|
||||||||||||||
|
ป้ายบอกทาง
เศรษฐกิจโลก
หลังฟองสบู่แตก
โดย เกษียร เตชะพีระ มติชนรายวัน วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11122 สตีเฟน โรช ประธานธนาคารเพื่อการลงทุน Morgan Stanley Asia ในบรรดาซีอีโอ (CEO) และนักวิเคราะห์เศรษฐกิจชั้นนำในแวดวงการเงินการธนาคารโลก สตีเฟน โรช (Stephen S. Roach) โดดเด่นผิดแปลกจากคนอื่นตรงที่เขามักมองโลกแง่ร้ายจนได้สมญาว่า "perennial bear" หรือ "พวกเทขาย (หุ้น) ยันเต" เอาเป็นว่า โรช เคยแอบทำนายทายทักไว้ในที่ประชุมปิดเฉพาะผู้จัดการกองทุนชั้นหัวกะทิที่เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ครั้งเขายังเป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเพื่อการลงทุน Morgan Stanley ณ กรุงนิวยอร์กและคุมทีมนักวิจัยเศรษฐกิจของธนาคารที่กระจายอยู่ตามมหานครต่างๆ ทั่วโลกเมื่อปลายปี ค.ศ.2004 ว่า : - อเมริกามีโอกาสไม่เกินหนึ่งในสิบที่จะหลีกเลี่ยง "โลกาวินาศ" (Armageddon) ทางเศรษฐกิจที่กำลังจะมาถึง... แน่นอน น้อยคนนักที่เชื่อเขาตอนนั้น แต่ถึงคราววิกฤตหนี้ซับไพรม์ (หนี้จำนองบ้านด้อยคุณภาพ) กำลังลุกลามจากอเมริกาไปทั่วโลกตอนนี้ มันชักทำท่าว่าเขาอาจจะถูกเสียแล้ว!?! สตีเฟน โรช จบเศรษฐศาสตร์ปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย Wisconsin-Madison และปริญญาเอกจาก New York University, เคยเป็นนักวิจัยสังกัดสถาบันวิชาการ Brookings Institution ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี., เป็นเจ้าหน้าที่วิจัยของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve Board) รับหน้าที่กำกับดูแลการจัดเตรียมบทวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจอเมริกัน, เขาเริ่มเข้าทำงานกับธนาคารเพื่อการลงทุน Morgan Stanley เมื่อปี ค.ศ.1982 และเป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ที่นั่นนับแต่ปี ค.ศ.1991 จนได้เลื่อนขึ้นเป็นประธาน Morgan Stanley Asia ที่ฮ่องกงเมื่อเมษายนศกก่อน เผอิญฟองสบู่เศรษฐกิจอเมริกันแตกโพละเพราะหนี้ซับไพรม์พอดี และธนาคาร Morgan Stanley ที่เขาทำงานอยู่เองก็เจอมรสุมหนักเช่นเดียวกับธนาคารเพื่อการลงทุนยักษ์ใหญ่แห่งอื่นด้วยเหมือนกัน ถึงแก่ต้องแทงหนี้สูญ 9.4 พันล้าน US$ เมื่อเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนศกก่อน, ทำให้ผลประกอบการขาดทุน 3.6 พันล้าน US$ ในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว, ต้องปลดพนักงานทั่วโลกออก 3,000 คนจากทั้งสิ้น 47,000 คน และวิ่งหาเงินอัดฉีด เข้ามาช่วยซื้อหุ้นเพิ่มทุนของธนาคารอีก 5 พันล้าน US$ จาก China Investment Corporation อันเป็น Sovereign Wealth Fund หรือกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของจีน (ทำนองเดียวกับ Temasek Holdings ของสิงคโปร์) ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดหวังว่าผลกระทบจากวิกฤตซับไพรม์และสินเชื่อหดตัวในอเมริกาจะสร่างซาลงโดยเร็ว โรชกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาอธิบายสาเหตุที่พึงระมัดระวังตั้งสติให้ดีต่อไปในบทสัมภาษณ์นิตยสารออนไลน์ The Globalist (www.theglobalist.com) เรื่อง "Guideposts for the Post-Bubble World" (14 ส.