หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน

คอลัมน์ มองซ้าย มองขวา ภาวิน ศิริประภานุกูล pawin@econ.tu.ac.th  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4030

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสเข้าไปอ่านบทความชิ้นหนึ่งในเว็บไซต์ economist.com  ซึ่งเป็นบทความที่บอกถึงคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ดีเยี่ยม ของโรงเรียนในประเทศฟินแลนด์ หลังจากตามอ่านรายงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่สักพักหนึ่ง ผมรู้สึกว่าข้อสรุปของรายงานเหล่านี้มีความน่าสนใจมากครับ

หน่วยงานที่จัดอันดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานนี้คือองค์กรที่เราเรียกกันว่า OECD ซึ่งย่อมาจาก organization for economic cooperation and development โดย OECD เป็นองค์กรระหว่างประเทศเพื่อความร่วมมือกันในภาคนโยบายต่างๆ ที่ค่อนข้างหลากหลาย ภายใต้เงื่อนไขกว้างๆ ว่าประเทศสมาชิกจะต้องยอมรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และกรอบทางเศรษฐกิจในระบบตลาด

ปัจจุบัน OECD มีสมาชิกอยู่ทั้งหมด 30 ประเทศ ซึ่งประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว เพราะประเทศอย่างโปรแลนด์ ฮังการี เกาหลีใต้ หรือแม้แต่เม็กซิโกก็เป็นสมาชิกอยู่กับเขาด้วย

โครงการวัดคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานใน OECD นี้มีชื่อย่อว่า PISA ครับ โดยโครงการนี้ จะจัดสอบวัดมาตรฐานเด็กนักเรียนอายุ 15 ปี ในประเทศสมาชิกทั้งหมดของ OECD และรวมไปถึงประเทศอื่นๆ บางประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกขององค์กรด้วยเพื่อเป็นการเปรียบเทียบ

การวัดมาตรฐานการศึกษาภายใต้โครงการ PISA ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2549 โดยเป็นการวัดมาตรฐานครั้งที่ 3 ซึ่งเน้นหนักไปที่การวัดมาตรฐานการศึกษาในแขนงวิชาวิทยาศาสตร์ การวัดมาตรฐานครั้งแรกภายใต้โครงการนี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2543 ครั้งที่ 2 ปี พ.ศ.2546 แต่การวัดมาตรฐานทั้ง 3 ครั้งแสดงผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกันว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานในประเทศฟินแลนด์มีคุณภาพดีที่สุด รองลงมาได้แก่การศึกษาขั้นพื้นฐานในฮ่องกง เกาหลีใต้ แคนาดา และญี่ปุ่น

จากข้อมูลที่ผมมีอยู่ในครั้งล่าสุดนี้ มีการวัดคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทยเรารวมอยู่ด้วย แต่ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดีเพราะว่าคะแนนคุณภาพของการศึกษาขั้นพื้นฐานในประเทศไทย อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของการศึกษาอยู่พอสมควร

ในเมื่อประเทศฟินแลนด์ครองแชมป์ในเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ก็เป็นธรรมดา ที่บรรดานักการศึกษาจากหลากหลายประเทศ ต่างให้ความสนใจระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของฟินแลนด์ มีคำอธิบายบางอย่างที่ประเทศอื่นๆ ไม่น่าจะลอกเลียนแบบได้ครับ เช่น ภาษาที่ใช้ในฟินแลนด์ค่อนข้างเป็นระบบและจดจำง่าย ทำให้นักเรียนในประเทศนี้อ่านหนังสือออกกันเร็ว และที่ตั้งของประเทศฟินแลนด์ที่อยู่ในเขตอากาศหนาวจัด การดำรงชีวิตค่อนข้างลำบาก จึงทำให้ผู้คนมีแรงกระตุ้นในการมุ่งพัฒนาตนเอง

อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ใช่ว่าเราจะไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้เลยจากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานในประเทศฟินแลนด์ หรือในประเทศลำดับรองลงมาอื่นๆ มีข้อสังเกตที่น่าสนใจหลายอย่างเกิดขึ้น จากการตรวจสอบรายละเอียด ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานในประเทศที่ได้รับคะแนนสูงเหล่านี้ เปรียบเทียบกับระบบในประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ที่ได้รับคะแนนคุณภาพต่ำกว่า

