หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
คุยกับขอทาน

คอลัมน์ บทความ  โดย ไสว บุญมา  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3897 (3097)

การขอทานเป็นปรากฏการณ์ปกติ ในประเทศที่ร่ำรวยมหาศาลก็มีขอทานให้เห็น แต่การขอทานในเมืองไทย ไม่ใช่ปรากฏการณ์ปกติเพราะมีข่าวบ่อยๆ ว่าคนไทยเช่าและซื้อขายเด็กเพื่อนำไปบังคับให้เป็นขอทาน ผมจึงมักสังเกตขอทานเป็นพิเศษเมื่อมาพักอยู่ในกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาเกือบปีที่ผ่านมา ผมสังเกตว่าบนสะพานข้ามถนนรัตนาธิเบศร์ตรงหน้าร้านคาร์ฟูร์และสำนักงานสรรพากรพื้นที่นนทบุรีมักมีขอทานมานั่งเป็นประจำ ชายบ้าง หญิงบ้าง บางคนตาบอด บางคนตาดี บางคนมีดนตรี บางคนไม่มีอะไรมาประกอบ และทุกคนเป็นผู้ใหญ่

ในจำนวนนี้มีหญิงสูงวัยคนหนึ่งซึ่งมานั่งขอทานเกือบทุกสัปดาห์ ผมสังเกตว่าเสื้อผ้า หน้าตา เนื้อตัว และผมเผ้าของแกดูสะอาด และเป็นระเบียบ ก่อนลงนั่งขอทานแกจะเก็บกวาดสะพานส่วนนั้นให้สะอาด แล้วจึงวางถุงหลายใบไว้ข้าง ๆ ในถุงพลาสติกใสๆ จะเห็นได้อย่างแจ้งชัดว่าแกมีผลไม้ หมาก พลูและเครื่องประกอบการกินหมากอื่นๆ นอกจากกระป๋องสำหรับรับเงินทานที่วางไว้ตรงหน้าแล้ว แกมีกระป๋องสำหรับรับน้ำหมากวางไว้ข้างๆ อีกใบหนึ่งด้วย บางครั้งแกจะนำหมากสดมาผ่าออกผึ่งแดดไว้บนราวสะพานและนำใบพลูมาเช็ดให้แห้งแล้วแยกเก็บเข้าถุงใหม่ ในยามแดดร้อนจัดแกจะหลบเข้านั่งใต้ร่มซึ่งกางออกผูกไว้กับราวสะพาน ทุกครั้งที่แกมานั่งแกจะมาตั้งแต่ตอนสายๆ แล้วนั่งไปจนค่ำ

วันนึ่งผมใจกล้าจึงถามแกว่า "ยาย ... ยายมาจากไหนครับ ?" แกยิ้มให้แล้วอธิบายพร้อมกับทำไม้ทำมือ แต่ผมไม่เข้าใจจนได้ยินคำว่า "กัมปูเจีย กัมปูเจีย" ผมจึงถึงบางอ้อ ต่อมาผมได้รับความกรุณาจากคุณรัตนา ซตาห์นเค ซึ่งอาสาเป็นล่าม และ พ.ญ. นภาพร ลิมป์ปิยากร ซึ่งอาสาเป็นตากล้อง นั่นคือที่มาของเรื่องที่นำมาเล่าสู่กันวันนี้

ขอทานคนนั้นบอกว่าแกชื่อ "แอม" อายุ 69 ปี มีพี่น้องหลายคนแต่ขณะนี้ไม่มีการติดต่อกันอีกแล้ว แกตัวคนเดียว เป็นโสดมาตลอด เคยมีนากว่า 20 ไร่ มีบ้านและสมบัติอื่นๆ แกสูญทุกอย่างเมื่อครั้งเขมรแดงยึดประเทศ ไล่พระออกจากวัด ไล่ชาวเมืองเข้าป่าและฆ่าชาวเขมรไปเป็นเบือ ผมไม่ได้ซักถามว่าแกเห็นการฆ่ากันอย่างทารุณครั้งนั้นด้วยตาตัวเองหรือไม่ แต่ใจผมนึกถึงภาพติดตาที่ได้มาจากพิพิธภัณฑ์หัวกะโหลกในเขมร จากภาพยนตร์เรื่อง "ทุ่งละเลงเลือด" (The Killing Fields) และจากหนังสือของ ลุ้ง อึ้ง เรื่อง First They Killed My Father ซึ่งบรรยายความโหดร้ายทารุณที่เขมรแดงมีต่อชาวเขมรด้วยกัน รวมทั้งต่อสมาชิกในครอบครัวของเธอด้วย

