หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ผลกระทบของกฎหมายคุ้มครองเงินฝาก

Just an Idea : ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ chodechai@fpo.go.th  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2551

และแล้วกฎหมายคุ้มครองเงินฝากก็เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยก่อนสิ้นปีที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็ได้ผ่านร่าง พ.ร.บ. สถาบันคุ้มครองเงินฝาก เป็นของขวัญให้แก่คนไทยทุกคน กฎหมายทางการเงินฉบับนี้นับว่าเป็นกฎหมายที่สำคัญที่สุดฉบับหนึ่ง ที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและโฉมหน้าของระบบการเงินไทย

ตามลายลักษณ์อักษรแล้ว กฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะคุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงิน เสริมสร้างความมั่นคงให้กับระบบสถาบันการเงินและจัดการกับสถาบันการเงินที่มีปัญหาถูกควบคุมในอนาคต โดยจะมีการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นหน่วยงานของรัฐ ทำหน้าที่เรียกเก็บเงินนำส่งจากสถาบันการเงิน บริหารจัดการกองทุน จ่ายคืนผู้ฝากเงิน และชำระบัญชีสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต โดยมีทุนประเดิมในวงเงิน 1 พันล้านบาท

เงินฝากที่ได้รับการคุ้มครอง ได้แก่ เงินฝากและดอกเบี้ยที่เป็นเงินบาทของบัญชีเงินฝากในประเทศ โดยไม่รวมบัญชีเงินบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ ซึ่งจำนวนเงินฝากที่คุ้มครองคือ 1 ล้านบาท ต่อราย ต่อสถาบันการเงิน แต่ละแห่ง แต่มีบทเฉพาะกาลให้กำหนดจำนวนเงินที่คุ้มครองทยอยลดใน 4 ปีแรก คือปีที่ 1 คุ้มครองเต็มจำนวน ปีที่ 2 คุ้มครองจำนวน ร้อยล้านบาท ปีที่ 3 คุ้มครองจำนวน 50 ล้านบาท และปีที่ 4 คุ้มครองจำนวน 10 ล้านบาท

การจ่ายคืนเงินฝากนั้นเมื่อสถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาตนั้น สถาบันคุ้มครองเงินฝาก จะประกาศให้ผู้ฝาก มายื่นขอรับเงินภายใน 40 วัน โดยกำหนดระยะเวลาในการยื่นขอรับเงินภายใน 90 วัน นับจากวันที่ประกาศ ซึ่งขยายเวลาได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละ 90 วัน สถาบันการเงินที่ได้รับความคุ้มครอง ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ทั้งยังสามารถครอบคลุมถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐในอนาคตได้

กรณีเงินฝากของกองทุนขนาดใหญ่ที่มีการจ่ายเงินของสมาชิกเข้ากองทุน เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนประกันสังคม และเงินฝากของสหกรณ์ในสถาบันการเงิน หากสามารถบอกถึงสัดส่วนจำนวนเงินของสมาชิกแต่ละรายได้ ก็จะอยู่ภายใต้การคุ้มครองเงินฝาก ที่กำหนดไว้รายละ 1 ล้านบาทต่อสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นไปตามหลักการของการคุ้มครองเงินฝากที่ยึดถือผู้ฝากเงินเป็นสำคัญ ทั้งนี้คณะกรรมการคุ้มครองเงินฝากจะเป็นผู้กำหนดในรายละเอียดของการจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากเงินต่อไป

ในกรณีเงินฝากขององค์กรการกุศลเช่น สภากาชาด มูลนิธิที่ทำประโยชน์ให้สาธารณะ โดยองค์กรดังกล่าวมีกฎหมายรองรับ ในหลักการควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษซึ่งตามมาตรา 51 ของกฎหมายคุ้มครองเงินฝาก สามารถกำหนดให้คุ้มครองเงินฝาก ได้มากกว่ารายละ 1 ล้านบาทต่อสถาบันการเงินได้

สำหรับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐได้แก่ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ และธนาคารอาคารสงเคราะห์ ซึ่งเป็นธนาคารที่รัฐบาลถือหุ้น ร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงถือได้ว่ารัฐบาลเป็นผู้ประกันให้แล้ว สำหรับธนาคารเฉพาะกิจที่จัดตั้งขึ้นในระยะหลังไม่ได้มีบทคุ้มครองเงินฝากไว้ ฉะนั้น คาดว่าธนาคารเฉพาะกิจบางแห่ง เช่น ธนาคารอิสลาม อาจประสงค์จะอยู่ภายใต้การคุ้มครองเงินฝากของกฎหมายฉบับนี้ ดังนั้น ตามมาตรา 4 ของกฎหมายนี้ จึงได้เปิดช่องไว้ในกรณีที่หากรัฐเห็นสมควรให้ธนาคารเฉพาะกิจใดเป็นสถาบันการเงินตามกฎหมายนี้ ก็กำหนดได้โดยการตราพระราชกฤษฎีกา

ผลที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้ระบบคุ้มครองเงินฝากแบบจำกัดวงเงินเช่นนี้ ก็คือทั้งสถาบันการเงินและผู้ฝากเงิน จะมีความเอาใจใส่ระมัดระวังในการทำหน้าที่ของตนเองมากยิ่งขึ้น สถาบันการเงินน่าจะให้ความสำคัญ กับการบริหารจัดการและควบคุมความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และรักษาเงินกองทุนให้มากเพียงพอ ส่วนผู้ฝากเงินก็จะหาข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันการเงินมากขึ้น เพื่อประกอบการพิจารณา และตัดสินใจเลือกฝากเงิน กับสถาบันการเงิน ซึ่งการฝากเงินจะกลายเป็น "การลงทุน" เพราะมีความเสี่ยง ซึ่งวินัยตลาดก็จะทำงานมากขึ้น (market discipline at work) ซึ่งจะเสริมกับเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนใหม่ (basle 2)

ประเด็นที่บางคนกังวล เช่น ระบบคุ้มครองเงินฝากแบบจำกัดวงเงินนี้ จะทำให้เงินฝากจากธนาคารขนาดเล็ก วิ่งไปหาธนาคารขนาดใหญ่ เพราะคนจะเลือกฝากธนาคารขนาดใหญ่มากกว่า หรือเงินฝากจากธนาคารพาณิชย์ จะวิ่งไปหาธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เนื่องจากผู้ฝากเงินมองว่าได้รับการค้ำประกันเต็มจำนวน ประเด็นเหล่านี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ สถาบันการเงินที่รับเงินฝากทุกแห่ง จะต้องประเมินสถานการณ์และเตรียมพร้อมรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

รวมทั้งเร่งปรับปรุงแก้ไขการดำเนินงานและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้มีภาพพจน์ความน่าเชื่อถือที่ดีในสายตาของประชาชน ส่วนผู้ฝากเงินไม่ว่าจะเป็นสถาบันหรือรายย่อย ก็ต้องคิดไตร่ตรองว่าจะลงทุนที่ไหนดีที่ให้ผลตอบแทน และความเสี่ยงที่เหมาะสมที่สุด