|
||||||||||||||
|
รมว.คลังหวั่นปัญหาเศรษฐกิจ
การเมืองฉุด-ท้อ-ทรุด
เรื้อรัง
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4030 สัมภาษณ์ หลังจากรัฐบาลออก 6 มาตรการ 6 เดือน เพื่อช่วยลดรายจ่ายของคนจนในเมืองได้ประมาณ 1 เดือน น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาพูดถึงมาตรการรอบใหม่อีก ทั้งๆ ที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมาพอสมควร เงินเฟ้อไม่ใช่เลข 2 หลักอย่างที่เป็นห่วง แล้วปัจจัยอะไรที่ทำให้รองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจมีข้อกังวล น.พ.สุรพงษ์ให้สัมภาษณ์ "ประชาชาติธุรกิจ" ต่อประเด็นเศรษฐกิจต่างๆ ว่า - ทำไมต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีก มาตรการที่ผ่านมาเป็นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กลับมาเร็วที่สุด ตั้งแต่การยกเลิกมาตรการกันสำรองเงินทุนนำเข้า 30% มาตรการภาษีเพื่อนำไปหักลดหย่อน มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนพวกเครื่องจักร มาตรการภาษีกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การใช้ระบบประมาณลงไปธุรกิจฐานราก ทำให้คนรู้สึกว่ามี การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น และเกิดความมั่นใจว่าจะสามารถทำให้เกิดการลงทุน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศให้มากขึ้น นั่นเป็นช่วงแรกที่ได้ทำไปและคาดหวังว่าความเชื่อมั่น จะกลับมา แต่พอกลางมีนาคม-เมษายน ทิศทางราคาน้ำมันเป็นขาขึ้นจนถึงกรกฎาคม มีผลกระทบอย่างรุนแรงให้เงินเฟ้อสูงขึ้นเป็นลำดับ และรายจ่ายเพิ่มขึ้น คนจนในเมืองไม่สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้น ยังโชคดีที่เกษตรกรในต่างจังหวัด ได้รับอานิสงส์จากราคาสินค้าเกษตรดีขึ้น ใช้หนี้คืน ธ.ก.ส.มากขึ้น ก็คลายความกังวลได้ แต่คนจนในเมืองไม่สามารถอยู่ได้ปกติในภาวะปัจจุบัน จนเป็นที่มา 6 มาตรการ 6 เดือน เราเชื่อว่า 6 มาตรการ 6 เดือน ควบคู่กับราคาน้ำมันในตลาดโลกเข้าสู่ภาวะขาลง และวันนี้ไม่แน่ใจว่าน้ำมันจะลงอย่างนี้ หรือจะผันผวนอีก แต่ทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อในไตรมาส 3-4 น่าจะผ่อนคลายลงไปพอสมควร การที่เงินเฟ้อสูงทำให้ ราคาจ่าย ของคนมากขึ้น จึงคิดว่าต้องปรับฐานรายรับรายจ่ายให้สมดุล เพราะเราเองยังเชื่อว่าน้ำมันคงอยู่ที่ 90-100 เหรียญต่อบาร์เรล แน่นอนเมื่อรายจ่ายมันไม่ลดลงแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือการปรับฐานรายได้ จึงเป็นมาตรการเศรษฐกิจชุดต่อไปจึงเป็นเรื่องการสร้างรายได้ ไม่ใช่ลดรายจ่ายอย่างที่ทำมา ทำให้คนมีรายได้เพิ่มขึ้น "6 มาตรการเป็นมาตรการชั่วคราวจริงๆ เป็นการบรรเทาทุกข์ เมื่อครบ 6 เดือนรายจ่ายที่ลดลงชั่วคราวจะกลับมาที่เดิม ทั้งค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าเดินทาง ดังนั้นหากไม่มีมาตรการเพิ่มรายได้ เขาก็จะเกิดความทุกข์เหมือนเดิม และมาตรการเสริมรายได้จะช่วยทำให้เขามีรายได้มากขึ้น" - ดร.