หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
รางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2007

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3944 (3144)

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคมนี้ คณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ได้ประกาศมอบรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ให้กับนักเศรษฐศาสตร์ ชาวอเมริกัน 3 ท่าน คือ ลีโอนิค เฮอร์วิกซ์ (Leonic Hurwicz) อีริก มัสกิน (Eric Maskin) และ โรเจอร์ ไมเออร์สัน (Roger Myerson)

ศาสตราจารย์ลีโอนิค เฮอร์วิกซ์ ปัจจุบัน อายุ 90 ปี เป็นผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลที่อายุ มากที่สุด ตั้งแต่มีรางวัลนี้มาไม่ว่าจะสาขาใด ศาสตราจารย์ลีโอนิค เฮอร์วิกซ์ เกิดเมื่อปี ค.ศ.1917 ที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย แต่ปัจจุบันได้แปลงสัญชาติเป็นคนอเมริกันแล้ว ขณะนี้เป็นศาสตราจารย์กิตติคุณ ที่มหาวิทยาลัย มินนีโซตา (University of Minnesota) เมื่อปี 1990 เคยได้รับรางวัล "The US National Medal of Science in Behavioural and Social Science" สำหรับการเป็นผู้บุกเบิกงาน ที่เรียกว่า "ทฤษฎีการออกแบบกลไก" หรือ "mechanism design theory"

สำหรับคนที่สองที่ได้รับรางวัลนี้ร่วมกัน คือ ศาสตราจารย์อีริก มัสกิน เป็นชาวอเมริกัน โดยกำเนิด เกิดเมื่อปี 1950 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันอายุ 57 ปี จบปริญญาเอกทางด้านคณิตศาสตร์ประยุกต์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในปี 1976 ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ทางด้านสังคมศาสตร์ (Professor of Social Science) ที่มหาวิทยาลัยปริ้นซ์ตัน สหรัฐอเมริกา

ส่วนศาสตราจารย์โรเจอร์ ไมเออร์สัน เป็นชาวอเมริกันโดยกำเนิดเช่นเดียวกัน เกิดที่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.1951 จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปีเดียวกัน ในสาขาคณิตศาสตร์ ปัจจุบันเป็นอาจารย์ สอนวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก

ทั้งสามคนเป็นผู้ที่มีส่วนในการพัฒนา "ทฤษฎีการออกแบบกลไก" เพื่อให้ตลาดที่ไม่มีการแข่งขันที่สมบูรณ์ (perfect competition) หรือระบบต่างๆ ที่ห่างไกลจากการแข่งขันที่สมบูรณ์ เช่น ระบบการเปิดประมูลโครงการสาธารณะ ระบบภาษีอากร ระบบสวัสดิการ ของรัฐ ซึ่งเป็นปัญหาทางเศรษฐศาสตร์ที่ พบเห็นกันอยู่เป็นประจำให้สามารถทำงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องออกแบบตลาด หรือระบบอย่างไรจึงจะมีประโยชน์สูงสุด หรือมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งกฎระเบียบต่างๆ มีผลต่อการทำงานของตลาดและระบบเศรษฐกิจ ทั้งในระดับหน่วยย่อยและในระดับส่วนรวมอย่างไร

ทฤษฎีการออกแบบกลไกการทำงานของตลาดและระบบต่างๆ ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ดีกว่าหรือให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อาจจะนำไปประยุกต์ใช้สำหรับปัญหาทางด้านรัฐศาสตร์ และสังคมวิทยาได้ด้วย เช่น จะออกแบบการ เลือกตั้งอย่างไร จึงจะได้ผลที่ใกล้เคียงกับจุดประสงค์มากที่สุด จะจัดระบบการทำประชามติอย่างไรจึงจะสะท้อนความต้องการของผู้ออกเสียงมากที่สุด หรือจะจัดระบบประชาพิจารณ์อย่างไรจึงจะได้ความเห็นจริงๆ ของผู้ที่เกี่ยวข้องมากที่สุดแม้ว่าจะไม่ครบถ้วน ภายใต้ข้อจำกัดและ เงื่อนไขต่างๆ ของสังคม เช่น โครงสร้าง ของสังคม สถานที่ และเงื่อนไขทางเวลา เป็นต้น

