หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ประชาธรรมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4029

ในโอกาสครบรอบ 9 ปี แห่งการจากไปของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ทางป๋วยเสวนาคารได้จัดให้มีการเสวนาในหัวข้อข้างต้น เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ที่อาคารป๋วยเสวนาคาร วัดปทุมคงคา ถนนทรงวาด สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ บทความนี้เป็นบทความสืบเนื่องมาจากการเสวนานี้

อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นปูชนียบุคคลที่หาได้ยากยิ่งในสังคมไทย ท่านดำรงชีวิตและทำงานอย่างมีคุณธรรม และจริยธรรมอย่างเคร่งครัดตลอดชีวิต ท่านเป็นนักอุดมคติที่เป็นแบบอย่างที่สามารถรักษาทั้งอุดมคติ และความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงานได้ทั้ง 2 ประการ ซึ่งต่างจากคนทั่วไปโดยเฉลี่ยที่รักษาได้เพียงประการเดียว หรือเลือกประการหนึ่งทิ้งอีกประการหนึ่ง

จริยธรรมและคุณธรรมที่เด่นที่สุดของอาจารย์ป๋วยซึ่งนักการเมืองปัจจุบันล้วนเป็นโรคขาดแคลนหรือบกพร่อง คือ "ความซื่อสัตย์ และมีสัจจะ" ทั้งต่อครอบครัว ต่อหน้าที่การงาน ต่อผู้ใต้บังคับบัญชา และต่อประเทศชาติ

คนจำนวนมากโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ถือว่าตนเป็นคนก้าวหน้า หรือ เคยก้าวหน้าที่อยู่ในแวดวงวิชาการหรือการเมือง จะยิ่งเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นที่มักเลือกหลักการข้างต้นเพียงประการหลังเพียงประการเดียว แล้วทิ้งอีกประการหนึ่ง เพราะว่าต้องการมีชื่อเสียงเร็ว ต้องการประสบความสำเร็จเร็ว ต้องการร่ำรวยเร็ว อย่างง่ายๆ และทางลัด ผิดกับคนรุ่นอาจารย์ป๋วย

เยาวชนทุกวันนี้ก็คิดเช่นเดียวกัน จึงต่างมุ่งเข้าหาวงการบันเทิง หรือวงการนางแบบโดยการขายเนื้อหนังมังสาและหน้าตา และมักจะจบลงด้วยการขายตัวในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ไม่ต่างจากนักวิชาการและนักการเมืองที่ขายตัว (มันสมอง) เช่นเดียวกัน

อาจารย์ป๋วยเชื่อว่าสังคมควรจะมีประชาธรรม หรือความยุติธรรมทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ขาดด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ ดังข้อเขียนชื่อ "คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวังจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน" ซึ่งมีความยาวเพียง 2 หน้ากระดาษ แต่เป็นการสรุปความเป็นนักอุดมคติของอาจารย์ป๋วย และเป็นบทสรุปปรัชญาเศรษฐกิจการเมืองของอาจารย์ป๋วย ที่ครอบคลุมทุกมิติของสังคมทุกด้าน โดยอาจารย์ป๋วยมีแนวคิดในเรื่องรัฐสวัสดิการ ซึ่งตรงกันข้ามกับแนวคิดตลาดเสรีอย่างชัดเจนที่สุดดังนี้

"เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่ ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ และได้รับความเอาใจใส่ และบริการอันดีในเรื่องสวัสดิการของแม่และเด็ก"

แนวคิดนี้อาจารย์ป๋วยได้เห็นมาในประเทศอังกฤษซึ่งแม่ทุกคนจะได้รับนมสดจากรัฐบาลฟรีทุกคน

"ผมต้องการไปโรงเรียน พี่สาวหรือน้องสาวผมก็ต้องการไปโรงเรียน จะได้มีความรู้หากินได้ และจะได้รู้คุณธรรมแห่งชีวิต ถ้าผมมีสติปัญญาเรียนขั้นสูงๆ ขึ้นไป ก็ให้มีโอกาสเรียนได้ ไม่ว่าพ่อแม่ผมจะรวยหรือจน จะอยู่ในเมืองหรือชนบทแร้นแค้น"

ข้อความนี้สะท้อนแนวคิดเรื่องสิทธิทางการศึกษาซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐต้องเปิดโอกาสและจัดหาให้ประชาชนอย่างทั่วถึง มิใช่นำนโยบายกู้เงินเรียนมาใช้อย่างทุกวันนี้ ซึ่งเป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อนเพื่อนำงบประมาณไปเข้าพกเข้าห่อ ในโครงการที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในเครือข่ายการเมืองของตน

"บ้านเมืองที่ผมอาศัยอยู่จะต้องมีขื่อแป ไม่มีการข่มขู่ กดขี่ หรือประทุษร้ายกัน"

