พงศ์เพ็ญ ศกุนตาภัย แห่งภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้เสนอเพื่อสร้างนายกรัฐมนตรีให้มีอำนาจเข้มแข็งก็คือ ให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพื่อจะได้มีฐานเสียงประชาชนเป็นหลักประกัน แต่อย่างที่กล่าวไปแล้ว นักวิชาการส่วนใหญ่ไม่สามารถยอมรับวิธีนี้ได้!

หนึ่งในนักวิชาการที่คัดค้านความคิดที่ให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรงคือ ศาสตราจารย์จรูญ สุภาพ อดีตหัวหน้าภาควิชาการปกครอง และคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อนร่วมงานของอาจารย์พงศ์เพ็ญนั่นเอง ซึ่งจะว่าไปแล้ว นับได้ว่า ท่านทั้งสองนี้เป็นอาจารย์ใน "ปีกเดียว" กันในภาควิชาการปกครอง โดยที่ไม่ได้มี ศาสตราจารย์ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช อยู่ในปีกนั้นด้วย

แม้ว่าจะอยู่ในปีกเดียวของกันของภาควิชาการปกครอง แต่ความคิดเห็นในทางวิชาการในประเด็นเรื่องการให้นายกรัฐมนตรี มาจากการเลือกตั้งโดยตรงนั้น ทั้งอาจารย์จรูญและอาจารย์พงศ์เพ็ญไม่สามารถมีความเห็นไปในทางเดียวกันได้

อาจารย์พงศ์เพ็ญต้องการเสริมสร้างอำนาจทางการเมืองให้กับนายกรัฐมนตรีในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยนำเสนอหนทางที่ค่อนข้างจะแปลกประหลาด นั่นคือ ให้นายกรัฐมนตรีในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ไม่ต่างจากที่มาของประธานาธิบดีในระบอบประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดี เพื่อหวังจะทำให้ระบอบประชาธิปไตยไทยเข้มแข็ง ไม่ตกอยู่ในวงจรของการรัฐประหาร โดยกลุ่มทหาร อย่างที่เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ ในช่วงสามสิบปีที่แล้ว

ส่วนอาจารย์จรูญกล่าวกับผู้เขียนโดยตรง ณ บริเวณระเบียงชั้นสองของอาคารวรภักดิ์พิบูลญ์หรือตึก 2 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ว่า ข้อเสนอดังกล่าวยอมรับไม่ได้ และไม่มีวันจะให้เกิดขึ้น เพราะเมื่อนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง ก็จะมีอำนาจบารมีมาก ถึงขนาดอาจท้าทายพระราชอำนาจ และบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ เพราะการที่สามัญชนใครสักคนหนึ่งได้รับคะแนนเสียงจากการเลือกตั้งโดยตรง มากพอที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เขาก็ย่อมจะมีสถานะเป็นศูนย์รวมใจของปวงชนชาวไทยด้วยอย่างยากที่จะปฏิเสธได้

อย่างไรก็ตาม ขณะเดียวกัน มันก็ยากที่จะปฏิเสธในสมัยนั้นว่า หากนายกรัฐมนตรีมีประชาชนเป็นฐานอำนาจอย่างชัดเจน มันก็จะสามารถสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้กับกลุ่มทหาร หรือใครก็ตามที่คิดจะใช้กำลังทำรัฐประหา ยึดอำนาจจากนายกรัฐมนตรีไป

เพราะการลิดรอนอำนาจทางการเมืองจากนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง จะส่งผลให้เห็นภาพอันชัดเจน ของการกระทำอันลิดรอน "อำนาจอธิปไตยที่เป็นของหรือมาจากปวงชนชาวไทย" อย่างโต้งๆ

ความคิดหรือข้อเสนอดังกล่าวนี้เกิดขึ้นในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ซึ่งถือว่าเป็นชัยชนะของพลังประชาธิปไตย ที่สัมพันธ์เชื่อมต่อกับสถาบันกษัตริย์อย่างชัดเจน ทำให้บรรยากาศประชาธิปไตยในช่วงเวลานั้นกล้าแกร่ง

ปัจจุบัน พ.ศ.2549 บรรยากาศภายหลังรัฐประหาร 2 เดือน กลับมีการนำเสนอความคิดในการร่างรัฐธรรมนูญ ที่เปิดโอกาสให้นายกรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งเลย แสดงให้เห็นว่า แม้ว่าเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จะสามารถยุติความล่อแหลมที่จะนำไปสู่การนองเลือดของประชาชนจำนวนมาก แต่ก็ดูจะไม่ได้นำไปสู่การสร้างสรรค์ประชาธิปไตยให้เข้มแข็งก้าวหน้าขึ้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เงื่อนไขสำคัญในการกำหนดความเป็นไปของประชาธิปไตยไทย คงอยู่ที่พลังประชาชนประชาธิปไตยในสังคมไทย มากกว่าจะขึ้นอยู่ที่คนร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นทางการเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ขอย้ำเตือนว่า นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรงยังไม่เคยเกิดขึ้นในการเมืองไทย ที่อิงกับระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาตามแบบอังกฤษ หรือที่เรียกว่า "Westminster model" สิ่งที่บรรดาหัวหน้าพรรคการเมืองต่างๆ และนักวิชาการ ประชาชนทั่วไปจำนวนหนึ่งยืนยันในขณะนี้คือ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามที่เคยดำเนินมา โดยจะเป็นตัวแทนประชาชนจากเขตต่างๆ (แบบเก่า) หรือในระบบบัญชีรายชื่อ (แบบใหม่ตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540) เขาเหล่านี้มิได้เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงตามข้อเสนอเมื่อสามสิบปีที่แล้ว

ขณะเดียวกัน ก็ยังไม่เคยเห็นนายกรัฐมนตรีในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่ไหนในโลก ที่มาจากการแต่งตั้งโดยตรงโดยมิได้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งจากประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ยกเว้นเมืองไทยสมัยประชาธิปไตยครึ่งใบของป๋าเปรมและปรากฏอีกครั้งหนึ่งในสมัยของ พลเอกสุจินดา คราประยูร!

นอกนั้น ก็ต้องเป็น ส.ส. กันก่อนทั้งนั้น โดยหลังจากผ่านการเลือกตั้งแล้ว ส.ส. คนใดที่รัฐสภาเสนอชื่อไปยังประมุขของรัฐ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี หรือประมุขของรัฐบาล (ประมุขของรัฐอาจเป็นประธานาธิบดีหรือพระมหากษัตริย์ แล้วแต่กรณีในแต่ละสังคมนั้นๆ) ประมุขของรัฐก็จะลงนามแต่งตั้งบุคคลให้เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการใช้อำนาจลงนามรับรองแทนประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

เพราะฉะนั้น การที่ใครบางคนที่สนับสนุนให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดให้นายกรัฐมนตรีของไทยไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง โดยกล่าวอ้างว่า แม้แต่นายกรัฐมนตรีประเทศสิงคโปร์ ยังไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี จึงเป็นการกล่าวอ้างแบบพูดความจริงไม่หมด

จริงอยู่ที่นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่คนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้นั้นจะต้องเป็น ส.ส. ในเบื้องต้น และหลังจากนั้น หากเป็นบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจจากเสียงส่วนใหญ่ในสภา ประมุขของรัฐก็จะรับรองและแต่งตั้งเป็นกระบวนการดังที่กล่าวไป

หน้า 41