ข้อสังเกตแรกที่เกิดขึ้นก็คือ ไม่แน่เสมอไปว่าการเพิ่มการใช้จ่ายทางด้านการศึกษาจะนำมาซึ่งคุณภาพการศึกษาในระดับสูงครับ ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ เนื่องจากอเมริกาได้เพิ่มรายจ่ายทางด้านการศึกษาต่อหัวเด็กขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่คะแนนคุณภาพของเด็กนักเรียนในระบบก็ยังคงอยู่ในระดับคงที่ โดยจากคะแนนในโครงการ PISA คุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของอเมริกายังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เกิดกับประเทศสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว แม้แต่ประเทศที่มีการเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัว ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เช่น ประเทศนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เยอรมนี และอังกฤษ คะแนนคุณภาพการศึกษาก็ไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากมายแต่อย่างใด

นี่เป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่บ่งชี้ว่า เราไม่สามารถเพิ่มคุณภาพของการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ง่ายๆ โดยการลดขนาดชั้นเรียนลงหรือเพิ่มจำนวนครูในโรงเรียนให้มากขึ้น คุณภาพของการศึกษาขึ้นอยู่กับคุณภาพของตัวผู้สอนและคุณภาพของการสอนเป็นหลัก

ในประเทศที่ได้คะแนนคุณภาพการศึกษาในระดับสูง อาชีพครูในโรงเรียนถือเป็นอาชีพที่มีเกียรติมากครับ ในฟินแลนด์ครูในโรงเรียนทุกคนจะต้องได้รับการศึกษาขั้นต่ำในระดับปริญญาโท การแข่งขันในการสอบเข้าเป็นครู อยู่ในระดับที่สูงมากขนาดที่ว่าผู้สมัครเพียง 1 ใน 10 คนเท่านั้น ที่จะมีโอกาสเข้าไปเป็นครูในโรงเรียนระดับประถม ในเกาหลีใต้ครูในระดับประถมมักจะเป็นนักศึกษาในระดับหัวกะทิ 5 เปอร์เซ็นต์แรกของชั้น ในสิงคโปร์และฮ่องกงครูระดับประถมมักอยู่ในระดับ 30 เปอร์เซ็นต์แรกของชั้น

ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ รายได้ตลอดอายุงานของครูในประเทศเหล่านี้ไม่ได้สูงโต่งไปจากระดับค่าเฉลี่ย ในแต่ละประเทศแต่อย่างใดครับ ประเทศที่ได้รับคะแนนคุณภาพการศึกษาสูงส่วนใหญ่ จะมีค่านิยมทางสังคมที่ให้ความเคารพต่ออาชีพครูค่อนข้างสูง ครูประถมคนหนึ่งในฟินแลนด์ ถึงขนาดพูดออกมาในบทสัมภาษณ์ชิ้นหนึ่งว่า "ไม่มีใครในพวกผม ที่เข้ามาทำอาชีพนี้เพราะเงิน" ครับ

ในประเทศอื่นๆ ที่ไม่มีค่านิยมทางสังคมแบบนี้ การเพิ่มเงินเดือนครูอาจเป็นการดึงดูดจำนวนผู้สมัครคุณภาพสูงมากขึ้น แต่งานศึกษาของ OECD อีกชิ้นหนึ่งพบว่าการเพิ่มระดับรายได้ของอาชีพครูให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศมากๆ ไม่ได้เพิ่มจำนวนผู้สมัครเข้ารับตำแหน่งครูขึ้นมากมายแต่อย่างใด ประเทศต่างๆ ต้องการเพียงแค่เพิ่มรายได้อาชีพครูให้อยู่ในระดับเทียบเคียงได้กับอาชีพอื่นๆ

การออกแบบระบบรายได้ของอาชีพครูในประเทศที่ได้รับคะแนนคุณภาพการศึกษาสูงก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจครับ ในฟินแลนด์มีการจ่ายเงินเดือนแรกเข้าของอาชีพครูในระดับที่สูง อย่างไรก็ตามเงินเดือนครูตลอดชีวิตจะปรับเพิ่มขึ้นเพียง 18 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นครับ การจ่ายเงินเดือนในลักษณะนี้อาจสามารถดึงดูดนักศึกษาจบใหม่ให้สนใจในอาชีพครูเพิ่มขึ้นได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมค่าใช้จ่ายในระบบการศึกษาของประเทศมากนัก

ในประเทศเกาหลีใต้และสิงคโปร์อัตรานักเรียนต่อครู 1 คนอยู่ในระดับ 30 : 1 ซึ่งเป็นระดับที่สูงมาก เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD ที่ 17 : 1 แต่จำนวนครูที่น้อยลงนี้ทำให้ประเทศเหล่านี้ สามารถจ่ายเงินเดือนครูประถมในระดับที่สูงมากได้ เงินเดือนในระดับสูงดึงดูดนักศึกษาจบใหม่คุณภาพสูง และก็ดูเหมือนว่าคุณภาพของครู จะมีอิทธิพลต่อคุณภาพของการศึกษามากกว่าขนาดของชั้นเรียนที่ใหญ่ขึ้นมากเลยครับ

