|
||||||||||||||
|
ส่งออกครึ่งปีแรกเฮงกว่าที่คาด
เตือนครึ่งปีหลัง...อย่าประมาท
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4029 ฝ่ายวิชาการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ได้รายงานตัวเลขมูลค่า ส่งออกปี 2551 ที่มีการคาดคะเนกันข้ามปีว่าจะชะลอตัวลงกว่าปี 2550 ที่ขยายตัวได้กว่า 17% กลับดีมาโดยตลอด ไม่ได้ออกอาการแผ่วลงแม้แต่น้อย ทั้งที่ต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจโลก และประเทศคู่ค้าหลักที่ส่อเค้าซบเซาลง รวมทั้งราคาน้ำมันและต้นทุนการผลิตที่ทะยานสูงขึ้นมาก แต่การส่งออกไทยผ่านครึ่งปีแรกไปได้ด้วยดี ทั้งนี้ มาจากการปรับตัวได้ดีและมีการขยายตลาดส่งออกใหม่ๆ ยังไม่นับรวมบริษัทข้ามชาติจำนวนมากที่มีฐานการผลิตในไทย และยังใช้เราเป็นแขนขาในการส่งออกเพื่อกระจายสินค้าต่อไปยังตลาดอื่นๆ ทั่วทุกมุมโลก ซึ่งจุดนี้เองทำให้ประเทศไทย ยังคงรักษาความเป็นหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญในตลาดการค้าโลก (global supply chain) ไว้ได้ เมื่อประจวบความเฮง จากปัจจัยหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้าเกษตรที่สูงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะข้าวที่ตลาดเป็นของผู้ขาย รวมทั้งคู่แข่งสำคัญอย่างจีนเริ่มแผ่วลงในหลายสินค้าจากปัจจัยบั่นทอนหลายประการ ประกอบกับเงินบาทที่แข็งค่ามานานเริ่มมีทิศทางอ่อนค่าลงตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ด้วยความเก่งบวกเฮงดังกล่าว ทำให้การส่งออกในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2551 มีมูลค่า 87,212.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 23.1% และมีแนวโน้มว่าตลอดทั้งปีจะขยายตัวได้เกินเป้าหมายที่ กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ที่ 12.5% ได้ และมีความเป็นไปได้ที่การ ส่งออกอาจขยายตัวเกิน 20% หากยังสามารถรักษาระดับความเร็วและความแรงของการส่งออกไม่ให้แผ่วลงไปกว่าครึ่งปีแรก ตลาดใหม่โตพรวด ผู้ส่งออกไทยขยายตลาดใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนใกล้เคียงตลาดหลัก จาก 37% ของมูลค่าส่งออกรวมใน ปี 2546 เป็น 48% ในครึ่งแรกปี 2551 มูลค่าส่งออกไปตลาดใหม่ในครึ่งแรกปี 2551 ขยายตัวสูง 31.1% โดยเฉพาะตลาดแอฟริกาขยายตัว 60.5% อินโดจีน 57% และยุโรปตะวันออก 31.8% ทั้งนี้มูลค่าส่งออกรวมครึ่งแรกปี 2551 ที่ขยายตัว 23.1% มีส่วน (contributions to growth) จากมูลค่าส่งออกไปตลาดใหม่ 14%
สินค้าที่ส่งออกไปตลาดใหม่มากขึ้น ได้แก่ ปูนซีเมนต์ หนังสือและสิ่งพิมพ์ กระดาษและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ข้าว สิ่งทอ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ทั้งนี้เป็นเพราะผู้ประกอบการสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับระเบียบการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงที ตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าส่งออกได้มากขึ้น ปัจจุบันผู้ส่งออกไทยจำนวนไม่น้อยมีการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ ด้วยการยกระดับเทคโนโลยีการผลิตและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตให้ได้มาตรฐานตามที่ประเทศคู่ค้ากำหนด ทั้งมาตรฐานสุขอนามัยและความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม แรงงาน และสังคม ขณะเดียวกันสินค้าไทยหลายรายการ สามารถแทรกตัวเข้าสู่วงจรการค้าโลกได้เป็นอย่างดี เนื่องจากผู้ประกอบการหันมาให้ความสำคัญอย่างจริงจัง กับการสร้างมูลค่าเพิ่ม จากเดิมที่เน้นเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิตหรือประกอบสินค้า ไปสู่การวางตัวเป็นผู้ออกแบบ วิจัยและพัฒนา การจัดจำหน่าย ตลอดจนการทำการตลาดผ่านการสร้างตราสินค้า เป็นต้น ฐานรับจ้างผลิตยังแกร่ง ไทยยังคงรักษาสถานะของการเป็นฐานการผลิตให้กับกลุ่มผู้ประกอบการที่เป็นบริษัทข้ามชาติ (Multinational Corporations : MNCs) ไว้ได้อย่างเหนียวแน่นด้วยจุดแข็งที่แรงงานมีความประณีตสูง ตลอดจนมีฐานการผลิตของอุตสาหกรรมเชื่อมโยง (supporting industries) ในการป้อนชิ้นส่วนและวัตถุดิบให้แก่ MNCs จำนวนมาก หากพิจารณาถึงโครงสร้างการส่งออกของไทยคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เรายังคงต้องพึ่งพา MNCs เป็นเสาหลักในการผลักดันภาคการ ส่งออกโดยรวมเป็นสำคัญ เนื่องจาก MNCs เหล่านี้ถือเป็นผู้ประกอบการที่มีศักยภาพทั้งในด้านการบริหารจัดการ การผลิต และการตลาด โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทคซึ่งมีมูลค่าส่งออกคิดเป็นกว่า 60% ของมูลค่า