หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
"เรื่องพม่า" กับสังคมไทย : ข้อสังเกตบางประการ ต่อสถานการณ์ของงานวิชาการพม่าศึกษาในปัจจุบัน

มุมมองบ้านสามย่าน : ธนภาษ เดชพาวุฒิกุล  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2551

กล่าวกันว่า ความเฟื่องฟูของงานเขียนหรือหนังสือในสาขาหรือหัวข้อใดนั้นย่อมสัมพันธ์กับสภาวการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในช่วงเวลาหนึ่งๆ ของสังคมนั้น ในหลายครา ความสัมพันธ์ระหว่างการเผยแพร่งานวิชาการ กับเงื่อนไขของบริบททางสังคม จะเห็นได้ชัดยิ่งขึ้น เมื่อสังคมนั้นต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองและวัฒนธรรม ที่กระทบต่อ "ตัวตน" ของคนในสังคม

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ตลอดช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งระหว่างประเทศ อาทิเช่น ปัญหาชายแดนไทย-พม่า ปัญหาผู้ก่อการร้ายในภาคใต้ของไทย-มาเลเซีย การกล่าวหาประเทศสิงคโปร์ ว่า มีส่วนร่วมกับปัญหาการเมืองภายในของไทย ในช่วงการล้มรัฐบาลทักษิณ พ.ศ.2549 และกรณีพิพาทกับประเทศกัมพูชา ได้ปรากฏงานเขียนเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านออกมาเป็นจำนวนมาก

ในกรณีของพม่า พรมแดนที่ติดกับประเทศไทยทั้งทางบกและทางน้ำกว่า 2,000 กิโลเมตร และมิติความสัมพันธ์อันหลากหลายระหว่างประเทศ ที่ดำเนินไปอย่างใกล้ชิดเกินกว่าการรับรู้ในวงกว้าง ความรู้เกี่ยวกับพม่าได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นในปัจจุบัน เพราะรัฐไทยและชาวไทยไม่สามารถปิดหรือแยกตัวเอง ออกจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ได้ โดยเฉพาะเรื่องการเคลื่อนไหวของแรงงานระหว่างทั้งสองประเทศ ปัญหาสงคราม และปัญหาความอดอยาก เป็นต้น

ครั้งหนึ่ง ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในบทนำของ บรรณานุกรมเอเชียอาคเนย์ศึกษาในประเทศไทย ว่า "ประเทศไทยไม่ได้แสดงความสนใจอย่างเพียงพอ ในอันที่จะทำความรู้จักและเข้าใจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาณาบริเวณศึกษาในด้านนี้ของไทย จึงดูจำกัดและหมกมุ่นกับตัวเอง..."

เช่นนี้แล้ว ถ้าเราจะพิจารณาถึงความรู้ความเข้าใจที่สังคมไทยมีต่อพม่า ดัชนีหนึ่งที่สามารถบ่งชี้สภาวการณ์ดังกล่าว ได้เป็นอย่างดี ก็คือ จำนวนรายชื่อหัวหนังสือว่าด้วยพม่าศึกษานั่นเอง

หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว แม้บรรณพิภพของไทยไม่เคยขาดหนังสือเกี่ยวกับพม่า แต่ก็มีจำนวนไม่มากนัก ทั้งยังมีลักษณะเป็นงานเขียนประเภทกึ่งสารคดีหรือเขียนโดยนักเขียนสมัครเล่นเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดี การเพิ่มพูนของตลาดหนังสือเรื่องพม่าในระยะ 10 ปีที่ผ่านมานั้น เป็นปรากฏการณ์ที่ย้อนแย้งข้อสังเกตเบื้องต้น ของอาจารย์ชาญวิทย์อยู่ในที เพราะเฉพาะ 3 ปีที่ผ่านมา มีงานวิชาการด้านพม่าออกมาอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 10 เล่ม ขณะที่มีวิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์ที่เขียนโดยนักศึกษาระดับมหาบัณฑิตไม่น้อยกว่า 20 เรื่อง ไม่นับรวมงานวิจัยทางด้านภาษา วัฒนธรรม แรงงานข้ามชาติ ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องชาติพันธุ์และสิทธิมนุษยชนที่มีออกมาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าส่วนหนึ่งอาจเข้าถึงยากสำหรับบุคคลทั่วไปก็ตาม

ในจำนวนงานเขียนว่าด้วยพม่าที่เพิ่งได้รับการจัดพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ ที่น่าสนใจ ได้แก่ การนำงานเขียนของหม่องทินอ่อง เรื่อง ประวัติศาสตร์พม่า มาพิมพ์ใหม่หลังจากขาดตลาดไปเกือบ 30 ปี การจัดแปลและพิมพ์งานศึกษาระบบการเมือง และรัฐในพม่าชิ้นสำคัญเรื่อง รัฐในพม่า ของโรเบิร์ต เอช. เทเลอร์ คิดแบบพม่า : ว่าด้วยชาติและวีรบุรุษในตำราเรียน เขียนโดยวิรัช นิยมธรรม การต่างประเทศพม่า : ปฏิสัมพันธ์กับชนกลุ่มน้อย เขียนโดย พรพิมล ตรีโชติ มองพม่าผ่านชเวดากอง โดยคณะอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น

