หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ป้ายบอกทาง เศรษฐกิจโลก หลังฟองสบู่แตก

โดย เกษียร เตชะพีระ  มติชนรายวัน  วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11122

สตีเฟน โรช ประธานธนาคารเพื่อการลงทุน Morgan Stanley Asia

ในบรรดาซีอีโอ (CEO) และนักวิเคราะห์เศรษฐกิจชั้นนำในแวดวงการเงินการธนาคารโลก สตีเฟน โรช (Stephen S. Roach) โดดเด่นผิดแปลกจากคนอื่นตรงที่เขามักมองโลกแง่ร้ายจนได้สมญาว่า "perennial bear" หรือ "พวกเทขาย (หุ้น) ยันเต"

เอาเป็นว่า โรช เคยแอบทำนายทายทักไว้ในที่ประชุมปิดเฉพาะผู้จัดการกองทุนชั้นหัวกะทิที่เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ครั้งเขายังเป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเพื่อการลงทุน Morgan Stanley ณ กรุงนิวยอร์กและคุมทีมนักวิจัยเศรษฐกิจของธนาคารที่กระจายอยู่ตามมหานครต่างๆ ทั่วโลกเมื่อปลายปี ค.ศ.2004 ว่า : -

อเมริกามีโอกาสไม่เกินหนึ่งในสิบที่จะหลีกเลี่ยง "โลกาวินาศ" (Armageddon) ทางเศรษฐกิจที่กำลังจะมาถึง...

แน่นอน น้อยคนนักที่เชื่อเขาตอนนั้น แต่ถึงคราววิกฤตหนี้ซับไพรม์ (หนี้จำนองบ้านด้อยคุณภาพ) กำลังลุกลามจากอเมริกาไปทั่วโลกตอนนี้ มันชักทำท่าว่าเขาอาจจะถูกเสียแล้ว!?!

สตีเฟน โรช จบเศรษฐศาสตร์ปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย Wisconsin-Madison และปริญญาเอกจาก New York University, เคยเป็นนักวิจัยสังกัดสถาบันวิชาการ Brookings Institution ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี., เป็นเจ้าหน้าที่วิจัยของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve Board) รับหน้าที่กำกับดูแลการจัดเตรียมบทวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจอเมริกัน, เขาเริ่มเข้าทำงานกับธนาคารเพื่อการลงทุน Morgan Stanley เมื่อปี ค.ศ.1982 และเป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ที่นั่นนับแต่ปี ค.ศ.1991 จนได้เลื่อนขึ้นเป็นประธาน Morgan Stanley Asia ที่ฮ่องกงเมื่อเมษายนศกก่อน

เผอิญฟองสบู่เศรษฐกิจอเมริกันแตกโพละเพราะหนี้ซับไพรม์พอดี และธนาคาร Morgan Stanley ที่เขาทำงานอยู่เองก็เจอมรสุมหนักเช่นเดียวกับธนาคารเพื่อการลงทุนยักษ์ใหญ่แห่งอื่นด้วยเหมือนกัน ถึงแก่ต้องแทงหนี้สูญ 9.4 พันล้าน US$ เมื่อเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนศกก่อน, ทำให้ผลประกอบการขาดทุน 3.6 พันล้าน US$ ในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว, ต้องปลดพนักงานทั่วโลกออก 3,000 คนจากทั้งสิ้น 47,000 คน และวิ่งหาเงินอัดฉีด เข้ามาช่วยซื้อหุ้นเพิ่มทุนของธนาคารอีก 5 พันล้าน US$ จาก China Investment Corporation อันเป็น Sovereign Wealth Fund หรือกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของจีน (ทำนองเดียวกับ Temasek Holdings ของสิงคโปร์)

ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดหวังว่าผลกระทบจากวิกฤตซับไพรม์และสินเชื่อหดตัวในอเมริกาจะสร่างซาลงโดยเร็ว โรชกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาอธิบายสาเหตุที่พึงระมัดระวังตั้งสติให้ดีต่อไปในบทสัมภาษณ์นิตยสารออนไลน์ The Globalist (www.theglobalist.com) เรื่อง "Guideposts for the Post-Bubble World" (14 ส.ค. ศกนี้) ว่า : -

- คนส่วนใหญ่มองข้ามอะไรไปหรือครับ?

