|
||||||||||||||
|
ความสุข
นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1462 ความสุขคืออะไร? เป็นคำถามที่ให้คำตอบยากมาก บางคนบอกว่า ความสุขคือผลจากการที่ได้รับการบำบัดความต้องการของตน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการทางวัตถุหรือจิตใจ นั่นหมายความว่าความสุขมีเงื่อนไขจากภายนอก แน่นอน คำตอบแบบนี้ย่อมไม่ใช่ท่าทีของศาสนา ซึ่งเน้นความสำคัญของเงื่อนไขภายใน หรือด้านที่เรียกกันว่าจิตวิญญาณ จะควบคุมฝึกปรือมันอย่างไร จึงทำให้มีทุกข์น้อยหรือมีความสุขได้ ความสุขจึงเป็นเรื่องที่มองได้ทั้งจากภายนอกและภายใน บางคนลดระดับขั้วตรงข้ามระหว่างภายนอก-ภายใน ให้เหลือเพียงวัตถุและจิตใจ ซึ่งทำให้ชัดดี ในส่วนพระพุทธศาสนา ผมเข้าใจว่าท่านเดินสายกลาง คือไม่ปฏิเสธภายนอกหรือวัตถุเสียทีเดียว อย่างน้อยก็เพื่อดำรงชีวิต และเจริญภาวนาได้ไม่ติดขัด แต่แน่นอนว่า ย่อมให้ความสำคัญแก่ภายในหรือจิตวิญญาณมากกว่า จะเห็นได้นะครับว่า ความสุขคืออะไร? กับความสุขมาจากไหน? เป็นสองคำถามที่แยกออกจากกันได้ยาก และตอบคำถามใดโดยไม่ตอบอีกคำถามหนึ่งไม่ได้ ผมคิดว่าจากการมองความสุขเป็นสองขั้วตรงข้าม ทำให้คนสมัยนี้ถกเถียงกันมากว่า แล้วตกลงความมั่งคั่งทางวัตถุที่มนุษย์เพิ่งได้ประสบในระยะไม่เกิน 200 ปีมานี้ ทำให้เรามีความสุขมากขึ้นหรือไม่ ผม "รู้สึก" ว่านักเศรษฐศาสตร์ (ที่ผมรู้จัก) เชื่อค่อนมาทางมีความสุขเพิ่มขึ้น และพิสูจน์จากตัวเลขที่คิดว่า น่าจะเป็นปัจจัยของความสุข เช่น อายุเฉลี่ยที่สูงขึ้น (อย่าถามว่าตายช้าลงแล้วจะเป็นสุขได้อย่างไร แต่ขอให้คิดว่าความตายก่อนกาลนำความทุกข์ยากลำบากมาแก่คนที่เหลืออยู่อย่างไร ชีวิตยาวขึ้นเพิ่มผลิตภาพของแต่ละคนแค่ไหน) เด็กไปโรงเรียนได้มากขึ้นและนานขึ้น (อย่าถามว่าโรงเรียนคือความสุขของเด็กแน่หรือ แต่ขอให้คิดถึงกำลังแรงงานที่มีคุณภาพตรงกับการจ้างงานมากขึ้น ทำให้ได้ค่าแรงมากขึ้น และดังนั้น จึงบริโภคได้มากขึ้นตามไปด้วย ถ้าการบริโภคนำมาซึ่งความสุขนะครับ) ฯลฯ ในทางตรงข้าม คนที่ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์และดูเหมือนจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับเศรษฐศาสตร์คลาสสิคนัก จะบอกว่า วัตถุที่ฟูมฟายมากขึ้นไม่นำความสุขมาให้แก่คน และอาจนำความทุกข์มามากขึ้นด้วย คนเหล่านี้ชอบยกตัวเลขอัตวินิบาตกรรมของประเทศที่มั่งคั่งทางวัตถุว่าสูงกว่าประเทศที่มั่งคั่งน้อยกว่ามากๆ (แต่การเลือกทางออกด้วยการฆ่าตัวตายนั้น อาจสัมพันธ์กับวัฒนธรรมมากกว่าเงื่อนไขภายนอกทั้งหลายก็ได้ เช่น