หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
กลไกตลาด

ส่องกล้องเศรษฐกิจ : ดร.อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2551

สำหรับนักเศรษฐศาสตร์แล้ว หลักที่เป็นหัวใจ คือ กลไกของตลาด คือ เรื่องอุปสงค์ (demand) หรือความต้องการใช้สินค้า และบริการ และอีกด้านหนึ่ง คือ อุปทาน (supply) หรือจำนวนการผลิตหรือการให้บริการของสินค้าและบริการ ซึ่งขณะหนึ่งขณะใด ถ้าหากปริมาณสินค้ามีมากกว่าความต้องการใช้ ก็จะมีการเพิ่มขึ้นของสต็อกสินค้า และหากเกิดขึ้นต่อเนื่องก็จะทำให้การผลิตและการลงทุนอ่อนตัวลง และทำให้ราคาสินค้าลดลง ในทางกลับกัน ถ้าหากมีความต้องการสินค้าและบริการมากกว่าการผลิต ก็จะกดดันให้ราคาสินค้าแพงขึ้น

ทฤษฎีนี้สามารถอธิบายได้เป็นอย่างดีในกรณีของราคาน้ำมันดิบและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นค่อนข้างแรงในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ก่อนที่จะเริ่มอ่อนตัวลงมาบ้าง การอธิบายถึงสาเหตุว่า ทำไมราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจึงลดลงมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จากที่เคยขึ้นไปแตะระดับเกือบ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ที่ทำให้หลายฝ่ายได้ออกมาคาดการณ์กันว่า ราคาน้ำมันดิบจะขึ้นไปแตะระดับราคา 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้

แต่ในที่สุดแล้ว ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกก็ได้ร่วงลงมาอย่างต่อเนื่อง จนราคากลับมาวิ่งอยู่ในช่วง 110-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปัจจุบันนี้ ทั้งนี้ เนื่องมาจากปัจจัยหลักที่สำคัญ คือ ความต้องการใช้น้ำมันลดลงมาอย่างต่อเนื่อง จากการที่เศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรปและญี่ปุ่นได้ชะลอตัวลงอย่างแรง ทั้งกลุ่มสหภาพยุโรป และญี่ปุ่นมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบในไตรมาสที่สองของปีนี้ และต่ำกว่าคาดการณ์ของตลาด และยังมีแนวโน้มว่าจะยังอ่อนตัวลงไปอีกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ นอกจากนี้ ยังมีคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในปี 2553 จะยังคงอ่อนแอต่อไป ซึ่งการชะลอตัวนั้นเกิดขึ้นกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก แม้แต่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ (emerging market) แม้จะยังเติบโตในอัตราที่ดี แต่ก็อ่อนตัวลงมาอย่างชัดเจนแม้กระทั่งเศรษฐกิจประเทศจีน

ทั้งนี้ รายงานประจำเดือนสิงหาคมของกลุ่มโอเปค (องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน) เมื่อวันศุกร์ (15 ส.ค.) ได้คาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันของโลกสำหรับปี 2008 ลดลงมาอยู่ที่ 1.17 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 1.20 เปอร์เซ็นต์ ในเดือนกรกฎาคม นอกจากนี้แล้ว โอเปคยังได้คาดการณ์อัตราเติบโตของความต้องการใช้น้ำมันโลกในปี 2009 ไว้ที่เพียง 1.03 เปอร์เซ็นต์ ด้วยอัตราการบริโภคพลังงานทางการขนส่งและอุตสาหกรรมเติบโตอย่างช้าๆ ไม่ใช่แค่อเมริกาเหนือ แต่รวมไปถึงยุโรปและแปซิฟิก (ชาติอุตสาหกรรม) ดีมานด์ น้ำมันจะลดลงในปี 2009 และจะทำให้ดีมานด์น้ำมันของโลก เติบโตต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2002

นอกจากความต้องการใช้น้ำมันลดลงจากการชะลอตัวของธุรกรรมทางเศรษฐกิจแล้ว อีกส่วนหนึ่งยังเกิดจากมีการพัฒนาพลังงานทดแทน อาทิเช่น พลังงานชีวภาพ (ไบโอดีเซล) หรืออีเทอนัลต่างๆ เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางมาก เพราะเศรษฐกิจต่างๆ ไม่สามารถรับการปรับขึ้นของราคาน้ำมันปีละ 50-60% ได้

จากความต้องการใช้น้ำมันอ่อนตัวลงที่ชัดเจนนั้น ทำให้กระแสการเก็งกำไรในการซื้อขายน้ำมัน ที่ผ่านการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าเอง ก็มีแรงเทขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าออกมามากกว่าจำนวนที่ซื้อ ดังนั้น ในที่สุดแล้วกลไกตลาดก็ยังทำงานในการกำหนดการผลิต และราคาของสินค้า

ปรากฏการณ์คล้ายกันได้เกิดขึ้นกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งในกลุ่มทองคำ และกลุ่มธัญพืชและอาหาร ที่ราคาก็เริ่มลดความร้อนแรงลง อาทิเช่น ราคาข้าวที่ราคาอ่อนตัวลงมาตั้งแต่ไตรมาสที่สองของปีนี้ เพราะผลผลิตใหม่เริ่มออกสู่ตลาดมากยิ่งขึ้น

จริงอยู่ว่าราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกมาก และในที่สุดแล้ว ก็กลับไปยังกลไกของตลาด ดังนั้น กลไกของตลาดจะเป็นตัวปรับผ่านการเปลี่ยนแปลงของราคาให้เข้าสู่ดุลยภาพอยู่เสมอ การจะเข้าแทรกแซงกลไกของตลาดนั้นเป็นสิ่งที่รัฐ (ทางการ) ไม่ควรกระทำ เพราะการบิดเบือนกลไกตลาดนั้น จะนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่ถูกต้องทั้งการผลิตและการใช้ และนอกจากนี้แล้ว ยังมีต้นทุนที่ต้องจ่ายเกิดขึ้นมาด้วย อาทิเช่น การเข้าแทรกแซงราคาน้ำมันด้วยการอุดหนุนราคาน้ำมันในหลายๆ ประเทศ

การแทรกแซงอาจทำได้เป็นครั้งคราวและในระยะสั้น เพื่อแก้ไขวิกฤติหรือปัญหาที่รุนแรง ณ ขณะหนึ่งขณะใดเท่านั้น แต่สิ่งที่รัฐควรจะทำ คือ การดูแลให้ระบบ และกลไกของตลาดทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ให้มีผู้หนึ่งผู้ใดครอบงำ หรือผูกขาดตลาด และรวมไปถึงรัฐบาลเข้าเป็นผู้ผลิตผู้ให้บริการเองที่ในหลายกรณีนั้น ประสบกับปัญหาขาดทุนได้