ยายแอมระเหเร่ร่อนอยู่นานจนในที่สุดเข้าไปอาศัยอยู่ในวัดเมื่อเขมรแดงหมดอำนาจและพระกับวัดกลับมามีบทบาทในสังคมอีก วัดที่แกเข้าไปอาศัยอยู่ห่างจากเมืองพระตะบองออกไปราว 50 กิโลเมตร แกช่วยพระทำงานในวัดเพื่อแลกกับข้าวก้นบาตร และที่หลับนอน แกเล่าว่าแกโชคดีที่ไม่เคยเจ็บป่วยแม้แต่ครั้งเดียว

เมื่อ 8 ปีที่แล้วมีคนชวนแกมาขอทานในเมืองไทยถ้าแกยอมจ่ายค่าป่วยการ 5,000 บาท แกตกลงมากับนายหน้า พร้อมกับชาวเขมรอีกราว 30 คน แกขอทานอยู่ได้ประมาณ 2 เดือนก็จ่ายค่านายหน้าหมดและเดินทางกลับเขมร หลังจากนั้นแกพยายามหาวิธีกลับมาใหม่และพบวิธีที่มีอิสระแก่ตัว นั่นคือ จ่ายค่านายหน้า 200 บาทเพื่อเป็นค่าพาข้ามเขตแดนมาขึ้นรถไฟที่อรัญประเทศ จากนั้นมาแกก็ไปกลับระหว่างเขมรกับกรุงเทพฯ ปีละหลายครั้ง ในปัจจุบันนี้มีขอทานอีกมากที่ทำเช่นเดียวกับแก แต่แกไม่สนใจที่จะรู้ว่าใครเป็นหัวเรือใหญ่ในการพาขอทานเขมรข้ามเขตแดน ผมนึกอยู่ในใจว่าน่าจะมีหลายคน เขมรบ้าง ไทยบ้าง และทุกคนคงจะมีรายได้ค่อนข้างดี

ในระหว่างที่อยู่ในเมืองไทยยายแอมเช่าห้องอยู่ในย่านวัดเขมาภิตารามด้วยค่าเช่าเดือนละ 800 บาท แกมีเพื่อนบ้านที่เป็นขอทานเขมรหลายคน กิจวัตรของแกคือตื่นแต่เช้า หุงหาข้าวกินแล้วก็จะออกไปขอทานจนตกค่ำ จึงจะกลับไปทำอาหารเย็นกินที่ห้องเช่า เมื่อถามว่าแกเคยซื้ออาหารจากร้านคาร์ฟูร์ที่มองเห็นอยู่ตรงนั้นบ้างไหม แกตอบว่าไม่เคย แกทำทุกอย่างกินเองและอาหารหลักของแกเป็นจำพวกผักเสียเป็นส่วนใหญ่ นั่นคงจะเป็นเคล็ดลับที่แกดูสดใสเปล่งปลั่ง ไม่อ้วนเกินไปดังหลายคนที่เดินออกมาจากร้านคาร์ฟูร์

