|
||||||||||||||
|
สัจจะและสมานฉันท์
(Truth and Reconciliation)
ประเวศ วะสี กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551 มีเสียงเรียกร้องสมานฉันท์มาจากหลายฝ่าย ซึ่งเป็นเจตนาที่ดี แต่ไม่สำเร็จ เพราะความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แบบขาวกับดำ ในทัศนะที่เกี่ยวกับ "ระบอบทักษิณ" ฝ่ายหนึ่งเห็นคุณงามความดีว่า ทักษิณช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ ช่วยความเดือดร้อนของคนจน กำราบความไม่เอาไหนของพวกขุนนาง อีกฝ่ายหนึ่งเห็นความเลวร้ายว่า ทักษิณโกงกินคอร์รัปชันใช้เงินซื้อทุกอย่าง ทำลายความยุติธรรม และระบอบประชาธิปไตย ขายชาติบ้านเมือง ถ้ามองต่างกันโดยสิ้นเชิงอย่างนี้ จะสมานฉันท์กันได้อย่างไร คนที่เรียกร้องความสมานฉันท์อาจถูกโกรธเสียอีกว่าไม่รู้ประสีประสาอะไร ว่า นี่ไม่ใช่การทะเลาะกัน แต่เป็นความพยายามจะขจัดอธรรม แล้วคุณจะมาห้ามการจัดอธรรมได้อย่างไร ความเห็นทำให้เห็นตรงกันไม่ได้ แต่ความจริงที่จริงโดยมีข้อมูลหลักฐานทำให้เห็นตรงกันได้ ฉะนั้นเรื่องของความจริงหรือสัจจะ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะคลายความขัดแย้ง ท่านมหาตมะคานธีท่านจึงเรียกขบวนการของท่านว่า "สัตยาเคราะห์" ที่แอฟริกาใต้ซึ่งเคยขัดแย้งกันรุนแรง เขาไม่เรียกร้องความสมานฉันท์เฉยๆ แต่เขาเรียกร้อง Truth & Reconciliation หรือ สัจจะและสมานฉันท์ คือ ความจริงต้องมาก่อนแล้วจึงสมานฉันท์ได้ ถ้ารู้ความจริงตรงกันแล้ว กระบวนการสมานฉันท์จึงทำงานได้ อาทิเช่น การขอโทษ การให้อภัย การเยียวยา ที่แอฟริกาใต้ตำรวจคนขาวได้พูดความจริงต่อหน้าที่ประชุมคนดำว่า เขาได้ไปฆ่าใครมาบ้าง แทนที่คนดำทั้งหมดในที่ประชุม จะไปรุมฉีกเนื้อตำรวจคนขาว แต่ร้องไห้กันระงมและเต็มไปด้วยอภัยวิถี ที่อริโซนา สหรัฐอเมริกา วัยรุ่นคนหนึ่งไปขายพิซซ่า แล้วถูกวัยรุ่นอีกคนหนึ่งยิงตาย พ่อของเด็กที่ตายไปดูแลวัยรุ่นที่มายิงลูกเขาตาย เพราะถือว่าผู้ยิงก็ตกเป็นเหยื่อเหมือนกัน ผู้ยิงและพ่อแม่ของเขาคงมีความทุกข์ไม่ยิ่งหย่อนกว่าผู้สูญเสียลูก และต้องการการเยียวยาด้วยเหมือนกัน เมื่อพ่อผู้สูญเสียลูกเล่าให้ที่ประชุมที่แคลิฟอร์เนียฟัง ถึงการที่เขาไปเยียวยาผู้ที่ยิงลูกของเขา คนที่ประชุมทั้งหมดร้องไห้กันระงม เพราะอภัยวิถีเข้าไปสัมผัสในส่วนลึกของความเป็นมนุษย์อย่างแรง ในความเป็นมนุษย์นั้น มีความสามารถในการให้อภัยอย่างน่าอัศจรรย์ เราจึงน่าจะนึกถึง ความจริงและสมานฉันท์ ในความขัดแย้งใหญ่ในสังคมไทย ความจริงเกี่ยวกับระบอบทักษิณมีความซับซ้อน คงจะเข้าถึงไม่ได้ด้วยการตีกัน การด่าทอกัน หรือการรัฐประหาร กระบวนการเข้าถึงความจริงน่าจะประกอบด้วย 1. สันติวิธี 2.นิติธรรม 3.ความรู้ข้อมูล (หลักฐานความมีเหตุผล) จะโต้เถียง ทะเลาะกัน ชุมนุม หรือเดินขบวนการอย่างไรก็ได้ แต่ยึดหลัก 3 ประการข้างต้น คือ ต้องสันติ ต้องเคารพกฎหมาย ต้องใช้ความรู้ข้อมูลหลักฐานเหตุผล หลัก 3 ประการนี้ จะทำให้ฝ่าความเสียดทาน และความยากลำบากของวิกฤตการณ์ ไปสู่ความจริงที่คนไทยจะสมานฉันท์กันได้ ความจริงผมได้พูดถึงวิกฤตการณ์คลื่นลูกที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์มากว่า 10 ปี ก่อนที่คุณทักษิณจะปรากฏบนขอบฟ้าการเมืองไทยว่า เป็นวิกฤตการณ์สุดๆ และยากต่อการแก้ไข เพราะไม่รู้ว่าศัตรูคือใคร เผลอๆ จะเป็นการทำลายตัวเอง ในความซับซ้อนของวิกฤตการณ์ปัจจุบันเราต้องค่อยๆ สาวถึงสาเหตุที่ฝังลึก