หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ค่าเงินหยวน

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3864 (3064)

หลังจากที่จีนถูกสหรัฐกดดันให้ขึ้นค่าเงินหยวนมาเป็นเวลาหลายปีจากการที่จีนตรึงค่าเงินหยวนไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐในอัตรา 8.28 หยวนต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ความกดดันจากสหรัฐมีมาอย่างต่อเนื่องจนในที่สุด จีนก็จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนของตน จากการตรึงค่าเงินหยวนไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐมาเป็นเวลานาน โดยประกาศเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนของตนมาตรึงกับตะกร้าเงินเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 หรือปี 2005 แทน และขึ้นค่าเงินหยวนจาก 8.28 ต่อหนึ่งดอลลาร์มาเป็น 8.11 หยวนต่อหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อจีนประกาศเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนจากการตรึงค่าเงินไว้กับเงินสหรัฐ มาตรึงค่าเงินไว้กับตะกร้าเงิน ซึ่งไม่ทราบว่าในตะกร้ามีเงินสกุลอะไรบ้าง เพราะประกาศว่ามีมากมายหลายสกุล และแต่ละสกุลมีน้ำหนักอย่างไรบ้าง ไม่มีใครทราบ

ตอนต้นๆ นักเก็งกำไรการเงินก็พากันเก็งว่าค่าเงินหยวนจะต้องแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะดุลการค้า และดุลการชำระเงินของจีน ก็ยังเกินดุลอยู่เป็นจำนวนมากต่อไป ไม่ได้ทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของจีน เกินดุลลดลงแต่อย่างใด การส่งออกของจีนก็ยังคงสามารถแข่งขันกันกับชาวโลก ในเวทีการค้าระหว่างประเทศได้ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ดังจะเห็นได้จากตัวเลขยอดการเกินดุลการค้าของจีนในปี 2549 หรือปี 2006 ได้ทำลายสถิติพุ่งพรวดเกือบ 75% ทะลุ 177,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ปลายปีที่ผ่านมาทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนคงมียอดใกล้เคียง 1 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นประเทศที่มีทุนสำรองสูงที่สุดในโลก

หลังจากที่จีนเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยน จากการผูกไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐ มาเป็นการ ตรึงค่าเงินไว้ กับตะกร้าของเงินหลายสกุล ผู้คนรวมทั้ง นักค้าเงินต่างก็ตีข่าวว่าค่าเงินของจีนจะต้อง สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับมีการเก็งกำไรค่าเงินหยวน

การเก็งกำไรค่าเงินหยวนพลอยทำให้ค่าเงินในภูมิภาคแข็งขึ้น เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐไปด้วย ทั้งๆ ที่ค่าเงินหยวนกับค่าเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคมิได้เกี่ยวข้องกันหรือเกี่ยวข้องกันก็น้อยมาก

ทั้งนี้เพราะเงินหยวนนั้นทางการจีนยังคงควบคุมการเข้าออกอย่างเข้มงวดไม่ยอมให้มีตลาดเงินหยวนนอกประเทศ จะยอมให้มีการซื้อขายเงินหยวนบ้างก็เล็กน้อยที่ฮ่องกง สำหรับนักท่องเที่ยวเท่านั้น

เมื่อจีนประกาศเปลี่ยนจากการตรึงค่าเงินของตนไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐที่ 8.28 หยวนต่อหนึ่งดอลลาร์สหรัฐมาเป็น 8.11 หยวน ต่อหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ จีนก็มิได้ปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นอย่างพรวดพราดรวดเร็ว แต่กลับค่อยๆ เพิ่มค่าเงินหยวนทีละเล็กละน้อย แล้วเงินดอลลาร์ที่จีนเกินดุลการค้า และเกินดุลบัญชีเดินสะพัดนั้น ก็ไหลกลับไปลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของสหรัฐเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ครั้งหนึ่ง ดร.อลัน กรีนสแปน ออกมาบ่นว่าการที่จีนนำเงินที่เกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดไปลงทุนในตลาดตราสารของสหรัฐ ทำให้ราคาตราสารหนี้และดอกเบี้ยในตลาดตราสารสูงเกินความเป็นจริง

