หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
Commodities ตก หุ้นน่าจะขึ้น

The Fundamental View : ไพบูลย์ นลินทรางกูร paiboon@tisco.co.th  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2551

นับตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา SET Index ได้ปรับลดลงประมาณ 18% จากระดับ Index ที่ 858 จุด มาอยู่ที่ 707 จุด การปรับลงของตลาดหุ้นในปีนี้มีสาเหตุหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1. US Subprime Mortgage Crisis ที่ยังคงมีความรุนแรง และส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องไปยังภาคสถาบันการเงิน และเศรษฐกิจของอเมริกา มากมายกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้เมื่อช่วงต้นปีนี้

2.เงินเฟ้อที่สูงขึ้น ซึ่งมีผลมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้า Commodities อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ข้าว น้ำมันปาล์ม เหล็ก ทองแดง เป็นต้น และ 3.สถานการณ์การเมืองของเราที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

สาเหตุเหล่านี้ ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่มองข้าม Earnings Growth ของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 31% ในไตรมาสที่ 1 และทั้งปีนี้สำนักวิจัยทิสโก้คาดว่าน่าจะโตได้ราวๆ 33%

ความไม่แน่นอนเหล่านี้ ทำให้นักลงทุนต่างชาติได้เทขายหุ้นไทยไปแล้วถึง เกือบหนึ่งแสนล้านบาท หรือสามพันล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งนับว่าเป็นการเทขายหุ้นที่มากที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา คำถามที่ผมมักจะได้รับจากนักลงทุนในช่วงนี้ ก็คือ ต่างชาติยังจะขายต่อเนื่องอีกหรือไม่ ผมมองว่าโอกาสที่จะเห็นนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออกมาอีก ยังมีอยู่เพียงแต่น่าจะอยู่ใน Magnitude ที่ลดลงจากเดิมมาก และอีกประการก็คือ ถ้าดูจาก Position ที่นักลงทุนต่างชาติสะสมมาตั้งแต่ต้นปี 2006 จะเห็นว่า Position ตอนนี้เหลืออยู่เพียงสี่หมื่นล้านบาท ซึ่งก็หมายความว่าแรงขายไม่น่าจะมีอีกมากนัก

สาเหตุสำคัญที่ผมมองว่าตลาดหุ้นน่าจะ Rebound ได้ในช่วงนี้มีอยู่ 4 ข้อด้วยกัน

ข้อหนึ่ง ราคาน้ำมันและ Commodities ได้ปรับตัวลดลงอย่างมากในช่วง 6 อาทิตย์ที่ผ่านมา และแนวโน้มน่าจะยังอยู่ในขาลง ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ได้ปรับลดลงถึง 22% ในช่วงเวลาดังกล่าว ขณะที่ราคาข้าวสารในตลาดโลกปรับลดลง 40% นับจากเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ราคาน้ำมันปาล์มก็ปรับลดลงประมาณ 40% เช่นกัน นับจากเดือนมีนาคม ราคาทองแดง Wheat หรือแม้กระทั่งทองคำก็ปรับลดลงมากเช่นกัน

การปรับลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจได้ 2 วิธี ได้แก่ 1.จะช่วงลดแรงกดดันของเงินเฟ้อ ทำให้ธนาคารกลางไม่จำเป็นที่จะต้องดำเนินนโยบายทางการเงินที่รัดกุมมากนัก และ 2.จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภค

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการปรับตัวลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ก็คือ เราจะเริ่มเห็นเงินลงทุนไหลออกจากตลาด Commodities และเข้าตลาดหุ้น ซึ่งถ้าเปรียบเทียบจาก Risk and Reward Ratio ณ ปัจจุบันแล้วตลาดหุ้นน่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาด Commodities ตั้งแต่ต้นปีนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลดลงประมาณ 16% โดยเฉลี่ย โดยกลุ่มตลาดหุ้นที่ปรับลดลงมากที่สุดก็คือ Euro Zone และ Asia Pacific EX. Japan ซึ่งปรับลดลงประมาณ 23% เท่ากัน

