|
||||||||||||||
|
วิวาทะระหว่าง
คลังกับแบงก์ชาติ
ว่าด้วยนโยบายอัตราดอกเบี้ย
คอลัมน์ หอคอยงาช้าง โดย รศ. ดร.วิมุต วานิชเจริญธรรม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4030 "(รัฐบาล และธนาคารแห่งประเทศไทย) หากเห็นไม่ตรงกัน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเลิก รัฐบาลต้องลาออก หรือตกลงกันไม่ได้จริงๆ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องออก" ข้อความในลักษณะบังคับแกมข่มขู่ที่หลุดจากปากของคนจากฟากฝั่งกระทรวงการคลัง ประดุจคำประกาศ ที่พร้อมจะแตกหักกับธนาคารแห่งประเทศไทย ในเรื่องการดำเนินนโยบายการเงิน ถ้าหากฝ่ายธนาคารแห่งประเทศไทย ยังคงแข็งขืนยืนยัน ที่จะยึดนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ (inflation targeting) ต่อไป น้ำหนักของข้อความยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ เมื่อบรุษเจ้าของข้อความนี้คือ คุณสุชาติ ธาดาธำรงเวช ผู้เพิ่งเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเพียงไม่กี่วันก่อนหน้า ปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ตามมา ปรากฏเป็นข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์บางฉบับ ว่าท่านรัฐมนตรีช่วยมองไกล ไปถึงขั้นจะปลดผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนปัจจุบันออกจากตำแหน่ง ทรรศนะที่ก้าวร้าวและแหวกธรรมเนียมปฏิบัติอย่างไม่เคยปรากฏ ในยุคสมัยที่รัฐบาลในระบบเศรษฐกิจตลาดเสรี ต่างให้ความเคารพในความมีอิสระของธนาคารกลาง ท่าทีเช่นนี้ไม่เพียงส่งสัญญาณที่สับสนให้กับตลาดการเงิน และสาธารณชน แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงวุฒิภาวะของรัฐมนตรีหน้าใหม่ ที่สังคมต่างตั้งข้อสงสัยถึงความเหมาะสมและชอบธรรมในการเข้ารับตำแหน่งสำคัญทางด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลชุดนี้ นักเศรษฐศาสตร์ หรือปุถุชนที่มีระดับการอ่านออกเขียนได้ในทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Literacy) ย่อมทราบดีว่า เรื่องการตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือในการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (เช่น การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นต้น) ไม่ใช่สิ่งที่จะมา "ตกลงกันได้" กับกระทรวงการคลัง ตรงกันข้าม สิ่งที่ทั้งสองเสาหลักทางเศรษฐกิจของประเทศจะต้องหารือ และเห็นพ้องต้องกัน จะเป็นเรื่องของเป้าหมายในการดำเนินนโยบายการเงินเท่านั้น ซึ่งเมื่อทั้งสองฟากฝั่งได้เห็นพ้องไปแล้วว่า เสถียรภาพของระดับราคาคือเป้าหมายของการดำเนินนโยบายการเงินในยุคสมัยนี้ เรื่องการจะเลือกใช้เครื่องมือประเภทใด ปรับเปลี่ยนอย่างใดให้บรรลุเป้าหมายนั้น ถือเป็นอิสระของธนาคารแห่งประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว นอกจากนี้เมื่อเป้าหมายถูกกำหนดไว้แล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยก็จำต้องดำเนินการให้บรรลุตามเป้าหมายนั้น มิอาจบิดพลิ้วกระทำการเป็นอย่างอื่นใดได้ หาไม่แล้วธนาคารแห่งประเทศไทยจะขาดซึ่งความรับผิดชอบ (Accountability) ในการดำเนินนโยบายการเงินไปในทันที นับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ธนาคารแห่งประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะรักษาเสถียรภาพทางด้านราคาในประเทศ โดยได้กำหนดเป้าหมายไว้ให้ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยรายไตรมาส อยู่ในช่วงระหว่าง 0 ถึง 3.5 เปอร์เซ็นต์ตลอดเวลา โดยเมื่อใดที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่า ทิศทางของอัตราเงินเฟ้อจะปรับขึ้นจนทำให้หลุดจากเป้าหมายดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืน (ซึ่งถือว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย) การตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยจะกระทำโดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน การกำหนดเป้าหมายเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นไปตามแนวทางของธนาคารกลางในสากล หาใช่ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ริกระทำสิ่งผิดแผกแหกธรรมเนียมปฏิบัติของธนาคารกลางแต่อย่างใด ธนาคารกลางของประเทศออสเตรเลีย (Reserve Bank of Australia) ได้ระบุเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อไว้ในหน้าเว็บ ที่ให้สารสนเทศว่าด้วยนโยบายการเงิน ( http://www.rba.gov.au/MonetaryPolicy/about_monetary_policy.html) ว่าอยู่ในช่วง 2 ถึง 3%ต่อปี อีกทั้งยังระบุว่าการควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในช่วงดังกล่าว จะช่วยให้ค่าเงินมีเสถียรภาพ และจะเป็นฐานอันมั่นคงสำหรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาวอีกด้วย ข้อความในลักษณะนี้ยังพบในเว็บของธนาคารกลางของประเทศแคนาดา (Bank of Canada) ที่กำหนดเป้าหมายของอัตราเงินเฟ้อโดยเฉลี่ย ที่ร้อยละ 2 ต่อปี (คือเป็นค่ากลางระหว่างร้อยละ 1 กับ ร้อยละ 3) ซึ่งเครื่องมือที่ธนาคารกลางของประเทศแคนาดาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวคือ การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (overnight rate) (ดูได้ที่ http://www.bank-banque-canada.ca/en/monetary/inflation_target.html) ผมคงไม่อาจคัดลอกนโยบายการเงินของทุกธนาคารกลางในโลกมานำเสนอบนพื้นที่คอลัมน์นี้ได้ครบถ้วนหรอกครับ จึงขอเชิญชวนให้ท่านผู้อ่านลองสืบค้นข้อมูลลักษณะนี้ในโลกไซเบอร์ด้วยตัวท่านเอง เพียงแค่พิมพ์คำว่า monetary policy ลงในช่อง "ค้นหา" บนหน้าเว็บ ของ Google ท่านก็จะพบลิงก์ที่เชื่อมไปยังเว็บไซต์ของธนาคารกลางนานาประเทศแล้ว เมื่อท่านผู้อ่านมองตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ (ที่คำนวณจากดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป) ในช่วงเดือนเมษายน ถึง เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ท่านจะพบว่า อัตราเงินเฟ้อได้ขยับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเพิ่มจาก ร้อยละ 6.2 ในเดือนเมษายน มาเป็นร้อยละ 7.6 ในเดือนพฤษภาคม และร้อยละ 8.9 และ 9.2 ในเดือนมิถุนายน และเดือนกรกฎาคม ตามลำดับ เงินเฟ้อที่ถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อขั้นพื้นฐาน (หรือ core inflation ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ใช้เป็นเป้าหมายของนโยบายการเงิน) ปรับตัวสูงขึ้นตาม และทะลุเป้าหมายเงินเฟ้อไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ดังนั้นการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงมิได้ อย่างไรก็ดี ผู้อ่านหลายท่านอาจคล้อยตามข้อโต้แย้งของประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจใหญ่ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ที่เคยให้ความเห็นไว้ว่า ภาวะเงินเฟ้อขณะนี้เกิดจากด้านต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น (หรือที่ในตำราเรียกกันว่า "cost-push" inflation) ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะเงินตึงตัว ซึ่งในความเห็นของ ดร.วีรพงษ์นั้น การชะลอการขึ้นของดอกเบี้ยนั้นไม่เพียงพอ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังต้องปั๊มเงินเข้ามาในระบบเพิ่มอีกด้วย หาไม่แล้วจะเกิดภาวะเงินตึงตัว จนธุรกิจขาดสภาพคล่องในที่สุด หากมิใช่นักเศรษฐศาสตร์ด้วยกันแล้วไซร้ คงประหลาดใจกับปรากฏการณ์ที่นักวิชาการสองค่ายอธิบายเหตุการณ์เดียวกัน ด้วยเรื่องราวที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มิหนำซ้ำยังเสนอวิธีการแก้ปัญหาที่อยู่คนละขั้วอีกด้วย ผมมิใช่คนประนีประนอม และคงไม่บอกกับท่านผู้อ่านว่าคำอธิบายของทั้งสองฝ่ายถูกต้องด้วยกันทั้งคู่ แต่จะขอแสดงความคิดเห็นตามที่ตัวผมวิเคราะห์เอง ซึ่งมีข้อสรุปที่ยืนอยู่ข้างของธนาคารแห่งประเทศไทยครับ ในความเห็นของผม ประเด็นที่ว่าเงินเฟ้อนั้นจะเป็น cost-push หรือไม่คงไม่ได้มีสาระสำคัญแต่ประการใด