ทฤษฎีการออกแบบกลไกของตลาด และระบบที่ว่านี้ เฮอร์วิกซ์ เป็นผู้เริ่มบุกเบิก ในทศวรรษที่ 1960 โดยเป็นการต่อยอดขึ้นไป จาก "ทฤษฎีเกม" ซึ่งเป็นสาขาวิชาทางเศรษฐศาสตร์ในสาขาวิชาต่างๆ ทางเศรษฐศาสตร์จุลภาคที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการให้รางวัลสาขาเศรษฐศาสตร์จากการพัฒนา "ทฤษฎีเกม" ซึ่งบุกเบิกโดย จอห์น แนซ (John Nash) ในปี 1994 ต่อมา ในปี 2005 ทอมัส แชลลิ่ง (Thomas Schelling) และโรเบิร์ต ออมัน (Robert Aumaun) นักเศรษฐศาสตร์และนักรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็น ผู้ประยุกต์ใช้ "ทฤษฎีการเล่นเกม" ในวิชาเศรษฐศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ก็ได้รับรางวัล โนเบล

"ทฤษฎีการออกแบบกลไก" ตลาดและ ระบบ หรือกลไกที่จะทำให้การต่อรองระหว่างบุคคล หรือกลุ่มของบุคคลต่างๆ เพื่อให้ได้ ข้อยุติ ที่เป็นประโยชน์สูงสุด จึงเป็นการต่อยอดการประยุกต์ใช้ "ทฤษฎีเกม" หรือคล้ายๆ กับทฤษฎีการเล่นเกมของแนช แชลลิ่งและออมัน ขึ้นไปอีก

คำอธิบายง่ายๆ ที่พอจะทำได้ก็คือ ในระบบตลาดที่อุดมคติที่สุดคือ ตลาดที่มีการแข่งขันที่สมบูรณ์ของอดัม สมิท ก็คือตลาดที่มีผู้ซื้อ และผู้ขายจำนวนมาก ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร ไม่มีใครกำหนดราคาและปริมาณการซื้อขาย ได้เอง ผู้ที่เข้ามาร่วมซื้อขายในตลาดทุกคน มีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับตลาดเท่าเทียมกันหมด (symmetric information) ถ้าทั้งตลาดสินค้าและตลาดปัจจัยการผลิต เช่น ตลาดแรงงาน ตลาดทุนและอื่นๆ เป็นตลาดที่มีการแข่งขันที่สมบูรณ์แล้วในที่สุด จะมี "กลไก" ตัวหนึ่งที่ อดัม สมิท เรียกว่า "มือลึกลับ" หรือ "invisible hand" เข้ามาจัดการให้ระบบเศรษฐกิจโดย ส่วนรวม หรือสังคมโดยส่วนรวมจะจัดสรรทรัพยากร ที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้ได้ประโยชน์สูงสุดสำหรับประเทศหรือสังคมนั้นๆ

แต่ในโลกของความเป็นจริง ตลาดที่มีการ แข่งขันกันอย่างสมบูรณ์ตามที่ อดัม สมิท ว่านั้นเป็นตลาดในอุดมคติไม่มีในโลกนี้ นอกจาก มีการผูกขาดตัดตอน มีคนเล็กคนใหญ่ มีการค้าระหว่างประเทศ มีการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน มีการกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ มีการประกันราคา มีการเข้าแทรกแซง ฯลฯ ซึ่งทำให้กลไกที่สำคัญ หรือ "มือลึกลับ" ทำงานไม่ได้

เฮอร์วิกซ์ ผู้บุกเบิกทฤษฎีการออกแบบกลไก เริ่มจากการทดสอบว่า "กลไกตลาดหรือระบบ" ที่เป็นอยู่สามารถทำงานได้ดีหรือไม่ เพียงใด ถ้ากลไกในระบบทำงานไม่ได้หรือทำได้ไม่ดี จะออกแบบตลาดหรือระบบอย่างไร จะกำหนดกติกา หรือออกกฎระเบียบอย่างไร จึงจะทำให้ตลาดหรือระบบทำงานได้ดีกว่า