สังเกตกันว่าคนไทยภาคเหนือมีสถิติฆ่าตัวตายสูงกว่าคนไทยในภาคอื่นๆ) หรือยกหนังสือของนักปราชญ์ฝรั่งที่ละทิ้งแนวทางของตะวันตก เพื่อแสวงหาแนวทางอื่น (มักเป็นตะวันออก) ที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขกว่า เรื่องนี้คงเถียงกันไปได้จนโลกสลายแหละครับ บังเอิญผมได้อ่านพบรายงานการวิจัยเรื่องความสุขชิ้นหนึ่ง ทำในมหาวิทยาลัยแห่งมิชิแกน ประเทศสหรัฐ น่าสนใจดี แต่ก็ไม่ใช่คำตอบแก่ปัญหาที่เห็นแย้งกันเรื่องความสุขกับความมั่งคั่งทางวัตถุอยู่ดี อย่างน้อยก็ไม่ใช่คำตอบเด็ดขาด การสำรวจความสุขใน 97 ประเทศนั้น ทำกันมายาวนานต่อเนื่อง นับตั้งแต่ พ.ศ.2524-2549 หรือหนึ่งเสี้ยวศตวรรษ ซ้ำยังเก็บข้อมูลจากผู้คนกว่า 350,000 คน จึงนับว่าน่าสนใจเป็นพิเศษ ทฤษฎีเดิมนั้น ว่ากันว่า ความสุขของสังคมต่างๆ นั้นจะพุ่งขึ้นสูงในช่วงหนึ่ง (เช่น เศรษฐกิจดีจนเกิดความมั่งคั่งทางวัตถุ) พอขึ้นถึงจุดหนึ่งแล้ว ก็จะหยุดนิ่ง คือไม่เพิ่มมากขึ้นไปกว่านั้นอีก แต่การสำรวจครั้งนี้พบว่าไม่จริง เพราะเขาพบว่า มีประเทศถึง 40 ประเทศใน 52 ประเทศที่ดรรชนีความสุขเพิ่มขึ้น และถ้าดูในภาพกว้างกว่านั้นใน 97 ประเทศทั่วโลกซึ่งนับเป็นประชากรถึง 90% ของโลก มีเพียง 20 ประเทศเท่านั้น ที่บอกว่าไม่มีความสุข ใน 52 ประเทศที่มีข้อมูลต่อเนื่อง 25 ปี ประเทศที่มีความสุขเพิ่มขึ้นบางประเทศคือ อินเดีย, ไอร์แลนด์, เม็กซิ-โก, ปัวโตริโก, และเกาหลีใต้ ดรรชนีความสุขพุ่งขึ้นสูงแทบเป็นเส้นตั้งทีเดียว ในขณะที่ในประเทศที่เหลือ ความสุขไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนั้น มองปราดเดียวก็เห็นได้ว่า ความสุขที่เพิ่มขึ้นอย่างท่วมท้นใน 5 ประเทศนั้น ก็เพราะเศรษฐกิจกำลังก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว จากที่เคยยากจน ก็มีความมั่งคั่งทางวัตถุที่ตกไปยังผู้คนกว้างขวางขึ้น แต่ใช่ว่าประเทศที่มีความมั่งคั่งอยู่แล้ว ดรรชนีความสุขจะหยุดนิ่งกับที่ เพราะประเทศที่ความสุขเพิ่มขึ้นแม้ไม่ฮวบฮาบเท่า ยังมีประเทศในยุโรปรวมอยู่ด้วยถึง 9 ประเทศ คือ เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, อิตาลี, ลักเซมเบิร์ก, สวีเดน, เนเธอร์แลนด์, โปแลนด์, และสเปน ทั้งนี้ ยังรวม แคนาดา, จีน, อาร์เจนตินา, แอฟริกาใต้ และแม้แต่ญี่ปุ่นอยู่ด้วย น่าเสียดายที่รายงานข่าวหนังสือพิมพ์ไม่ได้บอกด้วยว่า 20 ประเทศที่ไม่มีความสุขนั้นคือประเทศอะไรบ้าง อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยวิเคราะห์แล้วสรุปปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุขว่ามาจากสามอย่างด้วยกัน ซ้ำยืนยันด้วยว่า