วีรพงษ์ (รามางกูร) แนะนำอะไรเร่งด่วนเกี่ยวกับเศรษฐกิจบ้าง ยังครับ วันแรกที่ ดร.วีรพงษ์ไปประชุมกับท่านนายกรัฐมนตรี เป็นการแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโดยกว้างๆ แล้วก็นำเสนอข้อเสนอให้มีการตั้ง ครม.เศรษฐกิจที่เราเรียกว่าคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจ มีการประชุมเป็นประจำทุกสัปดาห์ และให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมีโอกาสมาแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น และให้การทำงานประสานสอดคล้องกัน ทางฝ่ายคณะที่ปรึกษาใส่ข้อมูลต่างๆ เพื่อนำเสนอให้ออกมาเป็นแนวทาง หรือเป็นมาตรการต่อไป ตอนนี้ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมออกมา เพราะจะมีการนำเข้าไปพูดคุยในคณะดังกล่าว - คณะกรรมการที่ปรึกษา 5 คนนี้จะมาช่วยบูตเศรษฐกิจได้ ผมเชื่อว่าในเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คงไม่ได้มาจาก ที่ปรึกษา 4-5 ท่านเท่านั้น ท่านเป็นที่ปรึกษา ท่านไม่ได้ลงมา ขับเคลื่อนนโยบายที่ทำหน้าที่โดยตรง คือรัฐมนตรีหรือผู้บริหาร ระดับสูง เราคาดหวังจากที่ปรึกษา คือคนที่มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับเศรษฐกิจมหภาค ยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ การพัฒนาประเทศด้านต่างๆ ช่วยนำเสนอความเห็น ถ้าหาก ได้ข้อสรุปตกผลึกเป็นนโยบายเป็นมาตรการ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็จะได้เดินหน้าต่อไป ผมเชื่อว่าที่จะได้ผลตามมานอกเหนือจากข้อมูลต่างๆ แล้ว การประชุมร่วมกันจะเป็นจุดสำคัญที่เป็นการเข้ามาปรับแต่งแนวทาง ให้มีการประสานสอดคล้องของรัฐมนตรีให้ใกล้ชิดมากขึ้น ทำให้หลายเรื่องที่ใช้เวลานานกว่าได้ข้อสรุป จะสรุปได้เร็วขึ้นตามสถานการณ์ได้ทัน ทั้งนี้ ทั้งนั้น แม้จะมีคณะที่ปรึกษา ครม. คณะกรรมการรัฐมนตรี ประชุมกันทุกสัปดาห์แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็น หลักประกันสำเร็จ เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่สำคัญมาก เช่น ปัจจัยทางการเมืองมีเสถียรภาพหรือไม่ ความต่อเนื่องนโยบาย ที่จะผลักดันต่อไป ปัจจัยเรื่องความร่วมมือร่วมใจของประชาชนทุกๆ คนที่จะเสริมสร้างความมั่นใจซึ่งกันและกัน ให้ทุกคนรู้สึกว่าประเทศไทยมีความหวัง อย่างที่เราอยากทำ "โครงการมั่นใจไทยแลนด์ การลงทุน