โรช : กระบวนการพองตัวของฟองสบู่มันค่อยๆ ลามแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเหมือนไฟเย็น จากหุ้นไปสู่ทรัพย์สินไปสู่สินเชื่อ ฟองสบู่ทั้งแผ่ขยายขอบเขตกว้างออกและเสี่ยงยิ่งขึ้นไปพร้อมกัน

- มันมีอาการลุกลามแบบใหม่ไหมครับ?

โรช : มีครับ ตามที่ผมเห็นน่ะ เศรษฐกิจสหรัฐซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดฟองสบู่อยู่แล้ว ได้กลายเป็นแหล่งเพาะตัวสั่งสม ของพายุความเสี่ยงต่อทั้งระบบ ไม่ว่าในสหรัฐเองหรือในเศรษฐกิจโลกที่พึ่งพาซึ่งกันและกันยิ่งขึ้น และถึงตอนนี้เราก็ต้องคอยตามเก็บเศษซากปรักหักพังของมัน

- แล้วข้อถกเถียงเรื่อง decoupling ล่ะครับ?

โรช : แนวคิด decoupling ที่สันนิษฐานว่าเศรษฐกิจกำลังพัฒนาถูกปลดหลุดจากโลกที่พัฒนาแล้วนั้น มันแย้งกับความเชื่อมโยงนานัปการที่เป็นใจกลางของแนวโน้มโลกาภิวัตน์อันทรงพลังใน 5 ปีหลังนี้ครับ

- ถ้างั้นผลกระทบในสหรัฐล่ะครับ?

โรช : ตอนนี้เห็นทีสหรัฐต้องทำใจรับมือกับแนววิถีความเติบโตที่จะช้ากว่าเดิมมาก-ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) น่าจะโตช้าลงจากแนวโน้มปีละ 3.2% ในรอบ 13 ปีที่ผ่านมาเหลือแค่ไม่เกิน 2% ในระยะสองสามปีข้างหน้านี้หรือนานกว่านั้น

- แล้วสำหรับโลกส่วนที่เหลือ?

โรช : ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นการท้าทายโลกส่วนที่เหลืออย่างมากเลยล่ะครับ- โดยเฉพาะบรรดาชาติกำลังพัฒนาเหล่านั้น ที่เคยได้น้ำเลี้ยงทางเศรษฐกิจจากการส่งสินค้าออกมาขายผู้บริโภคสหรัฐที่มือเติบเกินตัว

- โลกส่วนที่เหลือจะมีทางออกยังไงได้บ้างครับ?

โรช : ภาระหน้าที่ของพวกเขาตอนนี้โดยเนื้อแท้แล้วตรงข้ามกับที่สหรัฐเผชิญอยู่เลยทีเดียว- กล่าวคือบรรดาประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา ที่ใช้การส่งออกเป็นตัวนำทั้งหลาย จะต้องปรับย้ายสูตรผสมของความเติบโตเสียใหม่ ให้โน้มไปทางอุปสงค์ในประเทศโดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนมากขึ้น นั่นอาจจะไม่ง่ายนักสำหรับชาติที่เคยอาศัยค่าเงินตราที่ถูก, เงินออมส่วนเกิน และยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เป็นวิธีการหลักไปบรรลุความก้าวหน้าอย่างน่าตื่นตาตื่นใจบนหนทางการพัฒนาเศรษฐกิจ

- คุณเองมองแง่ดีแค่ไหนว่าการปรับย้ายที่ว่าจะเกิดขึ้นจริงในครั้งนี้?

โรช : ในสภาพที่ตอนนี้ตลาดส่งออกหลักของพวกเขา-หมายถึงสหรัฐ- อยู่ใต้แรงกดดัน และคงมีแรงบริโภคในที่อื่นของโลก ที่จะมาชดเชยได้น้อยเหลือเกิน โลกกำลังพัฒนาจึงมีทางเลือกน้อยนอกจากจะหันมาปรับสมดุลเศรษฐกิจของตัวเองเสียใหม่ โดยใช้ผู้บริโภคเป็นตัวนำ

- ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อโลกกำลังพัฒนาจะเป็นอย่างไรบ้างครับ?