ต่อมาเมื่อค่าเงินดอลลาร์มีค่าอ่อนลงอย่างรวดเร็ว หลังจากราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น ก็มีข่าวกระเส็นกระสายว่า เป็นเพราะทางการจีนเริ่มกระจายความเสี่ยงของตนจากการถือสินทรัพย์ทางการเงินออกจากดอลลาร์สหรัฐ เข้าไปถือสินทรัพย์ทางการเงินในรูปเงินยูโร ทองคำ และสินทรัพย์ในรูปแบบอื่นๆ เป็นเหตุให้สัดส่วนสินทรัพย์ ในรูปของเงินดอลลาร์สหรัฐ ลดลงในทุนสำรองระหว่างประเทศ

ข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเงินของจีนเริ่มมีมากขึ้นตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าทางการจีน ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายการเงินของจีน เริ่มมีความสำคัญกับการเงินของโลก ที่จะต้องคอยจับตาดูนโยบายการเงินของจีน เพราะมีผลต่อการเงินของโลกมากขึ้นทุกทีในอนาคต

การบริหารเศรษฐกิจมหภาคของจีนนั้นต้องถือว่าเก่งมากและไม่เหมือนใคร เป็นอิสระไม่ยอมก้มหัวให้กับไอเอ็มเอฟ สหรัฐอเมริกา หรือธนาคารโลก เป็นตัวของตัวเอง แม้ว่าจีนจะเกินดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างมโหฬาร

การใช้นโยบายตรึงอัตราแลกเปลี่ยนไว้กับดอลลาร์สหรัฐ หรือแม้แต่การตรึงอัตราแลกเปลี่ยน ไว้กับตะกร้าของเงินตราหลายสกุลที่ไม่บอกว่ามีสกุลอะไรบ้าง ยอมทำให้ธนาคารกลางของจีน ต้องใช้เงินหยวน ออกมาซื้อเงินดอลลาร์ไว้เป็นจำนวนมากในแต่ละเดือน ปริมาณของเงินหยวนที่ออกมาสู่ท้องตลาดในประเทศ จะต้องเป็นจำนวนมหาศาล การบริหารปริมาณเงินหยวนในประเทศ จะต้องดีพอ เมื่อธนาคารกลางนำออกมาซื้อดอลลาร์ จากธนาคารพาณิชย์เข้าไว้เป็นทุนสำรอง แล้วนำไปลงทุน เพื่อหารายได้ในตลาดตราสารหนี้ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และที่อื่นๆ

หนทางหนึ่งที่ทางการจีนคงจะต้องทำก็คือ ต้องออกพันธบัตรออกมาดูดเงินกลับไปที่ธนาคารกลาง ซึ่งธนาคารกลาง ก็คงต้องจ่ายดอกเบี้ยเป็นจำนวนมาก วิธีนี้ก็เป็นวิธีซึ่งประเทศต่างๆ ใช้เพื่อควบคุมปริมาณเงิน ไม่ให้มีสูงจนเกินไป จนกลายเป็นแรงกดดันให้เกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นในประเทศ

แต่เท่านั้นคงไม่พอ รัฐบาลจีนคงต้องเร่งการใช้จ่ายในประเทศให้สูงพอที่จะสร้างให้เกิดความต้องการนำเข้าวัตถุดิบ สินค้ากึ่งสำเร็จรูปและอื่นๆ รวมทั้งเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ สำหรับโครงการชลประทาน ไฟฟ้า ทางรถไฟ ถนนหนทาง ระบบโทรคมนาคม ระบบขนส่งมวลชน รถไฟใต้ดิน ท่าเรือ ท่าอากาศยาน รวมทั้งการทุบเมืองเก่าทิ้งทั้งหมด แล้วเนรมิตเมืองใหม่ภายในเวลาอันสั้น โครงการเหล่านั้นจะได้ใช้เงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน

การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมก็ต้องใช้เงินตราต่างประเทศอย่างมาก เพราะต้องสร้างและซื้อเครื่องจักรใหม่ ทั้งหมดซึ่งเริ่มจากไม่มีอะไร และใช้ความได้เปรียบจากการเชื้อเชิญชาวต่างประเทศ มาลงทุนด้วยแรงงานราคาถูก ที่ฝึกอบรมได้ง่ายและมีวินัยอย่างดี