ในประเทศที่ได้รับคะแนนคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานสูง นอกจากคุณภาพของผู้สมัครเข้ารับตำแหน่งครูจะอยู่ในระดับสูงแล้ว ประเทศเหล่านี้มักจะมีระบบการพัฒนาความสามารถทางการสอน ของบรรดาผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นครู ที่ค่อนข้างน่าสนใจด้วย

ในฟินแลนด์และญี่ปุ่นแต่ละโรงเรียนจะมีระบบการจัดตั้งกลุ่มครู ซึ่งมีส่วนผสมระหว่างครูที่มีประสบการณ์ และครูจบใหม่ ซึ่งจะคอยเข้าไปเยี่ยมชมการสอนในห้องเรียนของครูทุกคนในกลุ่ม จากนั้นจะมีการให้คำแนะนำซึ่งกันและกัน และมีการจัดแผนการสอนร่วมกัน ในสิงคโปร์ครูทุกคนจะได้รับการจัดสรรชั่วโมงในการเข้าฝึกฝนการสอนเป็นจำนวน 100 ชั่วโมงทุกปี นอกจากนั้นยังมีระบบการจัดสรรคุณครูผู้มีประสบการณ์ในการดูแล และให้ความช่วยเหลือการพัฒนาการสอนในแต่ละโรงเรียนอีกด้วย

ระบบลักษณะนี้เป็นประโยชน์มากๆ ต่อกลุ่มครูจบใหม่ครับ เนื่องจากมันเป็นการชี้จุดบกพร่องในการสอน ของบรรดาคุณครูจบใหม่ นอกจากนั้นพวกเขายังได้เห็นลักษณะการสอนที่น่าสนใจหลากหลายรูปแบบ ซึ่งพวกเขา จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการสอนของตนเองต่อไปได้ในอนาคต การจับกลุ่มแบบนี้ ยังสร้างประโยชน์ให้กับบรรดาครูผู้มีประสบการณ์สูงเช่นกัน เนื่องจากพวกเขาก็อาจได้เรียนรู้เทคนิคลูกเล่นใหม่ๆ ในการสอนจากกลุ่มครูจบใหม่

รายงานบางชิ้นพบว่าประเทศที่ขาดระบบการพัฒนาการสอนของครูในรูปแบบเหล่านี้ มักจะนำมาซึ่งความแตกต่างหลากหลายในลักษณะการสอน รวมไปถึงการพัฒนาการสอนของกลุ่มครูจบใหม่ ที่ค่อนข้างล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพ

ข้อสังเกตสุดท้ายที่มีการอ้างถึงกันเป็นอันมากก็คือ ระบบการตรวจสอบและแก้ไขกลุ่มเด็กนักเรียนที่มีปัญหา ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพในกลุ่มประเทศที่ได้รับคะแนนคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับสูงต่างๆ

ระบบการศึกษาคุณภาพสูงมักจะเป็นระบบที่เด็กนักเรียนในชั้นไม่ได้เรียนรู้จากครูแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่มีการเรียนรู้จากกลุ่มนักเรียนด้วยกัน ดังนั้นถ้าหากนักเรียนทุกคนในชั้นสามารถเข้าใจเนื้อหาการเรียนในระดับที่ใกล้เคียงกัน นักเรียนกลุ่มนั้นจะสามารถเรียนรู้จากกันและกันได้มากกว่า

ทุกโรงเรียนในฟินแลนด์จะมีกลุ่มครูพิเศษจำนวนหนึ่งที่ทำหน้าที่สอนเพิ่มเติม ให้กับกลุ่มนักเรียน ที่เรียนตามเพื่อนในชั้นเรียนไม่ทัน ครูกลุ่มนี้จะได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าวโดยเฉพาะ ในสิงคโปร์แต่ละโรงเรียนจะมีชั้นเรียนกลุ่มย่อยพิเศษที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสอนนักเรียนในกลุ่ม 20 เปอร์เซ็นต์ล่างสุด ของแต่ละชั้นเพิ่มเติม ครูประจำวิชาต่างๆ ก็มักจะใช้เวลาอยู่ที่โรงเรียนหลายชั่วโมงหลังเวลาเลิกเรียน เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่นักเรียนที่มีปัญหา

การเพิ่มคุณภาพการสอนผ่านช่องทางต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยครับ นอกจากนั้นมันก็ไม่ได้เป็นภาระต่องบประมาณของประเทศมากจนเกินไปนัก และผมเชื่อเหลือเกินว่าประโยชน์ในระยะยาว ที่เราจะได้รับ จากการยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของประเทศ อยู่ในระดับที่สูงเกินกว่าค่าใช้จ่าย ที่เราจะต้องเสียไปมากมายหลายเท่าตัวครับ

หน้า 42