ประจักษ์พยานว่าปัจจัยสำคัญสามอย่างนี้เห็นได้เด่นชัดในการเปรียบเทียบข้อมูลทีเดียว อย่างที่หนึ่งคือ ความเติบโตทางเศรษฐกิจ ข้อนี้เกี่ยวกับวัตถุจึงดูเหมือนเห็นได้ชัด เศรษฐกิจของประเทศใดเติบโต ก็น่าจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ผู้คนบริโภคได้มากขึ้น และรู้สึกว่าตัวมีความสุขมากขึ้นตามไปด้วย แต่ความเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้นำมาซึ่งผลดีอย่างนี้โดยอัตโนมัติ วิธีวัดว่าเศรษฐกิจใดเติบโตหรือไม่และเติบโตเท่าไรนั้น เป็นวิธีวัดที่หยาบเกินไป จึงไม่ได้สะท้อนว่าจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเสมอไป เพราะนายทุนอาจจ้างงานนอกประเทศ เพราะค่าจ้างถูกกว่า ระบบภาษีอาจเปิดให้มีการกระจุกตัวของรายได้ จนกระทั่งเศรษฐกิจที่เติบโตนั้น ไม่กระจายไปถึงคนส่วนใหญ่ สหภาพแรงงานขาดอำนาจต่อรอง เพราะกฎหมายไม่เอื้ออำนวยหรือผู้นำแรงงานรวยคนเดียว พืชผลการเกษตรถูกกดราคาไว้ เพื่อให้กรรมกรที่ได้ค่าแรงน้อยนิดเข้าถึง ฯลฯ ฉะนั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว จึงไม่น่าเป็นปัจจัยให้เกิดความสุขในสังคมใดๆ ได้ แต่ผู้วิจัยพูดถึงปัจจัยอีกสองอย่าง ที่ต้องมาควบคู่กันไปกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และผมคิดเองว่าปัจจัยทั้งสามนี้ เกื้อกูลกันและกันอย่างชนิดที่ขาดตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้ อีกสองปัจจัยนั้นคือ การขยายตัวของประชาธิปไตยและขันติธรรม แน่นอนว่า สถาบันหลักทางการเมืองของระบอบประชาธิปไตย เช่น รัฐธรรมนูญ, รัฐสภา, การเลือกตั้ง, ฯลฯ ย่อมขาดไม่ได้ในสังคมประชาธิปไตย แต่เพียงเท่านั้นไม่พอที่จะทำให้ความสัมพันธ์ในสังคมนั้นเป็นประชาธิปไตยจริง ดังนั้น แม้ในประเทศที่สถาบันหลักของประชาธิปไตยมีความมั่นคงแล้ว ประชาธิปไตยก็ยังอาจขยายตัวได้ต่อไป การขยายตัวทางสังคมของประชาธิปไตยนั้น หากกล่าวโดยสรุปก็คือ การเปิดพื้นที่ต่อรองให้คนกลุ่มต่างๆ สามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก พื้นที่เหล่านั้นก็คือ สื่อทั้งในรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ (ไซเบอร์), ในการชุมนุมโดยสงบ, ในสถาบันการศึกษา, ในศาล, ในเวทีประชาพิจารณ์, ในเวทีวิชาการ, ในสหภาพของกลุ่มอาชีพ, ในการรณรงค์ทางสังคมและการเมือง ฯลฯ (ในแง่นี้ ประชาธิปไตยไทยน่าสงสาร เรามีรัฐบาลที่ไม่ศรัทธาต่อประชาธิปไตยทางสังคม และเรามีกลุ่มประท้วงที่ไม่ศรัทธาต่อประชาธิปไตยทางการเมือง ทั้งๆ ที่สองด้านนี้ไม่อาจแยกออกจากกันได้) สังคมประชาธิปไตยคือสังคมเปิด ยิ่งความเป็นประชาธิปไตยเข้มข้นมากขึ้นเท่าไร