ส่งออกรวมของประเทศในช่วงครึ่งแรกปี 2551 ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2551 มูลค่า ส่งออกสินค้าไฮเทคยังขยายตัวสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้มูลค่าส่งออกรวมของไทยที่ขยายตัว 23.1% มีส่วน contributions to growth จากกลุ่มสินค้าไฮเทคกว่าครึ่งถึง 12.1% อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการส่งออกของไทยที่ต้องพึ่งพา MNCs เป็นหลักเช่นปัจจุบัน คงมิใช่แนวทางการพัฒนาภาคการส่งออกที่ ยั่งยืนในระยะยาว แนวทางแก้ไขปัญหาด้านโครงสร้างดังกล่าวควรเร่งพัฒนาธุรกิจส่งออกที่เป็นของคนไทย ให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น เพื่อให้การส่งออกสามารถขยายตัวได้อย่างยั่งยืน และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่วนสินค้าเกษตรมีประเด็นน่าสังเกตว่า แม้ราคาสินค้าเกษตร สูงขึ้นกว่า 50% เทียบกับสินค้าอุตสาหกรรมที่ราคาเพิ่มขึ้น 8.3% แต่ contributions to export growth ของสินค้าเกษตรในช่วงครึ่งแรกปี 2551 กลับมีเพียง 4.2% เนื่องจากมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรมีสัดส่วน 10% ของมูลค่าส่งออกรวมทั้งประเทศ อย่างไรก็ตาม contributions to export growth ของสินค้าเกษตรที่อยู่ 4.2% นี้ นับว่าเพิ่มขึ้นจากช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในระดับ 1-2% หรือบางปีอาจติดลบจนบั่นทอนการส่งออกโดยรวม ทางด้านการแข่งขันจากจีนแผ่วลงในบางสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้แรงงานมากส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างการผลิตในจีน ที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ต้นทุนการผลิตในจีนสูงขึ้น มาถึงตอนนี้จึงเกิดคำถามตามมาว่า ทำไมต้นทุนในจีนจึงสูงขึ้น คำตอบมีด้วยกันหลายประเด็น คือ ค่าจ้างแรงงานปรับสูงขึ้นโดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจบริเวณชายฝั่งที่พัฒนาแล้ว รวมถึงการประกาศใช้ กฎหมายแรงงานฉบับใหม่ของจีนเมื่อต้นปี 2551 ซึ่งให้ความคุ้มครองและเพิ่มสวัสดิการแก่ลูกจ้างมากขึ้น เมื่อประกอบกับเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นมากราว 7% จากต้นปี 2551 ประกอบกับรัฐบาลจีนลดการอุดหนุนการส่งออก ทำให้จีนหันไปพึ่งพาตลาดในประเทศมากขึ้น จึงเป็นโอกาสที่สินค้าหลายรายการของไทยที่เคยแพ้ต่อสินค้าจีนเริ่มกลับตีตื้นขึ้นได้ โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้แรงงาน เช่น เครื่องนุ่งห่ม ของเด็กเล่น เครื่องกีฬาและเครื่องเล่นเกม เป็นต้น แนวโน้มไม่สดใส แนวโน้มการส่งออกเมื่อพิจารณาจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ พบว่า การส่งออกในระยะถัดไปมีอุปสรรคให้ต้องฝ่าฟันอีกมาก ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความเปราะบางโดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจหลัก เช่น สหรัฐ EU และญี่ปุ่น ที่เผชิญปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมๆ กับเงินเฟ้อที่รุนแรง ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าปัญหาเศรษฐกิจโลก อาจจะเริ่มส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยใน ปี 2552 ขณะเดียวกันปัจจัยบวก ซึ่งเคยเป็นความโชคดีของผู้ส่งออกไทยในครึ่งปีแรก ก็เริ่มกลับกลายเป็นปัจจัยบั่นทอนในระยะถัดไป ทั้งเงินบาทที่อาจมีโอกาสกลับมาแข็งค่าอีกครั้งหากเศรษฐกิจสหรัฐทรุดหนักลง และเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอีก รวมถึงราคาสินค้าเกษตรสำคัญทั้งข้าวและมันสำปะหลังในตลาดโลกที่มีแนวโน้มลดลง แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยพยุงให้การส่งออกของไทยยังเดินหน้าต่อไปได้อย่างไม่สะดุด คือ ตัวผู้ส่งออกเองต้องเร่งพัฒนา ทั้งด้านการผลิตให้ได้มาตรฐาน รวมทั้งการขยายตลาดใหม่ให้ได้อย่างต่อเนื่อง การส่งออกในปี 2552 ก็จะขยายตัวต่อไปได้ และจะยังคง ทำหน้าที่เป็นตัวจักรสำคัญ (engine of growth) ในการนำพาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไปได้ นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในครึ่งปีหลังสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือสภาพการเงินโลก และคาดว่าเศรษฐกิจเอเชียรวมทั้งไทยจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ที่หลายประเทศเริ่มเข้าสู่การชะลอตัวมากขึ้น ดังนั้นการส่งออกได้รับผลกระทบด้วย แต่ถ้าครึ่งปีหลังเงินเฟ้อปรับลดลงเร็ว และรัฐมีการเร่งการใช้จ่ายช่วยให้การใช้จ่ายในประเทศดีขึ้น และหากการส่งออกไม่กระทบมาก ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยไม่น่าห่วงมาก หน้า 2
|