หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ดอกเบี้ย และเศรษฐกิจ ในยุคน้ำมันแพง

กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ประเด็นที่มีการโต้แย้งกันอย่างกว้างขวางในช่วงนี้ ก็คือ เรื่องดอกเบี้ย

ฝ่ายเสนอให้ลด/คงดอกเบี้ย เห็นว่า แม้เงินเฟ้อจะสูงถึงร้อยละ 9.2 แต่เกิดจากการราคาน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้น คือ เป็น cost push inflation ซึ่งส่งผลให้การใช้จ่ายของประชาชนลดลง เศรษฐกิจฝืดเคืองอยู่แล้ว ถ้า ธปท. ขึ้นดอกเบี้ย ก็จะเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจให้ลำบากยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งยังขัดแย้งกับนโยบายการคลัง ที่มุ่งให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

ฝ่ายขึ้นดอกเบี้ย เห็นว่า แม้เงินเฟ้อจะมาจากปัญหาด้าน supply แต่ต้องระวังเงินเฟ้อรอบสอง ที่จะกลายเป็นปัญหาระยะยาว ของเศรษฐกิจ จึงต้องปรับดอกเบี้ยขึ้น เพื่อดูแลปัญหาดังกล่าวแต่เนิ่นๆ

การโต้แย้งครั้งนี้ เรียกได้ว่าดุเดือด รุนแรง เร้าใจคนดู ถึงกับมีการบอกว่า 1. ถ้าตัดสินใจผิด จะนำประเทศชาติไปสู่ความเสียหายครั้งใหญ่ เหมือนกับเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว 2. ถ้าขัดแย้งเช่นนี้ก็ต้องไปกันข้างหนึ่ง ทำให้หลายคนรู้สึกว่า นโยบายการคลังและนโยบายการเงินของประเทศขัดแย้งกัน อย่างไม่มีทางเข้ากันได้ และ 3. มีการตั้งข้อสงสัยว่าทำไมธนาคารกลาง ต้องมุ่งให้ความสำคัญแต่เงินเฟ้อและต้องใช้ inflation targeting ถ้าเปลี่ยนมาใช้ growth targeting จะดีกว่าหรือไม่

ใครผิดใครถูก จะเชื่อใครดี

ถ้ามองจากมุมของนักเศรษฐศาสตร์ คิดว่าความขัดแย้งครั้งนี้ เกิดจากความมุ่งมาดปรารถนาของฝ่ายการเมือง ที่ต้องการเห็นเศรษฐกิจขยายตัวดี อย่างน้อยต้องขยายตัว 5-6% ถ้าได้ 8% ก็จะดีมาก เพราะหากทำได้ก็จะเป็นผลงานสำคัญชิ้นโบแดงที่จะอวดกับประชาชนได้

แต่คำถามที่ต้องช่วยกันตอบ ก็คือ ในยุคน้ำมันแพงที่ราคาถีบตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ทางการควรเร่งเครื่องกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินต่อไปอย่างรวดเร็วหรือไม่

กรณีของสหรัฐเป็นบทเรียนที่ดี เพราะในช่วง oil shocks ระหว่างปี 1970-1980 สหรัฐได้พยายามดำเนินนโยบายเพื่อดูแล และเข็นเศรษฐกิจของตนให้ขยายตัวต่อไป (ในลักษณะ growth targeting) โดยใช้นโยบายการเงินและการคลัง ช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แต่ผลที่เกิดขึ้น กลับเป็นความผิดพลาดล้มเหลวครั้งสำคัญ ที่ทุกคนยังน่าจะจำกันได้ เพราะเงินเฟ้อสหรัฐได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างถาวรจากประมาณ 5% เป็นประมาณ 13% หลัง oil shocks และกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ Paul Volcker ต้องสวมบทบาทเป็นอัศวินม้าขาวเข้ามาแก้ไข โดยหันมาดำเนินนโยบายการเงินอย่างเข้มงวด และกว่าจะปราบเงินเฟ้อได้อยู่หมัด เศรษฐกิจสหรัฐก็ต้องเข้าสู่ภาวะถดถอยไปเกือบ 2 ปี มีคนตกงานกว่า 10% ของกำลังแรงงาน จึงนับว่าเป็นบทเรียนราคาแพงของการเลือกนโยบายที่ผิด คือ มุ่ง growth ในช่วงมี oil shocks และปล่อยปละละเลยไม่ดูแลเงินเฟ้อแต่เนิ่นๆ