เพื่ออนาคตของคนไทย" เราอยากให้ทุกคนมั่นใจว่า ประเทศไทยกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ทั้งเรื่องระบบขนส่งมวลชน เรื่องรถ ไฟฟ้ารางคู่, ระบบน้ำ-ชลประทาน, การขยายสนามบินสุวรรณภูมิ, การลงทุนการศึกษาทั้งระบบ อาทิ สร้างโครงสร้าง ไอทีให้ รร. ปรับคุณภาพห้องสมุด ศูนย์กลางความรู้ทั้งประเทศ, การพัฒนาโครงข่ายสาธารณสุข ทั้งระบบ ตั้งแต่ศูนย์การแพทย์ประจำตำบล จนถึงศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัย ระบบส่งต่อที่มีคุณภาพ เรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่อง การเปลี่ยนโฉมในการพัฒนาคุณภาพชีวิต การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยใน 4-5 ปีข้างหน้า เป็นเรื่องที่เรา อยากให้ทุกคนที่มีโอกาสได้เห็นได้ฟังจะเกิดความมั่นใจมากขึ้น - ที่กล่าวถึงปัจจัยทางการเมืองว่าเป็นปัจจัยทำให้สำเร็จไม่สำเร็จ ความสำเร็จต้องมาจากประชาชนรวมใจเป็นเรื่องแรกผมเชื่อว่าการเมืองมาถึงจุดที่ต่ำสุดแล้ว ความห่วงใยกังวลว่า จะมีรัฐประหาร ผมเชื่อว่าความห่วงใยนี้หมดไปแล้ว แต่ 2 เดือนที่แล้ว ยังพูดเรื่องนี้กันอยู่ว่าจะมีการยึดอำนาจ วันนี้เราเชื่อว่าบรรยากาศอย่างนั้นไม่มีแล้ว ความห่วงใยว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้นก็น่าจะคลายความกังวลไปได้พอสมควร ส่วนการชุมนุมประท้วงนายกรัฐมนตรีบอกว่าก็ประท้วงไป เป็นเรื่องของผู้ชุมนุมที่จะใช้ สิทธิการแสดงออก แต่ขอร้องว่าอย่าให้กระทบกระเทือนสิทธิของผู้อื่นมากไปกว่านี้ รัฐบาลต้องทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด ใครจะ บอกว่าขี้ริ้วขี้เหร่ก็ไม่เป็นไร ใครรับผิดชอบอะไรก็ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด ผมมีโอกาสได้คุยกับนักการทูตต่างประเทศ นักลงทุน ต่างประเทศ ล่าสุดเขาบอกว่ารัฐบาลนี้มีแนวโน้มว่าจะอยู่ไปได้ - อะไรทำให้เขามั่นใจ เขารู้สึกว่ามาถึงจุดที่ไม่เห็นมีปัจจัยอะไรที่เกิดผลกระทบที่ทำให้รัฐบาลทำงานไม่ได้ ยกเว้นแต่ปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องรอผลการพิจารณา อาทิ ศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้พิพากษาเรื่องคดียุบพรรค คดีชิมไปบ่นไป เป็นต้น ก็ติดตามความคืบหน้าไป แต่ถ้าเป็นเรื่องความรุนแรงไม่มีอีกแล้ว - ครึ่งปีหลังยังห่วงเศรษฐกิจแค่ไหน สิ่งที่ต้องติดตามใกล้ชิดคือสถานการณ์โลก สถานการณ์ในประเทศ ในส่วนปัจจัยโลกก็คือเรื่องน้ำมัน ยังไว้วางใจไม่ได้ แม้จะเป็นทิศทางขาลงก็ตาม ผมเชื่อว่าผลพวงจากการเก็งกำไรราคาน้ำมันในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ทำร้ายระบบเศรษฐกิจโลก ตอนนี้ราคาน้ำมันทิศทางเป็นขาลง