นี่คือความเชื่อของอาจารย์ป๋วยในด้านนิติรัฐ ซึ่งปัจจุบันเรามีนิติบริกรจำนวนมากที่บิดเบือนหลักการนิติรัฐ และกระบวนการยุติธรรมให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยเฉพาะต้นทางของกระบวนการยุติธรรม คือระบบตำรวจที่ฉ้อฉลทุกระดับ

ทุกวันนี้ก็มีการตั้งด่านปล้นประชาชนอยู่ทุกวัน

"ผมต้องการให้ชาติของผมได้ขายผลิตผลแก่ต่างประเทศด้วยราคาอันเป็นธรรม"

ในข้อความนี้สะท้อนถึงแนวคิดในเรื่องระบบการค้าเป็นธรรมหรือ fair trade มิใช่ free trade หรือตลาดเสรีอย่างที่ยึดถือกันอยู่ในปัจจุบัน และกำลังสร้างความหายนะให้กับประเทศและประชาชนในทุกด้าน นอกจากกลุ่มทุนธุรกิจการเมืองไม่กี่สิบกลุ่มที่ได้ประโยชน์เต็มๆ จากนโยบายตลาดเสรี แต่ไม่ใช่ประชาชนส่วนใหญ่และประเทศชาติอย่างแน่นอน

"ในฐานะที่ผมเป็นชาวนาชาวไร่ ผมก็อยากมีที่ดินของผมพอสมควรสำหรับทำมาหากิน มีช่องทางได้กู้ยืมมาขยายงาน มีโอกาสรู้วิธีทำกินแบบใหม่ๆ มีตลาดดีและขายสินค้าได้ราคายุติธรรม"

แนวคิดนี้คือแนวคิดในเรื่องระบบเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมเข้มแข็ง เมื่อฐานล่างเข้มแข็งประเทศชาติก็มีภูมิคุ้มกันและมีความเข้มแข็งด้วยเช่นเดียวกัน

"ในฐานะที่เป็นกรรมกร ผมก็ควรจะมีหุ้นมีส่วนในโรงงาน บริษัท ห้างร้านที่ผมทำอยู่"

นี่คือแนวคิดเรื่องสหกรณ์ในภาคอุตสาหกรรมซึ่งผู้ผลิตควรจะต้องมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตด้วย เพื่อให้เกิดประชาธรรมในภาคการผลิต

"ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์ ผมก็ต้องการอ่านหนังสือพิมพ์ และหนังสืออื่นๆ ที่ไม่แพงนัก จะฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ก็ได้ โดยไม่ต้องทนรบกวนจากการโฆษณามากนัก"

เสรีภาพในข้อมูลข่าวสารเป็นเสรีภาพสูงสุดที่อาจารย์ป๋วยให้ความสำคัญอย่างสูง ท่านไม่เคยปฏิเสธผู้ที่คิดต่างจากท่าน และไม่เคยจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของใคร เช่น กรณีก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลามหาโหด ซึ่งมีการชุมนุมกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านเป็นคณบดี ท่านก็ไม่คิดที่จะจำกัดสิทธิของนักศึกษา จนท่านถูกกล่าวหาเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง และถูกตามทำร้ายจนถึงสนามบินจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดที่สนามบิน

การจะบรรลุเป้าหมายที่เป็นอุดมคติของท่านในข้อเขียนข้างต้น อาจารย์ป๋วยเชื่อว่ามีวิธีเดียว คือสันติวิธี ดังข้อเขียนของท่านนี้

"ถ้ายึดมั่นในหลักประชาธรรมแล้ว ไม่มีวิธีอื่นใดเพื่อได้มาซึ่งประชาธรรม นอกจากสันติวีธี การใช้อาวุธขู่เข็ญประหัตประหารกัน เพื่อประชาธรรมนั้น แม้จะสำเร็จ อาจจะได้ผลก็เพียงชั่วครู่ชั่วยาม จะไม่ได้ประชาธรรมถาวร เมื่อฝ่ายหนึ่งใช้อาวุธแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งแพ้ ก็ย่อมคิดใช้อาวุธโต้ตอบ เมื่ออาวุธปะทะกันแล้วจะรักษาประชาธรรมไว้ได้อย่างไร สันติวิธีเพื่อประชาธรรมนั้น เมื่อใช้กับฝ่ายที่มีอาวุธ ก็ไม่แน่ว่าจะกระทำได้สำเร็จ และแม้จะสำเร็จก็ต้องใช้เวลานาน เช่น มหาตมคานธีใช้กับอังกฤษ ต้องระกำลำบาก ต้องมานะอดทนเด็ดเดี่ยว ต้องอาศัยความกล้าหาญมากกว่าผู้ที่ใช้อาวุธ เพราะว่ามือเปล่าต้องเผชิญกับอาวุธ"