การเติบโตของงานเขียนว่าด้วยพม่าสะท้อนแง่มุมที่สำคัญ ว่า ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ และการแพร่ขยายของอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่นั้น ประเด็นปัญหาเกี่ยวประเทศพม่าจะมีความสำคัญต่อประเทศไทยมากยิ่งขึ้น คำถามเกี่ยวกับความเป็นไปในพม่า และการมีอยู่ของชาวพม่าและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นในประเทศไทย กำลังก้าวเข้ามาอยู่ในสำนึกของคนไทย และขยายไปสู่ผู้คนในพื้นที่ต่างๆ ที่ประเด็นเรื่องพม่ามีส่วนสัมพันธ์กับชีวิตประจำวัน ของเขาเหล่านั้น ประเทศพม่าในฐานะที่เป็นแหล่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และการเมืองซึ่งนักการเมือง นายทหาร นักธุรกิจ และกลุ่มผลประโยชน์ในไทยกลุ่มอื่นๆ เคยตักตวงเงียบๆ มายาวนาน จึงกลายเป็นประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาพูดตีแผ่และศึกษา นอกเหนือไปจากการเป็นเพียงศัตรูทางประวัติศาสตร์ของชาติไทย

ในขณะเดียวกัน แง่มุมอุดมการณ์ ความเข้าใจ มุมมอง วิธีการ และความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม ที่นักวิชาการมหาวิทยาลัยและข้าราชการในปัจจุบันมองพม่า และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ก็เป็นประเด็นสำคัญ ที่ควรได้รับการขยายความ โดยเฉพาะกรอบการเขียนเรื่องพม่าในประเทศไทย ที่จำกัดตัวอยู่กับความหมกมุ่นในโครงเรื่องของประวัติศาสตร์ชาติ ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่วีรกรรมของพระมหากษัตริย์ และการแสดงออกถึงความสูงส่งด้านศีลธรรม เพื่อตอบสนองความมั่นคงทางความรู้สึก กรอบการเขียนดังกล่าวปรากฏชัดเจนตั้งแต่งานพระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่อง ไทยรบพม่า แน่นอนที่สุด ว่า งานเขียนเหล่านี้ทำหน้าที่ตอบสนองวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคง และผลประโยชน์ของรัฐทั้งทางอ้อมและทางตรง

การนำเสนอมโนทัศน์เกี่ยวกับเรื่อง "ชาติ" "วัฒนธรรม" และ "ชาว" พม่าอย่างเป็นก้อนเดียว ดังที่เคยเป็นมาในแนวประวัติศาสตร์นิพนธ์ข้างต้นนี้ เป็นไปในทิศทางเดียวกับการนำเสนอเรื่องชาติ วัฒนธรรม และคนไทย ที่จำต้องมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการเสริมเน้นอัตลักษณ์ "ความเป็นไทย" กระทั่งกลายเป็นเครื่องเร่งสำนึกร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พม่า ได้กลายเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันอัตลักษณ์ความเป็นไทย ความภาคภูมิใจในความเป็นส่วนหนึ่งของชาติ อีกทั้งสามารถตอบสนองสำนึกด้านมนุษยธรรมไม่มากก็น้อย ดังเช่นที่งานเขียนเรื่องพม่า ในฐานะศัตรูเคยประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีต ไม่ว่าผู้ศึกษาจะตระหนักรู้หรือไม่ก็ตาม

จากที่กล่าวมาข้างต้น แม้ว่านักวิชาการและนักวิจัยชาวไทยจะมีข้อได้เปรียบจากความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ และประเด็นปัญหาที่ทั้งสองประเทศต่างเผชิญร่วมกัน แต่การไม่ตระหนักถึงความสำคัญของทฤษฎี และกรอบคิดในการศึกษาได้ส่งผลให้พม่าศึกษาในสังคมไทย ยังมุ่งเน้นไปที่โครงเรื่องแบบเดิม นักวิจัยรวมถึงนักศึกษาระดับมหาบัณฑิตส่วนใหญ่ยังคงใช้แนวทาง และวิธีวิจัยที่เน้นการสังเกตการณ์ และรวบรวมข้อมูลพื้นฐานในลักษณะของงานสารคดี ซึ่งเป็นการทำซ้ำเรื่องเล่า ที่แพร่หลายกันอยู่แล้วในหมู่ผู้ศึกษาเรื่องพม่าชาวไทย ทั้งไม่เป็นประโยชน์และมีผลเชิงลบต่อการทำความเข้าใจพม่า และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพราะกรอบการศึกษาที่จำกัดได้ลดทอนศักยภาพ ในการพิจารณาปรากฏการณ์ความเป็นจริงตามที่สมควรเป็น