ในโลกที่ผู้ซื้อผู้ขายไม่ได้มีมากพอ หรือใหญ่เล็กไม่เท่ากัน มีข้อมูลเกี่ยวกับทางเลือกของตน หรือมีข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนการผลิตหรือเทคโนโลยีไม่เท่ากัน (asymmetric information) มีข้อจำกัดต่างๆ ไม่เหมือนกัน เฮอร์วิกซ์ได้ช่วย ให้นักเศรษฐศาสตร์ และนักรัฐศาสตร์สามารถออกแบบกลไกการค้า กลไกตลาด กฎระเบียบต่างๆ ตลอดจนวิธีการออกเสียงให้ได้ทางออก ที่ดีที่สุด ตลาดหรือระบบต่างๆ ที่มักจะเป็นตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ ในกรณีที่มีการประมูล ซื้อขายกันทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้ซื้อก็ประมูลซื้อด้วยราคาหนึ่ง ผู้ขายก็ประมูลขายด้วยราคาหนึ่ง พร้อมๆ กัน หรือที่เรียกว่า "double auctions" ถ้าไม่ออกแบบวิธีประมูลให้ดีการซื้อขายอาจจะ ไม่เกิดขึ้นเลย ซึ่งไม่สมประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย แต่ถ้ามีการออกแบบการประมูลให้ดี การแลกเปลี่ยนหรือการซื้อขายก็จะเกิดขึ้น ซึ่งทั้งคู่จะได้ประโยชน์ที่ดีกว่า หรือประโยชน์สูงสุด เพราะ การซื้อขายแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นได้

การออกแบบกลไกการประมูลของรัฐบาล ในการซื้อ หรือการก่อสร้างสินค้าสาธารณะ หรือโครงการของรัฐ เพื่อที่จะได้โครงการ ที่เป็นประโยชน์และเกิดขึ้นได้

ดร.อีริก มาสกิน นอกจากจะต่อยอดการออกแบบ การประมูลต่างๆ ทั้งที่เป็นสินค้าส่วนบุคคลและสินค้าสาธารณะ ที่จะให้ได้ประโยชน์สูงสุดของบุคคลหรือของสังคมแล้วแต่กรณี โดยร่วมกับ ดร.ทาสคุปต์แล้ว เขาสร้างทฤษฎี ที่แสดงให้เห็น กฎหมาย ระเบียบ และกฎเกณฑ์แบบใดที่สมควรจะใช้หรือไม่ หรือควรใช้ภายใต้สถานการณ์หรือข้อจำกัดต่างๆ ที่สำคัญเมื่อ เกิดเหตุการณ์ต่างๆ หรือเมื่อบรรยากาศของตลาดเปลี่ยนแปลง เราจะสามารถสร้างกลไกขึ้นมาควบคุมสถานการณ์ได้อย่างไร ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับ รัฐบาลที่ต้องการ ลดความเสียหาย หรือใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทางเศรษฐกิจได้

ดร.โรเจอร์ ไมเออร์สัน ใช้ "ทฤษฎีการออกแบบกลไกระบบ" เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบว่า "ระบบการเลือกตั้ง" หรือ "ระบบการออกเสียง" ที่แตกต่างกันนั้นทำงานต่างกัน อย่างไร

ดร.ไมเออร์สันได้เขียนหนังสือชื่อ"ทฤษฎี การเล่นเกม : การวิเคราะห์ความขัดแย้ง" หรือ "Game Theory : Analysis of Conflict" โดยการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ผลของ การเลือกตั้งรูปแบบต่างๆ และขยายต่อไปจนถึงว่ารูปแบบของการปกครองต่างๆ จะไปถึง ระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไร โดยในช่วง เริ่มต้น อาจจะเริ่มจากรูปแบบที่ถูกต้องเสียก่อน จากนั้นจึงจะพัฒนาการเมืองไปสู่ ระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืนได้