สำหรับรัฐบาลกลางก็ดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณแล้วใช้วิธีออกพันธบัตรดูดเงินจากประชาชนมาใช้ ซึ่งเป็นการใช้เงินส่วนเกินจากการเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดส่วนหนึ่ง รัฐบาลท้องถิ่น เช่น รัฐบาลมณฑล จังหวัดและอำเภอ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณ และใช้วิธีกู้ยืมเงินจากรัฐบาลกลางนำมาลงทุนในมณฑลของตน

ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีนโยบายลดภาษีที่ดินที่ใช้ทำการเกษตรและภาษีผลผลิตทางด้านการเกษตร ซึ่งภาษีชนิดนี้เคยเป็นภาษีที่สำคัญของรัฐบาลทุกระดับ สำหรับประเทศสังคมนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับประเทศคอมมิวนิสต์ เหตุผลที่สำคัญก็คือ กระตุ้นให้เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ มีอำนาจมากขึ้น เพื่อเป็นฐานรองรับเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ และเป็นการผลักดันให้มีการนำเข้า เพื่อลดความกดดันในเรื่องการเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดกับอเมริกา

ในขณะเดียวกันก็เป็นการลดช่องว่างของความแตกต่าง ระหว่างรายได้ในภาคชนบทกับภาคในเมืองไปด้วยในตัว ซึ่งจีนเห็นว่ากำลังเป็นปัญหาใหญ่อยู่ในขณะนี้

เมื่อปีที่แล้วได้ไปร่วมสัมมนาในประเทศจีน ทราบว่าจีนมุ่งที่จะพัฒนาประเทศให้ก้าวขึ้นไปสู่ระดับการพัฒนา ที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง สินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งทอ เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรขนาดกลาง รถยนต์ เครื่องจักรขนาดใหญ่ หรือแม้แต่เทคโนโลยีทางด้านอวกาศ และเทคโนโลยีทางด้านสารสนเทศ รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา ที่ให้มูลค่าเพิ่มสูง จีนก็จะเร่งพัฒนาขึ้นเพื่อแข่งขันกับตะวันตกให้ได้ภายในระยะ 10 ปี โดยทำเป็นขั้นเป็นตอน

ในขณะเดียวกันอุตสาหกรรมทางด้านล่างก็ยังต้องทำต่อไป เพราะจีนยังมีแรงงานเหลือเฟือ แม้ว่าจีนจะขยายตัวในระดับที่สูงมาเป็นเวลานาน แต่ก็ยังไม่สามารถรองรับแรงงานที่มากมายได้หมด

ทั้งหมดนี้จีนสามารถทำได้พร้อมกันโดยไม่เป็นอันตรายต่อเสถียรภาพทางการเงิน เพราะจีนยังสามารถรักษาค่าเงินของจีนไว้ ไม่ให้แข็งเร็วเกินไปจนทำลายบรรยากาศการลงทุนและความสามารถในการแข่งขันของจีน ทั้งๆ ที่เงินดอลลาร์ไหลเข้าประเทศจีนเป็นจำนวนมหาศาล

ในขณะเดียวกันปัญหาเรื่องเสถียรภาพและความขาดแคลนพลังงานของจีน จีนก็เร่งแก้ไข โดยการลงทุนในเรื่องพลังงานทดแทนน้ำมัน เช่น ไฟฟ้าจากพลังน้ำ จากปรมาณู และลงทุนในการสร้างท่อก๊าซธรรมชาติ จากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศจีน เพื่อรองรับความต้องการพลังงาน ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศจีน

สิ่งหนึ่งที่ต้องถือว่าจีนยังทำน้อย เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นสมัยที่ญี่ปุ่นเกินดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างมากในทศวรรษที่ 1970-1980 ในขณะนั้นญี่ปุ่นทำสองอย่าง อย่างหนึ่งก็คือ ปล่อยให้เงินเยนลอยตัว ค่าเงินเยนจึงมีราคาสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา จาก 360 เยนต่อหนึ่งดอลลาร์ แข็งตัวเรื่อยๆ มาจนมีค่าถึง 80 เยนต่อหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ อเมริกา อย่างที่สองซึ่งเป็นผลตามมาก็คือ ค่าแรงของแรงงานญี่ปุ่นแพงขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งที่คิดเป็นเงินเยนญี่ปุ่น และเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกา จนทำให้อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็กของญี่ปุ่นอยู่ไม่ได้ต้องโยกย้ายออกจากญี่ปุ่นไปอยู่ที่อื่นๆ เช่น อเมริกา ยุโรป และเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอาเซียนอย่างในประเทศเรา