สังคมก็ยิ่งเปิดมากขึ้นเท่านั้น และด้วยเหตุดังนั้น ความขัดแย้งจึงต้องมีมากขึ้นเป็นธรรมดา เพราะผลประโยชน์ส่วนรวม อาจมองได้จากจุดยืนที่หลากหลายมาก แต่ความขัดแย้งไม่ทำลายความสุขของผู้คน ก็เพราะขันติธรรม คืออดทนต่อและยอมรับความแตกต่าง แม้ยังยืนยันที่จะคัดค้านต่อไปเหมือนเดิมก็ตาม สังคมประชาธิปไตยที่ขาดขันติธรรมคืออนาธิปไตย ซึ่งทำลายความสุขของผู้คนอย่างยิ่ง เพราะไม่มีใครรู้ว่าทำอะไร แสดงความเห็นอะไรแล้ว จะไม่ถูกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำไปด่าประจาน หรือถูกฟ้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เสรีภาพที่ประกันไว้ในรัฐธรรมนูญจึงเหลือแต่ตัวอักษร เพราะไม่มีใครกล้าใช้ในทางปฏิบัติ สามปัจจัยนี้ จะลดให้เหลือสองก็ได้กระมัง คือทุกคนเข้าถึงทรัพยากรพอให้มีความมั่นคงในปัจจุบันและอนาคตหนึ่ง และทุกคนเข้าถึงสิทธิเสรีภาพได้จริงในทางปฏิบัติ เป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ในสังคมที่คนจะรู้สึกว่ามีความสุขเพิ่มขึ้น ผลการวิจัยจึงบอกสิ่งที่เราทุกคนรู้อยู่แล้วว่า วัตถุก็เป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ของความสุข เท่ากับด้านจิตใจก็เป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ของความสุขเช่นกัน โดยไม่มีโอกาสรายงานการวิจัยฉบับจริง ผมรู้สึกว่ายังมีช่องโหว่ที่งานวิจัยนี้ตกสำรวจอยู่หลายด้าน เช่นปัจจัยความสุขที่มาจากวัตถุนั้น วัดด้วยปริมาณว่าใครมีมากมีน้อยกว่ากันเท่านั้น อาจไม่ชี้วัดได้จริง เพราะอาจเกี่ยวกับศาสนาหรือจิตวิญญาณด้วย ระหว่างวัฒนธรรมที่เน้นสันตุฏฐีธรรมกับวัฒนธรรมที่ไม่เน้น (เช่น ระหว่างพี่น้องมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้กับคนกรุงเทพฯ) ด้วยปริมาณวัตถุที่เข้าถึงเท่ากัน ฝ่ายใดจะรู้สึกว่ามีความสุขกว่ากัน เป็นต้น ถึงกระนั้น ผมคิดว่า การสำรวจเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความสุขนั้นมีความสำคัญกว่าข้อมูลทางเศรษฐกิจเป็นอันมาก เช่น แทนที่รัฐบาล (หรือสภาพัฒน์ฯ) จะคอยแถลงแต่ว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจด้านโน้นด้านนี้เติบโตขึ้นในรอบปีหรือไม่อย่างไร แต่ทุกปีต้องแถลงว่าคนไทยมีความสุขมากขึ้นหรือลดลง จะให้อำนาจเราในการตัดสินรัฐบาลได้ดีกว่า ฉะนั้น สิ่งที่น่าจะทำกันก็คือ ต้องวางแผนเก็บข้อมูลความสุขที่รอบด้าน หลากมิติ (ซึ่งต้องใช้ความรู้หลากหลายสาขาวิชา ไม่เฉพาะแต่สถิติศาสตร์) แค่ส่งคนไปสุ่มถามคนว่ารู้สึกสุขมากขึ้นหรือน้อยลงเท่านั้น เห็นจะไม่ได้ประโยชน์อย่างที่ต้องการหรอกครับ หน้า 25
|