|
||||||||||||||
|
ซีแอลยา
เมื่ออดีต รมต.สาธารณสุข
เป็น รมต.พาณิชย์
โดย สุชาดา ตั้งทางธรรม รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มติชนรายวัน วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11120 การบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรโดยรัฐ (ซีแอล) ถือเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งของกระทรวงสาธารณสุข ยังไม่ทันที่รัฐมนตรีคนใหม่ (นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล) จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ชมรมแพทย์ชนบทก็ขอให้เร่งดำเนินการเรื่องซีแอล ที่ประกาศไปแล้วให้เร็วที่สุด ซีแอลกลายเป็นข่าวดังทันทีที่นายไชยา สะสมทรัพย์ สั่งให้ทบทวนเมื่อเข้ารับตำแหน่ง รมต.สาธารณสุข ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ต่อมาก็สั่งย้ายและปลดผู้มีบทบาทสำคัญ คือ นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล และ นพ.วิชัย โชควิวัฒน์ จากตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา และประธานคณะกรรมการบริหารองค์การเภสัชกรรมตามลำดับ ซีแอลยาไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ด้วย จึงน่าคิดว่าอนาคตซีแอลจะเป็นอย่างไรเมื่ออดีต รมต.สาธารณสุข ไปเป็น รมต.พาณิชย์ ทำไมซีแอลจึงสำคัญนัก? ธุรกิจยาเป็นธุรกิจที่มีผลประโยชน์มหาศาล โดยเฉพาะสำหรับสหรัฐ ในปี 2549 บริษัทยักษ์ใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลกเป็นของสหรัฐ ใน 10 อันดับแรกก็เป็นของสหรัฐ 5 บริษัท มีรายรับรวม 167,158 ล้านดอลลาร์ หรือ 6.25 ล้านล้านบาท และใน 20 อันดับแรกก็มีถึง 12 บริษัท มียอดจำหน่ายรวม 254,251 ล้านดอลลาร์ หรือ 9.5 ล้านล้านบาท เปรียบเทียบกับมูลค่าสินค้าและบริการทั้งหมดที่ผลิตในประเทศ (GDP) ของไทยในช่วงเดียวกัน ในปี 2549 ไทยผลิตสินค้าและบริการทั้งหมดคิดเป็นมูลค่า 7.83 ล้านล้านบาท ขณะที่บริษัทของสหรัฐ 8 บริษัทก็สามารถผลิตยามูลค่ารวมกว่า 8 ล้านล้านบาท แล้วมากกว่ามูลค่าผลผลิตของไทยทั้งประเทศ บริษัทยาร่ำรวยจากการขูดรีดขายยาราคาแพง ซีแอลช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้ในราคาถูกลง ทำให้บริษัทเสียประโยชน์มหาศาล จึงถูกขัดขวางทุกวิถีทาง ธุรกิจยากับการเมือง-บทเรียนจากบุหรี่ถึงยา แพทย์หญิงมาร์เซีย แอนเจลล์ แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดของสหรัฐที่นิตยสารไทม์ยกย่อง ได้เขียนหนังสือสำคัญเล่มหนึ่งคือ The Truth About the Drug Companies เปิดโปงพฤติกรรมฉ้อฉลของบริษัทยา ที่ใช้เงินจำนวนมากวิ่งเต้นติดสินบนนักการเมือง ให้ออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์แก่ตน และยับยั้งกฎหมายที่ทำให้เสียประโยชน์ มีการจ้างนักล็อบบี้จำนวนมากทั้งอดีตสมาชิกรัฐสภา อดีตเจ้าหน้าที่ในรัฐสภาและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ผู้สนใจศึกษาได้จากหนังสือ "กระชากหน้ากากธุรกิจยาข้ามชาติ" ซึ่งเป็นฉบับแปลของหนังสือดังกล่าว) สหรัฐใช้มาตรการทางการค้าข่มขู่ทุกประเทศที่ขัดผลประโยชน์ ย้อนกลับไปสองทศวรรษ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ต้องย่อมเปิดตลาดโดยง่าย เมื่อบริษัทบุหรี่อาศัยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) บีบบังคับโดยยกกฎหมายมาตรา 301 พิเศษ และสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) มาข่มขู่ ไทยก็ถูกขู่เช่นกันแต่รัฐบาลไม่ยอม เพราะบุหรี่เป็นสินค้าอันตราย หากเปิดให้นำเข้าโดยเสรีเด็กจะสูบกันมากขึ้น สหรัฐจึงส่งเรื่องให้แกตต์พิจารณา โชคดีของไทยที่รัฐบาลสมัยนั้นมองการณ์ไกล หน่วยงานของรัฐทั้งกระทรวงพาณิชย์กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงสาธารณสุข ต่างพร้อมใจกันสู้เพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศ ถึงแม้จะมีกลุ่มธุรกิจหลายกลุ่มเรียกร้อง ให้ดำเนินการตามข้อเรียกร้องของสหรัฐ ไทยได้รับแรงสนับสนุนจากองค์กรสุขภาพทั่วโลกรวมทั้งสหรัฐด้วย องค์การอนามัยโลกและประชาคมโลกต่างยกย่อง และถือเป็นแบบอย่างในการต่อสู้เพื่อปกป้องชีวิตและสุขภาพของประชาชน การต่อสู้กับบริษัทยาข้ามชาติ ก็เหมือนกับการต่อสู้กับบริษัทบุหรี่ข้ามชาติตรงที่เป็นการสู้กับธุรกิจที่ร่ำรวยมหาศาล ละโมภเห็นแก่ได้โดยไม่คำนึงถึงมนุษยธรรม ความขัดแย้งเรื่องซีแอลยาแท้จริงแล้วเป็นความขัดแย้งระหว่างไทยกับสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มูลค่ามหาศาล แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกลับดูเหมือนเป็นความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ของคนไทยด้วยกันเอง โดยผู้ได้ประโยชน์ตัวจริงแอบยิ้มอยู่เบื้องหลัง หลายมุมมองเรื่องซีแอล สหรัฐขัดขวางการทำซีแอลมาโดยตลอด เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ทูตสหรัฐประจำประเทศไทยได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี (พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์) เพื่อขอให้ยกเลิกการทำซีแอล ภายหลังจากรัฐบาลสมัคร 1 เข้าบริหารประเทศได้ไม่นาน ผู้แทนการค้าสหรัฐ ก็ขอเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงสาธารณสุขเพื่อสอบถามเรื่องนี้ ยกเว้นธุรกิจยาข้ามชาติ รัฐบาลสหรัฐ รมต.สธ.ของไทยในสมัยนั้น และกลุ่มธุรกิจบางกลุ่มแล้ว องค์กรต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งบุคคลสำคัญหลายสาขาอาชีพ ต่างสนับสนุนการทำซีแอลในการประชุมสมัชชาอนามัยโลก ครั้งที่ 60 ที่กรุงเจนีวา เมื่อเดือนพฤษภาคม 2550 ที่ประชุมมีมติให้องค์กรอนามัยโลกให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่ประเทศต่างๆ ที่ต้องการใช้มาตรการยืนหยุ่นในความตกลงทรัพย์สินทางปัญหาในองค์การการค้าโลก เช่นกรณีการทำซีแอลของไทยและบราซิล เดือนมีนาคม 2551 คณะทำงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาของความร่วมมือระหว่างกลุ่มผู้บริโภคสหรัฐ-ยุโรป (TransAtlantic Consumer Dialogue : TACD) ได้ยื่นหนังสือถึง USTR ขอให้สหรัฐ และสหภาพยุโรปยึดมั่นตามพันธกรณีในปฏิญญาโดฮา โดยไม่แทรกแซงการตัดสินใจของไทยเรื่องซีแอลยา เครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลก 80 องค์กร และองค์กรเครือข่ายผู้ป่วยร่วมลงชื่อคัดค้านการที่ รมต.สธ. ของไทย สั่งทบทวนซีแอลยา พร้อมสนับสนุนเดินหน้ามาตรการซีแอล เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยา ส.ส.พรรคเดโมแครตของสหรัฐส่งหนังสือถึง USTR เรียกร้องให้คำนึงถึงพันธกรณีที่จะต้องให้ความเคารพต่อมาตรการต่างๆ ที่จะช่วยให้ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงยาได้ ในการหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ฮิลลารี คลินตัน ให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนนโยบายการค้าที่ปกป้อง และขยายสิทธิของประเทศยากจนในการเข้าถึงยาชื่อสามัญ ซึ่งมีราคาถูก และมีคุณภาพเพื่อสนองความจำเป็นด้านสาธารณสุข บารัค โอบามา ก็สนับสนุนสิทธิของประเทศอธิปไตยในการเข้าถึงยา เพื่อสนองความจำเป็นด้านสาธารณสุขเช่นกัน โจเซฟ สติกลิทซ์ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2544 เห็นว่าการผูกขาดความรู้ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อสวัสดิการโดยรวมของโลก เป็นเรื่องไม่เป็นธรรม ประชาชนผู้ยากไร้โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ไม่ควรต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อจูงใจให้เกิดการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ในเรื่องยาก็ควรมีการระดมทุนจากภาครัฐ และเอกชนที่สามารถให้การอุดหนุน หรือการอุดหนุนโดยตรงจากรัฐ ซึ่งแต่ละประเทศ จะอุดหนุนมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับรายได้ กล่าวคือ หากมีรายได้มากก็ควรอุดหนุนมาก การบังคับใช้สิทธิควรทำกับยาทุกประเภท ที่ช่วยรักษาชีวิต หรือควบคุมโรคร้ายที่ทำให้เสียชีวิต และควรให้ประเทศกำลังพัฒนา สามารถผลิตยาชื่อสามัญได้ทันทีที่ต้องการ เซอร์ จอห์น ซัลสทัน นักวิทยาศาสตร์ รางวัลโนเบลปี 2545 ให้ความเห็นว่าการรักษาทางการแพทย์ในปัจจุบัน ยังไม่กระจายอย่างทั่วถึง คนจนไม่สามารถเข้าถึงยาได้ขณะที่บริษัทยากลับได้กำไรมหาศาล "ดังนั้น การที่ไทยทำซีแอลนับเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดแล้ว และในระดับนานาชาติต่างก็เข้าใจเหตุผลของไทย เรื่องนี้ในระยะยาวจะส่งผลดีต่อประเทศไทยอย่างมาก" (มติชน 20 ต.ค.50) ทางเลือกของสังคม"เงิน" หรือ "ความสุข"? เงินไม่ทำให้คนมีความสุขได้เสมอ หลายประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่คนกลับสุขน้อยลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมานานแล้ว และนักเศรษฐศาสตร์ก็ทราบดีว่ารายได้โดยรวมของประเทศหรือ GDP ไม่ใช่เป้าหมายที่เหมาะสมอีกต่อไป ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญกับความสุขโดยรวมของคนในสังคมมากกว่า (นั่นคือให้ความสำคัญกับ GDH มากกว่า GDP) ตัวอย่างที่รู้จักกันดีคือภูฏาน ถึงแม้จะมีรายได้น้อยแต่คนภูฏาน กลับมีความสุขมากกว่าคนในประเทศร่ำรวยหลายประเทศ ประเทศไทยมีปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนอยู่มาก แต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากเหตุที่ไม่สามารถเข้าถึงยาได้ ทั้งๆ ที่การนำเข้ายาก็มีมูลค่าสูงและเพิ่มขึ้นโดยตลอด ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยแสดงว่าในปี 2550 มีการนำเข้าเภสัชภัณฑ์รวม 50,513 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2545 เกือบเท่าตัว และเพิ่มจากปี 2540 เกือบ 2 เท่า ซีแอลยาที่ประกาศไปแล้วจะช่วยรักษาชีวิตหรือยึดอายุและช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ป่วยผู้ยากไร้ ได้จำนวนหนึ่งเพราะทำให้ยาราคาถูกลง ตัวอย่างยารักษาโรคมะเร็งปอดและเต้านมที่ราคาสูงถึงเข็มละ 25,000 บาท ก็สามารถซื้อได้ในราคา 1,245 บาท จากเดิมที่ผู้ป่วย ต้องจ่ายค่ายาคนละ 400,000 บาท ก็เหลือเพียง 20,000 บาท ถูกลงถึง 20 เท่า ขณะที่ยาบางอย่างถูกลงกว่า 30 เท่า อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ยังคงไม่สามารถเข้าถึงยาที่จำเป็นได้ องค์กรต่างๆ ทั่วโลกรวมทั้งนักวิทยาศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลล้วนแล้วแต่สนับสนุนการทำซีแอล ขณะที่ รมต.พาณิชย์เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมต.สาธารณสุข กลับมองว่าไม่ควรประกาศซีแอลอีกโดยให้เหตุผลว่า "ไทยได้ประกาศซีแอลยาที่มีความจำเป็นครบถ้วนแล้ว และการทำซีแอลเป็นการเสียมารยาทกับเพื่อนร่วมโลก โดยเฉพาะบริษัทยาที่ได้ลงทุนศึกษาวิจัยไปหลายพันล้านบาท" (มติชน 9 มิ.ย.51) กระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการค้าทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ การเจรจาการค้าในระดับต่างๆ ต้องอาศัยทักษะและความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงปัญหาต่างๆ อย่างเป็นองค์รวม ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ และของโลกที่นับวันจะยิ่งซับซ้อนขึ้น ผู้กำหนดนโยบายต้องมีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ซื่อสัตย์ สุจริตและถือเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง จึงจะส่งผลให้สังคมไทยอยู่เย็นเป็นสุขได้ สังคมคาดหวังได้เพียงใดกับเรื่องซีแอลยาเมื่ออดีต รมต.สธ.มาเป็น รมต.พณ.? หน้า 7
|