แนวคิดที่เป็นอุดมคติของอาจารย์ป๋วยเป็นประเด็นที่มีการโต้แย้งทั้งทางทฤษฎี และลองปฏิบัติตลอดระยะเวลาของประวัติศาสตร์ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ขั้ว ซึ่งอีกขั้วหนึ่งเชื่อว่าวิธีการอะไรไม่สำคัญ ขอให้บรรลุ "ประชาธรรม" ก็เป็นอันใช้ได้

บ่อยครั้งในประวัติศาสตร์ที่ 2 ฝ่ายหรือ 2 ขั้วนี้หันมาห้ำหั่นต่อสู้พิฆาตกันเองในเรื่องความขัดแย้งในวิธีการที่จะบรรลุ "ประชาธรรม" แทนที่จะแบ่งกันทำหรือแยกกันทำ เพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน

สถานการณ์ปัจจุบันในวันนี้ก็อยู่ในวังวนของความขัดแย้งในการเลือกสีเสื้อ และเป้าหมายประชาธรรม กลายเป็นเรื่องรองหรือถูกมองข้าม ความทุกข์ยากที่เป็นรูปธรรม เช่น ความยากจน การไร้สวัสดิการ และการคุ้มครองจากรัฐในด้านการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นด้านหนึ่งของสิทธิมนุษยชน คือปล่อยให้ห้างยักษ์ค้าปลีกตะลุยสร้างใจกลางเมืองได้ทุกจังหวัดและอำเภอ ทำให้คนไทยสูญอาชีพ และอดอยากแร้นแค้นยากจนลงเป็นจำนวนล้านๆ คน รัฐก็ไม่ได้สนใจจะคิดควบคุม

ประชาธรรมในด้านสิทธิชุมชนถูกโครงการส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนคุกคามและทำลายทั้งวัฒนธรรม วิถีชีวิตชุมชนและสิ่งแวดล้อม ด้านนี้ก็ไม่ได้รับความสนใจอย่างเท่าที่ควรจากนักต่อสู้เพื่อสังคม

ประชาธรรมของผู้ใช้แรงงานยิ่งถูกมองข้ามและไม่มีใครให้ความสนใจในเรื่องความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน เรื่องหลักประกันในการทำงาน เพราะมักถูกจ้างรายวัน จ้างเหมา จ้างชั่วคราว และค่าจ้างไม่พอกับค่าครองชีพ ทำให้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และต้องกู้เงินนอกระบบทำให้ถูกขูดรีดดอกเบี้ยโหดซ้ำเติมอีก กลายเป็นภาวะผีซ้ำด้ำพลอย

ประชาธรรมในด้านทุนของประเทศถูกคุกคามจาก "ทุนครอบโลก" ที่มีในรูปของกองทุนส่วนเกินของชาติ (Sovereign Wealth Fund : SWF) กองทุนเก็งกำไร กองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล กองทุนเกษียณอายุ ซึ่งจ้างกลุ่มทุน หรือวาณิชธนกิจของวอลล์สตรีตเป็นผู้บริหาร นักบริหารอาชีพเหล่านี้ไม่สนใจคุณธรรมอะไรทั้งสิ้น นอกจากส่วนแบ่งที่เป็นค่า "หัวคิว" ที่แบ่งตามอัตราเป็นเปอร์เซ็นต์ของผลกำไร

ทุนเหล่านี้เข้าไปครอบงำการลงทุนในทุกด้านทั้งตลาดทุน ตลาดเงิน การลงทุนทางตรง การลงทุนในภาคเกษตร เช่นตอนนี้กำลังจะบุกลาวและเขมร และในประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ

สิงคโปร์มี 2 กองทุน คือ Singapore GIC Government of Singapore Investment Corporation $330[7] และ Temasek Holdings1$159.2[7]

เมื่อรวมกันแล้วมีทรัพย์สินมากถึง 500,000 ล้านเหรียญ จัดว่าใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และยึดประเทศไทยไปได้แล้ว สิงคโปร์กลายเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย และประเทศไทยได้กลายเป็นจังหวัดที่ส่งส่วยและความมั่งคั่งไปเลี้ยงสิงคโปร์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงเหมือนยุคล่าอาณานิคมในอดีต

สถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังถกเถียงกันว่าไร้ทางออก หากศึกษาแนวคิดเรื่องประชาธรรมของอาจารย์ป๋วย ก็จะได้คำตอบว่า ประเทศควรจะเดินไปทางไหน ส่วนวิธีการที่จะเดินไปถึงก็คงต้องให้สถานการณ์ที่เป็นจริงหรือภววิสัยเป็นตัวกำหนด มิใช่ใครชี้นำหรือชี้ขาดได้ว่าต้องใช้วิธีไหนครับ

หน้า 46