แต่ในกรณีของจีนทางการจีนยังยึดนโยบายตรึงค่าเงินไว้กับตะกร้าเงิน ซึ่งคาดว่าในตะกร้าเงิน ที่ทางการจีนตรึงไว้ คงจะมีเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นส่วนใหญ่ และในขณะเดียวกัน ยังไม่มีนโยบายออกมาลงทุนนอกประเทศมากนัก แต่ใช้นโยบายขยายการลงทุนด้านต่างๆ ไปยังพื้นที่ที่ลึกเข้าไปในประเทศทางด้านตะวันตก และตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ แทนการออกไปลงทุนนอกประเทศ

แม้ว่าจีนจะลงทุนขนานใหญ่ในประเทศ แต่การลงทุนทั้งสิ้นก็ยังต่ำกว่าเงินรวมทั้งสิ้นของประเทศ ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของจีนก็ยังเกินดุล

แม้ว่าค่าเงินหยวนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐจะแข็งขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่มาก กลับกลายเป็นว่าค่าเงินหยวนอ่อนลงเมื่อเทียบกับค่าเงินในภูมิภาคเอเชียตะวันออก

ความจริงการที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินในระยะสั้น ระหว่างเงินหยวนกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ไม่น่าจะมาเกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนของเงินตราในภูมิภาค แต่เนื่องจากนักเก็งกำไรถือโอกาสปล่อยข่าวว่า เงินตราในภูมิภาคมีความเกี่ยวข้องกัน เมื่อเงินหยวนมีแนวโน้มจะแข็งขึ้นก็ถือโอกาสเข้ามาซื้อเงินตราในภูมิภาคด้วย

ที่ถูกกระทบกระเทือนมากก็คือเงินฮ่องกง ฮ่องกงก็ใช้ระบบตรึงค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยใช้วิธีที่เรียกว่า "currency board" มาเป็นเวลานานถึง 23 ปี และเมื่อจีนกับฮ่องกงมีความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจมานาน ค่าเงินทั้งสองเศรษฐกิจจึงอยู่คงที่มานาน โดยที่ค่าเงินฮ่องกงมีราคาเท่ากับ 7.8 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อดอลลาร์สหรัฐมานาน

เมื่อก่อนเวลาไปซื้อของที่เสินเจิ้น พ่อค้าจีนยินดีรับเงินฮ่องกงมากกว่าเงินหยวนของจีน แต่เดี๋ยวนี้พ่อค้าจีนทั้งที่เสินเจิ้น และที่ฮ่องกงยินดีรับเงินหยวนของจีน บรรดาร้านค้าที่ฮ่องกงยินดีรับเงินหยวนมากขึ้นตามลำดับ

และยิ่งมีข่าวว่าทางการของฮ่องกง กำลังจะอนุมัติให้พ่อค้าส่งออกของฮ่องกงสามารถรับเงินหยวนของจีนได้โดยตรง ก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะทำให้เงินหยวนไหลออกมาที่ฮ่องกงมากขึ้น จนอาจจะทำให้เงินหยวน กลายเป็นเงินที่ใช้ในฮ่องกงเพิ่มขึ้นอีกสกุลหนึ่งก็ได้ ถ้าประชาชนฮ่องกงให้ความมั่นใจกับเงินหยวน และต้องการใช้เงินหยวนมากขึ้น เพราะเป็นเงินที่มีเสถียรภาพ ในขณะนี้อาจจะมากกว่าเงินดอลลาร์สหรัฐด้วยซ้ำไป

ในอนาคตข้างหน้าเงินหยวนอาจจะมีความสำคัญพอๆ กับเงินเยนและเงินยูโรก็ได้

ที่สำคัญต้องชมทางการจีนที่บริหารเศรษฐกิจส่วนรวมได้เก่งมาก

หน้า 50