ค. ศกนี้) ว่า : - - คนส่วนใหญ่มองข้ามอะไรไปหรือครับ? โรช : กระบวนการพองตัวของฟองสบู่มันค่อยๆ ลามแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเหมือนไฟเย็น จากหุ้นไปสู่ทรัพย์สินไปสู่สินเชื่อ ฟองสบู่ทั้งแผ่ขยายขอบเขตกว้างออกและเสี่ยงยิ่งขึ้นไปพร้อมกัน - มันมีอาการลุกลามแบบใหม่ไหมครับ? โรช : มีครับ ตามที่ผมเห็นน่ะ เศรษฐกิจสหรัฐซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดฟองสบู่อยู่แล้ว ได้กลายเป็นแหล่งเพาะตัวสั่งสม ของพายุความเสี่ยงต่อทั้งระบบ ไม่ว่าในสหรัฐเองหรือในเศรษฐกิจโลกที่พึ่งพาซึ่งกันและกันยิ่งขึ้น และถึงตอนนี้เราก็ต้องคอยตามเก็บเศษซากปรักหักพังของมัน - แล้วข้อถกเถียงเรื่อง decoupling ล่ะครับ? โรช : แนวคิด decoupling ที่สันนิษฐานว่าเศรษฐกิจกำลังพัฒนาถูกปลดหลุดจากโลกที่พัฒนาแล้วนั้น มันแย้งกับความเชื่อมโยงนานัปการที่เป็นใจกลางของแนวโน้มโลกาภิวัตน์อันทรงพลังใน 5 ปีหลังนี้ครับ - ถ้างั้นผลกระทบในสหรัฐล่ะครับ? โรช : ตอนนี้เห็นทีสหรัฐต้องทำใจรับมือกับแนววิถีความเติบโตที่จะช้ากว่าเดิมมาก-ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) น่าจะโตช้าลงจากแนวโน้มปีละ 3.2% ในรอบ 13 ปีที่ผ่านมาเหลือแค่ไม่เกิน 2% ในระยะสองสามปีข้างหน้านี้หรือนานกว่านั้น - แล้วสำหรับโลกส่วนที่เหลือ? โรช : ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นการท้าทายโลกส่วนที่เหลืออย่างมากเลยล่ะครับ- โดยเฉพาะบรรดาชาติกำลังพัฒนาเหล่านั้น ที่เคยได้น้ำเลี้ยงทางเศรษฐกิจจากการส่งสินค้าออกมาขายผู้บริโภคสหรัฐที่มือเติบเกินตัว - โลกส่วนที่เหลือจะมีทางออกยังไงได้บ้างครับ? โรช : ภาระหน้าที่ของพวกเขาตอนนี้โดยเนื้อแท้แล้วตรงข้ามกับที่สหรัฐเผชิญอยู่เลยทีเดียว- กล่าวคือบรรดาประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา ที่ใช้การส่งออกเป็นตัวนำทั้งหลาย จะต้องปรับย้ายสูตรผสมของความเติบโตเสียใหม่ ให้โน้มไปทางอุปสงค์ในประเทศโดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนมากขึ้น นั่นอาจจะไม่ง่ายนักสำหรับชาติที่เคยอาศัยค่าเงินตราที่ถูก, เงินออมส่วนเกิน และยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เป็นวิธีการหลักไปบรรลุความก้าวหน้าอย่างน่าตื่นตาตื่นใจบนหนทางการพัฒนาเศรษฐกิจ - คุณเองมองแง่ดีแค่ไหนว่าการปรับย้ายที่ว่าจะเกิดขึ้นจริงในครั้งนี้? โรช : ในสภาพที่ตอนนี้ตลาดส่งออกหลักของพวกเขา-หมายถึงสหรัฐ- อยู่ใต้แรงกดดัน และคงมีแรงบริโภคในที่อื่นของโลก ที่จะมาชดเชยได้น้อยเหลือเกิน โลกกำลังพัฒนาจึงมีทางเลือกน้อยนอกจากจะหันมาปรับสมดุลเศรษฐกิจของตัวเองเสียใหม่ โดยใช้ผู้บริโภคเป็นตัวนำ - ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อโลกกำลังพัฒนาจะเป็นอย่างไรบ้างครับ? โรช : เศรษฐกิจในโลกกำลังพัฒนาน่าจะโตช้าลงในระยะหลายปีข้างหน้าด้วยเหมือนกัน-ที่เคยโตเฉลี่ยปีละ 7.3% ในหลายปีที่ผ่านมาคาดว่าจะชะลอลงเหลือราว 5% ในสองถึงสามปีข้างหน้า -ในสายตาคุณ สหรัฐน่าจะได้บทเรียนอะไรบ้าง? โรช : ถ้าวิกฤตครั้งนี้จะมีความหมายอะไรบ้างแล้ว มันก็น่าจะเป็นสัญญาณเตือนให้ตื่นตัว นานมาแล้ว ที่สหรัฐละเมิดกฎการประพฤติปฏิบัติตัวที่สำคัญที่สุดมากมายหลายข้อ สำหรับประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ เช่น เงินทองก็ไม่ยอมออม แถมยังกู้หนี้ยืมสินมาลงทุนปั่นราคาหุ้นราคาบ้านเป่าฟองสบู่สินทรัพย์ เพื่อรองรับการบริโภคฟุ้งเฟ้อเกินเลยอย่างหาที่เปรียบมิได้ในปัจจุบันด้วย - มีอย่างอื่นอีกไหมครับ? โรช : สหรัฐติดหนี้สินล้นพ้นตัวเพื่อรองรับวิถีการประพฤติปฏิบัติที่ว่ามา แล้วยังเที่ยวกู้ยืมอย่างหนักจากโลกส่วนที่เหลือ เพื่อชักหน้าให้ถึงหลัง ทางการรัฐบาลสหรัฐเองก็สมรู้ร่วมคิดกับการเมาฟองสบู่หัวราน้ำครั้งนี้ด้วย- โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารกลางสหรัฐที่ปล่อยปละละเลยให้เสี่ยงลงทุนกันอย่างไม่บันยะบันยัง และดำเนินมาตรการการเงินสนองรับอย่างเกินเลย - ทำไมถึงปล่อยให้ทำกันนานขนาดนี้ครับ? โรช : ยิ่งสหรัฐประคับประคองรองรับสิ่งที่เอาเข้าจริงไม่มีทางรองรับไว้นานขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเชื่อหัวปักหัวปำว่าจะดำรงชีวิตที่เสกด้วยเวทมนตร์แบบนั้นไว้ได้ชั่วนิรันดร์มากขึ้นเท่านั้น ข่าวสารแท้จริงที่วิกฤตครั้งนี้บอกก็คือตอนนี้เกมนี้จบแล้ว ทว่าความที่จมปลักอยู่ในอาการไม่ยอมรับความจริง แถมยังร้อนใจจากเสียงเรียกร้องของผู้ลงคะแนนในปีเลือกตั้งประธานาธิบดีซึ่งการเมืองเข้มข้นด้วย ก็เลยทำให้บรรดานักการเมืองในกรุงวอชิงตันพากันยืนกรานว่าเกมนี้ยังเล่นต่อไปได้อีก - ยังงั้นแล้วคำตอบสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐหลังฟองสบู่แตกคืออะไรครับ? โรช : เหนือสิ่งอื่นใดตอนนี้สหรัฐต้องได้รับการปฏิบัติในทำนอง "รักลูกให้ตี" - กล่าวคือหันไปเดินวิถีทางใหม่ ที่ชดใช้ชดเชยให้กับการทำตัวเหลวไหลเกินเลยมานานปี และกล้ำกลืนยาขมเพื่อบำบัดแก้ไขอาการเหลวไหลเกินเลยเหล่านั้น มันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรที่จะหยั่งคาดว่าแนวทางใหม่ดังกล่าวน่าจะมีรูปร่างเค้าโครงกว้างๆ เช่นใดบ้าง-ต้องออมมากขึ้นและลงทุนมากขึ้นทั้งในแง่ผู้คนและโครงสร้างพื้นฐาน - ยังต้องมีอะไรอื่นบ้างครับ? โรช : ถ้ามีนโยบายพลังงานด้วยก็คงเข้าท่า-รวมทั้งการกำกับดูแลระบบการเงินให้รอบคอบรัดกุมยิ่งขึ้นเช่นกัน หลักนโยบายแบบนี้คงประกวดไม่ชนะใจมหาชนหรอก แต่ถึงที่สุดแล้ว มันเป็นความหวังเดียวของอเมริกา สำหรับความรุ่งเรืองที่ยั่งยืนหลังฟองสบู่แตก หน้า 6
|