จากทฤษฎีดังกล่าวเขาขยายแบบจำลอง เพื่อเสนอความเห็นว่ารูปแบบที่ดีที่สุดที่จะ สถาปนาระบอบประชาธิปไตยในประเทศอิรักได้อย่างไร โดยในปี 2003 เขาได้เป็นบรรณาธิการ ที่รวบรวมงานทางด้านนี้ไว้ในหนังสือเล่มเดียวกัน และตั้งชื่อหนังสือว่า"ระบอบประชาธิปไตย ในอิรักจะสร้างได้อย่างไร" หรือ "How to build Democracy in Iraq"

"ทฤษฎีการออกแบบกลไก" ที่เริ่มบุกเบิก โดยการต่อยอดทฤษฎีเกมของ ดร.ลีโอนิค เฮอร์วิกซ์ แล้วตามมาด้วยการประยุกต์ต่อ ของ ดร.มัสกิน และ ดร.ไมเออร์สัน กับปัญหา ทั้งทางเศรษฐกิจและรัฐศาสตร์ จึงมีประโยชน์ ในการวางแผนในการวางนโยบาย ในการ ควบคุมความเสียหาย ทั้งในระดับครัวเรือน ระดับบริษัท ระดับหน่วยงานของรัฐ และระดับประเทศ ทั้งในด้านนโยบายเศรษฐกิจ และการเมือง

ทุกๆ ปี รัฐบาลเราต้องออกประกาศเรียกประมูลโครงการใหญ่น้อย แล้วก็มีเสียงว่ามี การรั่วไหล มีการฮั้วการประมูล ทำให้โครงการใหญ่ทั้งหลายมีราคาสูงเกินกว่าเหตุ น่าจะลอง นำ "ทฤษฎีการออกแบบกลไก" นี้ มาประยุกต์โดยจำลองจากรูปแบบของสังคมการเมืองเศรษฐกิจของไทย แล้วลองคิดออกแบบกลไกอย่างไร จึงจะทำให้รัฐบาลหรือประชาชนได้ ประโยชน์สูงสุดหรือสูญเสียน้อยที่สุด

ยิ่งถ้าดูถึงประเทศที่ยังด้อยพัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างประเทศต่างๆ ในหลายๆ ภูมิภาค รวมทั้งประเทศของเราด้วย เราน่าจะลองเชิญเขามาทำวิจัยดูว่าระบบ การเมือง การเลือกตั้งของเราที่เราออกแบบไว้ ในรัฐธรรมนูญของเรา จะเป็นระบบที่ดีที่สุดที่จะนำประเทศชาติของเราไปสู่ระบบประชาธิปไตย ที่ยั่งยืนหรือไม่ หรือจะมีระบบหรือกลไกอย่างอื่น ที่เราอาจจะออกแบบสร้างขึ้น ที่จะทำให้ผล ของการนำมาใช้ได้ผลดีกว่านี้หรือไม่

ทฤษฎีนี้จึงเป็นที่น่าสนใจ เพราะตอบปัญหา ที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด แต่ปัญหาของทฤษฎีนี้ ก็คือยังไม่มีสูตรสำเร็จสำหรับปัญหาที่ต้องการ หาคำตอบในแต่ละเรื่อง ทั้งนี้ เพราะตลาด แต่ละตลาดไม่มีตลาดที่มีการแข่งขันโดยสมบูรณ์ในอุดมคติ แต่ละตลาดและแต่ละสังคมมีลักษณะเฉพาะที่เป็นข้อจำกัดอยู่เสมอ เมื่อจะนำมาใช้ คงต้องทำวิจัยเป็นเรื่องๆ และเป็นแห่งๆ ไป ความรู้ในสาขานี้คงจะยังมีช่องทางให้พัฒนา ไปได้อีกไกล

วันนี้ขอเขียนเรื่องที่เข้าใจยากๆ ทางวิชาการสักวัน

หน้า 49