โรช : เศรษฐกิจในโลกกำลังพัฒนาน่าจะโตช้าลงในระยะหลายปีข้างหน้าด้วยเหมือนกัน-ที่เคยโตเฉลี่ยปีละ 7.3% ในหลายปีที่ผ่านมาคาดว่าจะชะลอลงเหลือราว 5% ในสองถึงสามปีข้างหน้า

-ในสายตาคุณ สหรัฐน่าจะได้บทเรียนอะไรบ้าง?

โรช : ถ้าวิกฤตครั้งนี้จะมีความหมายอะไรบ้างแล้ว มันก็น่าจะเป็นสัญญาณเตือนให้ตื่นตัว นานมาแล้ว ที่สหรัฐละเมิดกฎการประพฤติปฏิบัติตัวที่สำคัญที่สุดมากมายหลายข้อ สำหรับประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ เช่น เงินทองก็ไม่ยอมออม แถมยังกู้หนี้ยืมสินมาลงทุนปั่นราคาหุ้นราคาบ้านเป่าฟองสบู่สินทรัพย์ เพื่อรองรับการบริโภคฟุ้งเฟ้อเกินเลยอย่างหาที่เปรียบมิได้ในปัจจุบันด้วย

- มีอย่างอื่นอีกไหมครับ?

โรช : สหรัฐติดหนี้สินล้นพ้นตัวเพื่อรองรับวิถีการประพฤติปฏิบัติที่ว่ามา แล้วยังเที่ยวกู้ยืมอย่างหนักจากโลกส่วนที่เหลือ เพื่อชักหน้าให้ถึงหลัง ทางการรัฐบาลสหรัฐเองก็สมรู้ร่วมคิดกับการเมาฟองสบู่หัวราน้ำครั้งนี้ด้วย- โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารกลางสหรัฐที่ปล่อยปละละเลยให้เสี่ยงลงทุนกันอย่างไม่บันยะบันยัง และดำเนินมาตรการการเงินสนองรับอย่างเกินเลย

- ทำไมถึงปล่อยให้ทำกันนานขนาดนี้ครับ?

โรช : ยิ่งสหรัฐประคับประคองรองรับสิ่งที่เอาเข้าจริงไม่มีทางรองรับไว้นานขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเชื่อหัวปักหัวปำว่าจะดำรงชีวิตที่เสกด้วยเวทมนตร์แบบนั้นไว้ได้ชั่วนิรันดร์มากขึ้นเท่านั้น ข่าวสารแท้จริงที่วิกฤตครั้งนี้บอกก็คือตอนนี้เกมนี้จบแล้ว ทว่าความที่จมปลักอยู่ในอาการไม่ยอมรับความจริง แถมยังร้อนใจจากเสียงเรียกร้องของผู้ลงคะแนนในปีเลือกตั้งประธานาธิบดีซึ่งการเมืองเข้มข้นด้วย ก็เลยทำให้บรรดานักการเมืองในกรุงวอชิงตันพากันยืนกรานว่าเกมนี้ยังเล่นต่อไปได้อีก

- ยังงั้นแล้วคำตอบสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐหลังฟองสบู่แตกคืออะไรครับ?

โรช : เหนือสิ่งอื่นใดตอนนี้สหรัฐต้องได้รับการปฏิบัติในทำนอง "รักลูกให้ตี" - กล่าวคือหันไปเดินวิถีทางใหม่ ที่ชดใช้ชดเชยให้กับการทำตัวเหลวไหลเกินเลยมานานปี และกล้ำกลืนยาขมเพื่อบำบัดแก้ไขอาการเหลวไหลเกินเลยเหล่านั้น มันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรที่จะหยั่งคาดว่าแนวทางใหม่ดังกล่าวน่าจะมีรูปร่างเค้าโครงกว้างๆ เช่นใดบ้าง-ต้องออมมากขึ้นและลงทุนมากขึ้นทั้งในแง่ผู้คนและโครงสร้างพื้นฐาน

- ยังต้องมีอะไรอื่นบ้างครับ?

โรช : ถ้ามีนโยบายพลังงานด้วยก็คงเข้าท่า-รวมทั้งการกำกับดูแลระบบการเงินให้รอบคอบรัดกุมยิ่งขึ้นเช่นกัน หลักนโยบายแบบนี้คงประกวดไม่ชนะใจมหาชนหรอก แต่ถึงที่สุดแล้ว มันเป็นความหวังเดียวของอเมริกา สำหรับความรุ่งเรืองที่ยั่งยืนหลังฟองสบู่แตก

หน้า 6