และแก้ไขให้ตรงเหตุ มีสาเหตุใหญ่ๆ อย่างน้อย 5 ประการ ที่นำมาสู่วิกฤตการณ์ปัจจุบัน คือ 1. ความเป็นสังคมทางดิ่ง ที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจข้างบนกับผู้ไม่มีอำนาจข้างล่าง เป็นสังคมทอนกำลัง ที่ไม่มีทางที่เศรษฐกิจจะดี การเมืองจะดี และศีลธรรมจะดี เพราะเป็นสังคมที่ขาดความเสมอภาคและภราดรภาพ ขาดความเป็นธรรม 2. โครงสร้างอำนาจรัฐรวมศูนย์ หรือเผด็จการโดยรัฐ ทำให้ไม่มีพลังสร้างสรรค์ แต่มีการใช้อำนาจในทางผิดๆ ตลอดจนคอร์รัปชัน และก่อความขัดแย้งกับท้องถิ่นปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดความขัดแย้ง ระหว่างอำนาจรัฐรวมศูนย์ กับวัฒนธรรมท้องถิ่น 3. การศึกษา ที่ทำให้อ่อนแอทางปัญญาทั้งชาติ เพราะเอาวิชาเป็นตัวตั้งแทนที่จะเอาความจริงของชีวิตและสังคมเป็นตัวตั้ง 4. การสร้างพระเจดีย์จากยอด พระเจดีย์ต้องสร้างจากฐาน ไม่มีพระเจดีย์องค์ใดสร้างสำเร็จจากยอดเพราะจะพังลงมา การพัฒนาของเราทำจากยอดทั้งสิ้นจึงไม่สำเร็จไม่ว่าเศรษฐกิจ การศึกษา การเมืองหรืออะไรอื่น ฐานของพระเจดีย์ คือ ชุมชนท้องถิ่น 5. ธนกิจการเมือง ในการเลือกตั้งครั้งแรกๆ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ พ.ศ.2475 ได้ผู้แทนราษฎรที่มีคุณภาพสูงมาก ที่มีทั้งอุดมการณ์ ความรู้ ความสุจริต และการอุทิศตัว เพื่อประเทศ คุณภาพของนักการเมืองลดลงไปเรื่อยๆ เมื่ออำนาจของกองทัพและอำนาจเงินเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง อำนาจเงินนั้นเข้ามาก่อนคุณทักษิณแล้ว แต่ยุคคุณทักษิณได้มีการร่วมทุนขนาดใหญ่เป็นหมื่นๆ ล้าน ทำให้เกิดธนกิจการเมืองแบบสุดๆ คุณภาพของนักการเมืองที่ขาดอุดมการณ์ ขาดความรู้ ขาดความสุจริต ขาดความอุทิศตัวเพื่อประเทศ เป็นอุปสรรคใหญ่ต่อความก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตย เหตุทั้ง 5 ประการของวิกฤติชาติเป็นเรื่องยากต่อความเข้าใจ เพราะสังคมไทยฝังแน่นอยู่ในระบบอนุรักษนิยม ในความฝังแน่นนั้นสิ่งใหม่เกิดไม่ได้ แต่สิ่งเก่าก็ทำให้วิกฤติมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสังคมไทยเติบโต และสลับซับซ้อน เกินกว่าที่ระบบอนุรักษ์จะรักษาดุลยภาพได้ ปรากฏการณ์ทักษิณมาเขย่าให้ทุกองคาพยพของสังคมไทยหลวมหมด เกิดสภาพโกลาหล (Chaos) ขึ้น ในสภาพโกลาหลเป็นทางสองแพร่งทางหนึ่ง คือ เกิดความรุนแรงนองเลือด อีกทางหนึ่ง คือ เกิดการยกระดับการพัฒนาไปสู่สิ่งใหม่ที่ดี (New order) สิ่งใหม่ที่ดีเกิดไม่ได้ในสภาวะที่แข็งเป็นหิน แต่จะเกิดขึ้นที่ชายขอบของความโกลาหล คนไทยควรจะใช้สติใช้ปัญญาหลีกเลี่ยงทางแพร่งที่หนึ่งไปสู่ทางแพร่งที่สอง นั่นคือ ไปสู่สิ่งใหม่ที่ดี ซึ่งในที่นี้ขอเรียกว่า สันติประชาธรรมหรือประชาธิปไตยใหม่ที่มีคุณภาพที่ดี โดยแก้ไขตามสาเหตุวิกฤติทั้ง 5 ประการที่กล่าวข้างต้น โดยดำเนินไปบนเส้นทางสู่ความจริง และสมานฉันท์ ตามหลัก 3 ประการ คือ สันติวิธี นิติธรรม ใช้ความรู้ข้อมูลหลักฐานเหตุผล ความจริงประเทศไทยมีทรัพยากรอันอุดมเกินพอที่จะสร้างความผาสุกแก่คนทั้งมวล ถ้าช่วยกันสร้างความถูกต้อง สังคมไทยป่วยมากจนวิกฤติ เพราะความไม่ถูกต้อง ถึงเวลาที่คนไทยจะใช้วิกฤตการณ์ครั้งนี้เป็นโอกาส ที่จะรณรงค์กันทุกองคาพยพของสังคมให้ธรรมะหรือความถูกต้องเป็นหลักของแผ่นดิน แทนที่อำนาจและความไม่ถูกต้องเพื่อความบังเกิดขึ้นของแผ่นดินที่มีธรรมครอง อันจะเป็นไปเพื่อความผาสุกของคนทั้งมวลร่วมกัน
|