แต่เราจะติดตามอย่างใกล้ชิดและระมัดระวัง ส่วนเรื่องในประเทศเป็นเรื่องที่เราต้องระมัดระวังเช่นเดียวกัน คือเรื่องทางการเมือง เชื่อว่ามันถึงจุดต่ำสุดแล้วและยังติดตามอยู่ไม่ให้มีอะไรที่เป็นเรื่องของสิ่งที่เราไม่คาดหวังจะเห็นเกิดขึ้น และเราต้องทำให้สถานการณ์ทางการเมืองราบเรียบ หรือไม่ก็ อยู่ใน ทิศทางที่ดีขึ้น เรื่องที่น่าห่วงจริงๆ คือความเชื่อมั่น หากเราไม่สามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของคนไทย ภาคเอกชน นักลงทุนต่างประเทศได้ทันเวลา ช่วงปีหน้าจะทำให้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจเป็นปัญหาเรื้อรัง ผมไม่อยากเห็นเหมือนที่ญี่ปุ่นที่อยู่ในภาวะเศรษฐกิจเรื้อรังเป็นทศวรรษ ดีขึ้นในสมัยนายโคอิซูมิ พอลงจากตำแหน่งญี่ปุ่นก็เข้าสู่ภาวะชะงักงันอีกช่วงหนึ่ง ตรงนั้นเป็นสิ่งที่เราไม่อยากเห็นการเข้าสู่ภาวะเรื้อรัง เราต้องทำให้ความเชื่อมั่นฟื้นกลับมาเร็วที่สุด - เช็กเรตติ้งจากนักลงทุนบ้างหรือไม่ว่าดีขึ้นหรือยัง นักลงทุนต่างประเทศ จับตามอง 2 เรื่อง คือ เรื่องการเมือง กับเมกะโปรเจ็กต์ หากเมกะโปรเจ็กต์เดินหน้าเต็มตัว เป็นสิ่งที่เราพยายามสื่อสารให้ตลาดรับรู้ แต่รู้ในวงแคบมาก ประชุม 5 คณะมาหลายครั้งแต่มีคนรู้น้อยมาก - ไม่ค่อยคืบหน้า มันคืบหน้าในแผนการดำเนินงาน แต่การลงมือปฏิบัติต้องไปไล่จี้ทุกๆ เรื่อง เมกะโปรเจ็กต์เป็นเรื่องยาก หากไม่มีผู้ ไล่ตาม ผู้ที่เกี่ยวข้องอาจจะคิดว่าทำไปตามกระบวนการปกติ ซึ่งเมกะโปรเจ็กต์ทำอย่างนั้นไม่ได้ ผมได้แจ้ง รมต.ที่เกี่ยวข้องไปว่าจะช่วยไล่จี้ด้วย เช่น ตามเรื่องแหล่งเงินทุน ท่านนายกฯจะไปญี่ปุ่นต้นกันยายนนี้ ตอนนี้มีอะไรคืบหน้าหรือยัง คนที่เป็นผู้กำหนดนโยบายในภาวะที่บ้านเมืองต้องการความมีประสิทธิภาพ ผู้กำหนดนโยบายต้องลงมาติดตาม ถ้าหากมีความคืบหน้า รวดเร็ว ผมเชื่อความเชื่อมั่นเกิด อย่าง 6 มาตรการ 6 เดือน ทำทันที - งานมั่นใจไทยแลนด์มีอะไรโชว์บ้าง เป็นการคิกออฟเมกะโปรเจ็กต์ ที่คุยกันมา 6 เดือนมีอะไรคืบหน้า เป็นการสร้างภาพจำลองประเทศไทยใน 4 ปีหน้า ทั้งเรื่องระบบขนส่งมวลชน ระบบน้ำ ระบบการศึกษา ระบบสาธารณสุข ทุกคนจะเห็นภาพว่ารัฐบาลจะทำอย่างนี้ แล้วในส่วนภาคเอกชนจะเตรียมการอย่างไร ถ้าระบบขนส่งมวลชนจะเกิดอย่างนี้ตรงนี้ คนที่ทำธุรกิจอสังหาฯจะทำอะไร การลงทุนของรัฐวิสาหกิจใครจะทำอะไรบ้าง อาทิ การท่าอากาศยานฯจะขยายสนามบินอย่างไร เอกชนจะเห็นภาพ เขาจะได้เตรียมตัว เราไม่อยากให้คนรู้สึกว่าท้อเรื้อรัง...