แกเปลี่ยนสถานที่ที่ไปนั่งขอทานทุกวัน นานๆ จึงจะกลับมานั่งตรงหน้าสำนักงานสรรพากรนั้นสักครั้ง บางครั้งแกนั่งรถไปขอทานถึงภูเก็ตเพราะจะขอได้วันละมากๆ แต่แกจะอยู่ไม่นานเพราะที่นั่นตำรวจดุ แกไม่เคยถูกจับ ไม่ว่าจะเป็นที่ภูเก็ตหรือที่กรุงเทพฯ ทั้งที่มีเพื่อนขอทานด้วยกันถูกจับและส่งกลับเขมรเกือบทุกวัน ตามธรรมดาขอทานที่มีเงินเป็นค่าปรับให้ตำรวจ 10,000-20,000 บาทจะถูกปล่อย แต่พวกที่ถูกส่งกลับ ก็มักลักลอบเข้ามาอีกในเวลาไม่กี่วัน แกบอกว่าที่แกไม่ถูกจับเพราะเงินที่แกขอได้แกเอาไปทำบุญทั้งหมด พระคงคุ้มครองแก

ต่อคำถามที่ว่าแกรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการเช่าหรือซื้อขายเด็กหรือไม่ แกตอบว่าแกเคยได้ยิน และรู้ว่าเมื่อเด็กขอทานได้มา ก็จะถูกริบหมด เด็กบางคนจึงพยายามหนี แต่พวกนี้ก็มักถูกจับ

ยายแอมบอกว่าแต่ละวันแกขอได้ประมาณ 300 บาท แต่ถ้าแกไปขอที่ภูเก็ตแกจะได้ในราวสองร้อยเท่านั้น เมื่อคุยกับแกถึงตอนนี้ผมอดหันไปดูสำนักงานสรรพากรพื้นที่นนทบุรีไม่ได้เพราะมันตั้งอยู่ใกล้ๆ นั่นเอง สรรพากรคงไม่รู้หรอกว่าอาชีพขอทานมีรายได้มากกว่าข้าราชการผู้น้อยในกรมเสียอีก และคงไม่สนใจที่จะเก็บภาษีขอทานเพราะมันคงยากแก่การประเมิน ไม่เหมือนกับตัวเลขง่ายๆ ที่ได้จากการขายบริษัทในราคาเป็นหมื่นล้านบาท หรือกิจการเล็กๆ ซึ่งกลัวอำนาจสรรพากรจนตัวสั่น

เมื่อขอทานได้ ยายแอมก็นำไปสะสมไว้ในกระปุกที่ห้องเช่าซึ่งแกเล่าว่าเคยถูกขโมยงัดแงะ แต่แกไม่เสียดาย และก็ไม่คิดจะเก็บด้วยวิธีอื่น ทุกๆ 2-3 เดือนเมื่อแกสะสมเงินได้ 20,000-30,000 บาท แกจะกลับเขมร และนำเงินนั้น ไปซื้อปัจจัยถวายวัดที่ขาดแคลน เช่น ข้าวสารและอาหารแห้ง บางครั้งแกจะนำไปสร้างพระ เช่น เมื่อตอนสงกรานต์ที่ผ่านมา แกจะอยู่ในเขมร 2-3 วันแล้วจ่ายค่านายหน้า 200 บาทให้เขาพาเข้ามาส่งที่อรัญประเทศอีก

แกบอกว่าแกนำเงินทั้งหมดไปทำบุญได้เพราะแกตัวคนเดียว ไม่เหมือนขอทานเขมรบางคนที่มีครอบครัวและญาติพี่น้อง รอรับเงินอยู่ทางบ้าน นอกจากนั้นยังมีพวกชอบเล่นการพนัน และใช้ชีวิตแบบสำมะเลเทเมา พวกนี้ไม่มีเงินเหลือ

เมื่อถามว่าแกจะขอทานไปนานอีกเท่าไร ยายแอมตอบว่าจนกว่าจะไปมาระหว่างเมืองไทยกับเขมรไม่ไหว แกเสริมท้ายว่าแกรักเมืองไทย ถ้าเป็นไปได้แกขอตายในเมืองไทยนี่แหละ ผมหวังว่าถ้ามีข้าราชการสรรพากร และตำรวจอ่านเรื่องนี้ คงไม่มีใครคิดจะไปรีดเงินจากยายแอม ไม่ว่าจะเป็นในรูปของภาษีเงินได้หรือไนรูปของ "ค่าปรับ"

หน้า 50