เพราะผลลัพธ์ในที่สุดคืออัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสี่เดือนที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก่อนที่อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น จะกัดกร่อนเสถียรภาพของค่าเงินบาทมากไปกว่านี้ อย่าลืมนะครับว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้ออย่างมากที่สุด คือกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยที่ถือเงินสดเป็นสินทรัพย์ อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นแต่ละเปอร์เซ็นต์ ลดทอนอำนาจซื้อของเงินบาท ที่เขาถือครองอยู่ให้หดหายไปในสัดส่วนเดียวกัน การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อจึงเป็นนโยบายแก้ไขปัญหาความยากจนที่ได้ผลรวดเร็วที่สุด และเข้าถึงคนยากจนได้ดีที่สุดอีกด้วย การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเสมือนการส่งสัญญาณว่า อัตราเงินเฟ้อกำลังจะถูกควบคุมไม่ให้คุกคามเสถียรภาพของค่าเงินบาท ซึ่งช่วยให้สาธารณชนเกิดความมั่นใจ และวางแผนการใช้จ่ายและการลงทุนสำหรับอนาคตได้อย่างถูกต้อง หาไม่แล้ว ความกังวลว่าอำนาจซื้อของเงิน จะถูกบั่นทอนด้วยอัตราเงินเฟ้อที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ประชาชนเร่งการใช้จ่ายในปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะเงินจำนวนมากไล่ซื้อสินค้าจำนวนจำกัด จนราคาสินค้าต้องปรับขึ้นอีกรอบ และหนุนให้ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก เราลองมาคิดกันเล่นๆ ว่า หากธนาคารแห่งประเทศไทยโอนอ่อนตามกระแสกดดันของกระทรวงการคลัง ทำการลดดอกเบี้ยนโยบาย หรือปั๊มเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ผลของนโยบายดังกล่าวจะทำให้มีเงินสดหมุนเวียนมากขึ้น และส่งผลให้แบงก์ลดดอกเบี้ยตาม หรือปล่อยกู้มากขึ้นหรือไม่ ผมคิดว่า สถาบันการเงินคงไม่ลดดอกเบี้ย หรือปล่อยกู้เพิ่มมากขึ้นหรอกครับ เพราะการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินนั้น ต่างอยู่ภายใต้กรอบของการบริหารความเสี่ยงที่ต้องมีการประเมินถึงโอกาส ที่ลูกค้าจะผิดชำระหนี้ จนนำมาซึ่งปัญหาหนี้เน่า และการกันสำรองสำหรับหนี้สงสัยจะสูญ ดังนั้นในยุคที่พิษซับไพรมคุกคามตลาดการเงิน ผมเชื่อว่าบรรดาสถาบันการเงิน ยิ่งต้องระวังการปล่อยกู้อย่างสุ่มเสี่ยงมากขึ้นไปอีก ดังนั้น แม้ว่าดอกเบี้ยนโยบายจะลดต่ำลง แต่ความเสี่ยงของผู้มาขอสินเชื่อหาได้ลดน้อยลงตามดอกเบี้ยนโยบายไม่ ซ้ำร้าย หากปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้ต่ำลง ยังอาจเป็นการดึงดูดให้ลูกค้าที่มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สูงมากขึ้น เข้ามาขอกู้เงินจากสถาบันการเงินมากขึ้นเป็นเงาตามตัวอีกด้วย ซ้ำร้ายไปกว่านั้น การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังส่งผลในทางลบต่อการคาดคะเนอัตราเงินเฟ้อในอนาคต เพราะตลาดการเงินย่อมคาดการณ์ได้ว่า อัตราเงินเฟ้อ จะยังคงปรับเพิ่มขึ้นต่อไป (ซึ่งจะปรากฏในอัตราดอกเบี้ยบน Yield Curve) เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อหยุดเงินเฟ้อ และนับแต่นี้ไป ความเชื่อถือในการดำเนินนโยบายการเงินก็จะหมดสิ้นลงตามไปด้วย เป้าหมายเงินเฟ้อจะมีความหมายอะไรต่อไปเล่า หากธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ใส่ใจกับการดำรงอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมายที่กำหนด ข้อสรุปสั้นๆ ในความเห็นของผม คือ การลดดอกเบี้ยนโยบายในภาวการณ์เช่นนี้นั้นมีแต่เสีย ไม่มีได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้มีรายได้น้อย ที่ถือสินทรัพย์ในรูปเงินสด หรือสถาบันการเงิน และระบบเศรษฐกิจโดยรวม ที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้นในอนาคต สำหรับความกังวลเรื่องผลข้างเคียงของการขึ้นดอกเบี้ย ที่จะส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างรุนแรงนั้น ผมคงไม่มีเนื้อที่พอที่จะวิเคราะห์ให้ฟังในสัปดาห์นี้ ขอยกยอดไปในคราวหน้าก็แล้วกันครับ หน้า 41
|