ส่วนประเทศใน ASIA ที่ปรับลดลงมากสุด ก็คือ China (-55%) Vietnam (-45%) India (-27%) Philippines (-25%) Indonesia (-24%) Malaysia (-49%) และ Hong Kong (-24%) จะเห็นว่าตลาดหุ้นไทยจัดอยู่ในกลุ่มที่ Outperform ในปีนี้เพราะเราปรับลดลงน้อยกว่าคนอื่น แต่ถ้านับตั้งแต่ปี 2005 หรือ 2006 เราก็ยังเป็นตลาดที่ Underperform อยู่ดี เพราะตลาดอื่น Performed ได้ดีมากๆ ในช่วงนั้น

ปีนี้ Hedge Funds ส่วนใหญ่กำไรดีมาก นับจากต้นปีจนถึงเดือนมิถุนายน เพราะกองทุนเหล่านี้ส่วนมากได้เข้าไปลงทุนในตลาด Commodities และ Enjoyed กับ Capital Gains ที่มหาศาล แต่นับจากเดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา Hedge Funds เหล่านี้เริ่มที่จะขาดทุนจากการลงทุน เพราะการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงและรวดเร็วของสินค้า Commodities จากข้อมูลของ Hedge Fund Research ได้รายงานว่าเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานับว่าเป็นเดือนที่ Hedge Funds มีผลประกอบการที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบ 8 ปีที่ผ่านมา และผลประกอบการก็ยังคงแย่ลงอีกในเดือนนี้

ฉะนั้น Hedge Funds ส่วนใหญ่ก็คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องออกจากตลาด Commodities และเข้าลงทุนในสินค้าตัวอื่น ที่จะสามารถให้ผลตอบแทนได้มากกว่าเดิม ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นตลาดหุ้นที่จัดว่าเป็น Asset Class ที่น่าสนใจอันดับต้นๆ ของระยะนี้ เพราะผลจากการปรับลดลงของราคาหุ้น โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย ซึ่งนอกจากจะปรับลดลงอย่างมากแล้วยังมีระดับ Valuations ที่ต่ำที่สุดใน ASIA ด้วย

ข้อสอง เงินเฟ้อของประเทศส่วนใหญ่น่าที่จะได้ Peak ไปแล้วในเดือนที่ผ่านมา หรือไม่ก็น่าที่จะ Peak ในเดือนนี้ หลังจากนั้น เราน่าที่จะเริ่มเห็นเงินเฟ้อปรับตัวลดลง โดยเฉพาะของประเทศไทยซึ่งผมคาดว่าเงินเฟ้อน่าจะ Peak ไปแล้วในเดือนที่ผ่านมาที่ 9.2% และจะอยู่ในขาลงจากนี้ไป ซึ่งก็จะทำให้เพิ่มกำลังซื้อและความมั่นใจของผู้บริโภค ความจำเป็นของแบงก์ชาติที่จะขึ้นดอกเบี้ยก็จะมีน้อยลง

ข้อสาม ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงจากระดับประมาณ 31-32 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อตอนต้นปี มาอยู่ที่ประมาณ 34 บาท ก็จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น

ข้อสี่ ความวุ่นวายของการเมืองไทย น่าจะลดน้อยลงในช่วงนี้ เนื่องจากการออกนอกประเทศของอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ซึ่งก็น่าจะช่วยให้นักลงทุนหันกลับมา Focus ที่ตัว Fundamentals และ Valuations มากขึ้น

กล่าวโดยสรุป ผมเชื่อว่าจะมีเม็ดเงินจาก Hedge Funds ไหลเข้าตลาดหุ้นในระยะ 2-3 เดือนข้างหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินที่ออกจาก Commodities สำหรับตลาดหุ้นไทยเอง อานิสงส์จากการไหลเข้าของเงินทุนในรอบนี้ น่าจะสามารถผลักดัน Set Index ให้ขึ้นไปได้ 10-15% แล้วถ้าเหตุการณ์ทางการเมืองสงบลงและมีเสถียรภาพมากขึ้น โอกาสที่จะเห็น ดัชนีขึ้นไปมากกว่า 800 จุด ภายในปลายปีนี้ก็ยังมีอยู่สูง

พบกันใหม่เดือนหน้าครับ สวัสดี