ไม่ไปไหนแล้ว... เศรษฐกิจ จะอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ การที่ทุกคนท้อเพราะไม่รู้อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราต้องให้ข้อมูลว่าอนาคต ข้างหน้าเป็นอย่างนี้ "วิกฤตจะไม่สามารถเป็นโอกาส ถ้าเราไม่ได้วางแผนและลงมือทำอย่างจริงจัง" นี่คือคีย์เวิร์ดที่เราจะต้องสื่อออกไป - ตลาดทุนจะทำอะไรไหม ทุกคนห่วงเพราะตกลงไปมาก ตลาดหุ้นตกเพราะวิกฤตสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกา มีผลทำให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนกลับสู่สหรัฐตลอดเวลา ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ไม่เฉพาะตลาดหุ้นไทย ตลาดในภูมิภาคนี้ลงไปหนักมาก และผมเชื่อว่าวิกฤตนี้ยังไม่หยุด ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยยังไม่หยุด ก็ยังคงดึงเงินกลับ เอาไปอุดบ้านเขา แต่เราต้องพยายามพัฒนาตลาดทุนเราต่อไป เพื่อให้เราสามารถเป็นที่น่าสนใจน่าลงทุน เมื่อเขากลับมาเขาต้องมองเราคนแรก เราต้องปฏิรูประบบภาษี กฎหมาย ประสิทธิภาพตลาด ปรับ โครงสร้างตลาดหุ้นใหม่ มีการประชุมของคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนไปแล้ว จะมีแผนออกมาในเดือนกันยายนี้ และให้เป็น การบ้าน ไม่ต้องแขวนอยู่บนหิ้ง ทำเลย อะไรทำได้ทำเลย บางเรื่องได้เห็นแน่ใน 2-3 เดือน - กรณีธนาคารไทยธนาคารขณะนี้บีไอเอสเริ่มต่ำกว่าเกณฑ์ที่แบงก์ชาติกำหนด จะเร่งตัดสินใจเรื่องขายให้ CIMB แบงก์อย่างไร อันนี้เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่เราคำนึง (บีไอเอสต่ำกว่าเกณฑ์) เราถึงได้บอกว่าไม่ถึง 5 เดือนหรอกแม้จะเวลามี 5 เดือนตาม บันทึกเอ็มโอยู แต่ว่าเงื่อนไขเวลาเกี่ยวกับการกันสำรองเป็นเงื่อนไข ที่เราไม่สามารถรอได้ อันนี้เป็นเงื่อนไขที่เราคำนึงอยู่ ผมยังไม่พูดอะไรทั้งสิ้น ขณะนี้เรื่องยังอยู่ที่สำนักงานเศรษฐกิจ การคลัง (สศค.) เขามาคุยกับผมแล้ว ผมตั้งบางคำถามกลับไปเขายังตอบผมไม่ได้ ผมเชื่อว่าเมื่อเราตัดสินไปแล้ว ผมเป็นคน ถูกตั้งคำถาม ผมจึงตั้งคำถามไว้ก่อนว่า คำถามนี้คุณตอบผมได้ไหม ถ้าตอบไม่ได้คุณ ต้องไปหาคำตอบมา - ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งสถานะของรัฐมนตรีที่เป็นปัญหาอยู่ที่จะเซ็นไม่เซ็น ประเด็นนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง คงต้องพิจารณาว่าจะเอาอย่างไร เพื่อไม่ให้มีผลในระยะยาว แต่ว่ายังไม่ถึงเวลาตัดสินใจตรงนั้น แต่วันนี้อยู่ที่เงื่อนไขต่างๆ ที่จะอนุมัติว่าต้องมีเงื่อนไขอะไรกำกับไหม หลังจากที่เขา (CIMB แบงก์) ซื้อหุ้นไปแล้ว - ทราบว่าบีไอเอสไทยธนาคารต่ำมาก ถ้าไม่มีตัวนั้นจะทำให้ผมมีเวลาตัดสินใจเยอะแยะ อันนี้ทำให้ผมตระหนักดีว่าผมไม่มีเวลามาก ตอนนี้ธนาคารชาติมาเลเซีย อนุมัติให้ CIMB แบงก์ให้มาซื้อหุ้นไทยธนาคารจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินแล้ว หน้า 2
|