|
||||||||||||||
|
เรียนรู้ข้อกฎหมายจากคดีทุจริตคลองด่าน
กฎหมายเศรษฐกิจ : ดำเนิน ทรัพย์ไพศาล dumnern.subpaisarn@allenovery.com กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2551 เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้อ่านคำพิพากษาคดีเลขที่ อม.2/2550 ระหว่างอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวัฒนา อัศวเหม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจหน้าที่ ตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจ เพื่อให้บุคคลใดมอบให้ หรือหามาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น และเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิด ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 84, 148 และ 157 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย 10 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และให้ริบพระเครื่องผงสุพรรณเลี่ยมทอง โดยถือว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิด ผมเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนทั่วไป และเป็นคดีที่น่าจะถือได้ว่าเป็นอุทาหรณ์ และบทเรียนที่บรรดาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือข้าราชการการเมือง น่าจะได้รับทราบไว้ จึงขออธิบายข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังนี้ ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องในคดีนี้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อ พ.ศ. 2550 ด้วยเหตุนี้ จำเลยจึงได้ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นในประเด็นสำคัญ คือ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2542 มีอำนาจในการพิจารณาคดีนี้หรือไม่ ทั้งนี้ เพราะหลักกฎหมายที่สำคัญตามประมวลกฎหมายอาญาของไทย ก็คือ บุคคลจะต้องได้รับโทษทางอาญาต่อเมื่อ ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิด และได้กำหนดโทษไว้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ ว่า พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ไม่ได้บัญญัติขึ้นใหม่เพื่อใช้บังคับแก่จำเลยคนเดียว แต่ใช้กับบุคคลใดก็ตามที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งถูกฟ้องในคดีที่มีมูลแห่งการกระทำความผิดตามมาตรา 9 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น ศาลฎีกาฯ จึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ มาตรา 9 บัญญัติไว้ดังนี้ครับ "มาตรา 9 ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีดังต่อไปนี้ (1) คดีที่มีมูลแห่งคดีเป็นการกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองอื่น ร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น (2) คดีที่มีมูลแห่งคดีเป็นการกล่าวหาบุคคลตาม (1) หรือบุคคลอื่นเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดทางอาญาตาม (1)" ผมขอเรียนท่านผู้อ่านเพิ่มเติมว่าการจัดตั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นเพียงการจัดตั้งศาลที่มีอำนาจในการพิจารณาคดีประเภทใดประเภทหนึ่งเป็นการเฉพาะเท่านั้น ในทำนองเดียวกับการจัดตั้งศาลภาษีอากร ศาลแรงงาน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเมื่อมีคดีประเภทตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งแต่ละศาลเกิดขึ้น ก็จะต้องมีการพิจารณา และพิพากษาโดยศาลดังกล่าว กรณีจึงไม่ถือว่าเป็นการใช้กฎหมายอาญาให้มีผลย้อนหลังแต่อย่างใด มาตราของประมวลกฎหมายอาญาที่อัยการสูงสุดอ้างถึง เพื่อขอให้ศาลสั่งลงโทษจำเลยที่สำคัญคือมาตรา 148 และมาตรา 157 และแม้ว่าศาลฎีกาฯ จะลงโทษจำเลยตามมาตรา 148 เพียงมาตราเดียว แต่ผมขออนุญาตชี้แจงบทบัญญัติของกฎหมายทั้ง 2 มาตรา ซึ่งบัญญัติไว้ดังนี้ครับ "มาตรา 148 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้ หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต" "มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาท ถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ศาลฎีกาฯ รับฟังข้อเท็จจริงว่ามีการข่มขืนใจหรือจูงใจให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน จังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี ออกโฉนดที่ดินตามฟ้องจำนวน 5 แปลง โดยไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย พฤติการณ์ที่ศาลเห็นว่ามีลักษณะเป็นการข่มขืนใจ ก็คือ จำเลยซึ่งเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เคยเรียกหัวหน้าฝ่ายทะเบียนที่ดินไปต่อว่า กรณีการออกโฉนดที่ดินล่าช้า และกลั่นแกล้งด้วยการย้ายตำแหน่งหน้าที่ ในลักษณะกลั่นแกล้ง และลดชั้น จำเลยเคยเรียกเจ้าพนักงานที่ดินสมุทรปราการ สาขาบางพลี ไปพบที่บ้านเพื่อขอให้รีบออกโฉนด และข่มขู่ แสดงอำนาจ เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินสมุทรปราการ สาขาบางพลี ไม่สนองความต้องการ ก็ถูกย้ายไปเป็นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปัตตานี จำเลยเคยเรียกปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมที่ดินไปพบ เพื่อเร่งรัดให้มีการออกโฉนดที่ดิน นอกจากนี้ เมื่อมีการนำโฉนดที่ดินไปมอบให้จำเลยที่บ้าน จำเลยก็ได้มอบพระเครื่องผงสุพรรณเลี่ยมทองคำ แก่เจ้าพนักงานที่ดินที่เกี่ยวข้องด้วย พฤติการณ์เหล่านี้ ทำให้ศาลเห็นว่าจำเลยได้ใช้อำนาจข่มขืนใจ หรือจูงใจเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี ให้ออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาฯ เห็นว่าพระเครื่องผงสุพรรณเลี่ยมทองเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิด จึงมีคำสั่งให้ริบตามอำนาจที่ระบุไว้ในมาตรา 33 แห่งประมวลกฎหมายอาญาซึ่งบัญญัติไว้ดังนี้ครับ "มาตรา 33 ในการริบทรัพย์สิน นอกจากศาลจะมีอำนาจริบตามกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบทรัพย์สินดังต่อไปนี้อีกด้วย คือ (1) ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้ หรือไม่ไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือ (2) ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้มาโดยได้กระทำความผิด เว้นแต่ทรัพย์สินเหล่านี้เป็นทรัพย์สินของผู้อื่น ซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด" แม้ว่าศาลจะมีอำนาจกำหนดโทษจำคุกจำเลย ตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิตตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 148 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ก็ตาม แต่ศาลฎีกาฯ ก็ได้ใช้ดุลยพินิจ กำหนดโทษจำเลยในคดีนี้ตามพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลย ไว้เพียง 10 ปี และคดีนี้มีอายุความ 15 ปี นับแต่วันที่จำเลยหลบหนีครับ บทความนี้ เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่
|