IMF ก็เคยพยายามศึกษาในเรื่องนี้ ว่า นโยบายการเงินที่เหมาะสมสำหรับช่วง oil shocks คืออะไร โดยพบว่าแม้หลายประเทศ จะล้มเหลวในการดูแลผลพวงจากปัญหาดังกล่าว แต่ก็ยังมีกลุ่มประเทศที่ประสบความสำเร็จเช่นกัน โดยทางการของประเทศในกลุ่มนี้ เลือกที่จะทยอยตรึงนโยบายการเงินขึ้นอีกเล็กน้อยในช่วงที่ราคาน้ำมันกำลังเพิ่ม ทำให้เศรษฐกิจของเขาสามารถฟันฝ่าปัญหา oil shocks ไปได้ โดยไม่มีปัญหากวนใจที่ต้องมาตามแก้กันในภายหลัง เช่นกับกรณีสหรัฐ

ทั้งหมดนี้ จะทำสำเร็จได้หรือไม่ อยู่ที่การมองปัญหา ที่ทางการต้องยอมรับก่อนว่าในช่วงน้ำมันแพง เศรษฐกิจคงไม่ขยายตัวได้เร็วตามที่ทางการอยากเห็น หรืออาจชะลอลงเล็กน้อยด้วยซ้ำไป

ถ้ายังไม่ชัด ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ถ้าเราเป็นโค้ชที่จะส่งนักกีฬาไปแข่งโอลิมปิก ก่อนการแข่งขัน 1 เดือน นักกีฬาเกิดป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ เราต้องเลือกระหว่าง 1. บังคับให้นักกีฬาไปซ้อมหนัก โดยไม่สนใจกับไข้หวัดที่กำลังเป็น หรือ 2. ให้พักผ่อน 4-5 วันให้หายดี แล้วค่อยเริ่มใหม่ ซึ่งหากโค้ชมุ่งแต่สั้นๆ สั่งให้ซ้อมหนักทุกวัน นักกีฬาก็อาจป่วยเป็นไข้เรื้อรัง ใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะหาย ท้ายสุดก็แข่งโอลิมปิกได้ไม่ดี

พูดสั้นๆ คนกำลังป่วย จะให้ไปซ้อมไปวิ่งได้อย่างไร

เศรษฐกิจก็เช่นกัน ในยุคน้ำมันแพง ในช่วงนี้ "โค้ช" ก็ต้องทำใจว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ไม่ดี ไม่ฝืนที่จะทำเศรษฐกิจให้ได้ 6% หรือ 8% แต่พยายามดูแลให้ผ่านไปได้ แล้วปีหน้าค่อยว่ากันใหม่ ซึ่งโดยปกติแล้ว ปัญหาเงินเฟ้อจากน้ำมันแพง จะเกิดขึ้นประมาณ 1 ปี และถ้าได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ก็จะไม่กลายเป็นปัญหาระยะยาว

ถ้าทางการเริ่มถูก ด้วยจุดยืนเช่นนี้ (เรียกว่ามาถูกทาง) ความขัดแย้งเชิงนโยบายที่ดูเหมือนกับว่าเป็นเรื่องใหญ่ ก็จะกลายเป็นเรื่องเล็ก นโยบายการคลังกับการเงินสามารถแบ่งกันทำหน้าที่ ช่วยกันบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น โดยนโยบายการคลังมุ่งดูแลช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านต่างๆ ให้ประชาชน เพื่อให้ประชาชนผ่านปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ไปได้ ตามที่ได้ทำอยู่ ขณะที่นโยบายการเงินมุ่งดูแลให้ปัญหาเงินเฟ้อไม่เป็นปัญหาเรื้อรัง (เพราะถ้าเงินเฟ้อต่อกันหลายปี ปีหน้ารัฐบาลจะเอาเงินจากที่ไหนมาแจกให้ประชาชนเหมือนปีนี้ ซึ่งถ้ายังพอมีจะแจกปีหน้าได้อีก ปีถัดไปจะทำอย่างไร) ความประสานสอดคล้องเชื่อมโยงของนโยบายการเงินการคลังก็จะเกิดขึ้น ก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติภาพ

นโยบายการเงินในช่วงต่อไป เพื่อดูแลเงินเฟ้อไม่ให้เป็นปัญหาเรื้อรัง

ด้วยเหตุนี้ กรอบที่จะใช้ตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยในช่วงต่อไป จึงต้องชั่งน้ำหนักความสมดุล ระหว่างความเสี่ยงของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และปัญหาเงินเฟ้อให้ดี ซึ่งตัวเลขทางเศรษฐกิจล่าสุดที่ออกมา ก็ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะตัวเลขการผลิตของภาคเศรษฐกิจต่างๆ ที่ยังขยายตัวดี การส่งออกที่ขยายตัวสูงเป็นประวัติการณ์ และการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นมาก สะท้อนถึง domestic demand หรือความต้องการซื้อสินค้าของคนในประเทศที่ยังดีอยู่ ทั้งในด้านการบริโภค และการลงทุน

ถ้าเศรษฐกิจไปได้ พอจะขยายตัวได้ 5-6% เช่นนี้ และการลดลงของราคาน้ำมันโลก ก็น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไปได้ดียิ่งขึ้นอีก ความเสี่ยงด้านที่ทางการต้องให้ความสำคัญช่วงนี้ ก็คือ ปัญหาเงินเฟ้อ

หลายคนคงไม่เฉลียวใจว่า stance ของนโยบายการเงินปัจจุบัน อยู่ในช่วงที่เรียกได้ว่า super-accommodative อยู่แล้ว เพราะปัจจุบันดอกเบี้ยไทยยังนับว่าต่ำเมื่อเทียบดอกเบี้ยไทยในอดีต ต่ำเมื่อเทียบกับทุกประเทศ และต่ำมากเมื่อหักเงินเฟ้อออกไป หากจะต้องปรับเพิ่มดอกเบี้ยอีกเล็กน้อย stance ของนโยบายการเงินหลังปรับขึ้นดอกเบี้ย ก็ยังจัดว่ายังคงอยู่ในช่วง accommodative หรือยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่พอควร และตัวอัตราดอกเบี้ยหลังถูกปรับขึ้นก็ยังไม่ถือว่าสูงไป (ต่อให้เพิ่มดอกเบี้ยขึ้นอีก 1-2% ก็ยังต่ำอยู่ และมั่นใจได้ว่าจะไม่นำไปสู่การเกิดวิกฤติเช่นเมื่อ 10 ปีก่อนหน้า เพราะเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ดอกเบี้ยของเราสูงถึง 20% ปัจจุบันอยู่ที่ 3.5%)

บางคนถามว่า จะขึ้นดอกเบี้ยทำไม ถ้าขึ้นแค่ 0.25% เช่นครั้งเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม การขึ้นดอกเบี้ยบ้างแม้ไม่มากนัก แต่จะมีนัยสำคัญในเชิงการคาดการณ์ของเงินเฟ้อของทุกคน เพราะการปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็นการส่งสัญญาณ ว่า ทางการไทยเอาจริง และมีความตั้งใจจะดูแลเงินเฟ้อที่จะเกิดขึ้นปีหน้า ให้อยู่ในระดับที่ไม่มากไปนัก ซึ่งจะทำให้ทุกคนปรับการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวลงมา และจะช่วยให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัว ในระดับที่น่าพอใจได้อย่างยั่งยืน (ไม่ใช่ว่าขยายตัวดี 3-4 ปี แล้วก็ต้องมาแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อที่ละเลย แล้วทำให้เศรษฐกิจต้องฟุบไปอีกช่วงหนึ่ง เรียกว่าเดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย อาทิเช่น สหรัฐในช่วงหลัง oil shocks)

ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า การที่ธนาคารกลางพยายามที่จะดูแลเงินเฟ้อไม่ให้เป็นปัญหาเรื้อรังภายใต้กรอบ inflation targeting จึงเป็นการมุ่งให้เกิด sustainable growth ซึ่งจะดีกว่า การทำ growth targeting ในช่วงสั้นๆ อยู่หลายขุม

ถ้ามองปัญหาจากมุมนี้ ความขัดแย้งกันในเชิงนโยบายที่ทุกคนพูดถึง ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ขัดแย้งกันนัก ซึ่งถ้าเริ่มต้นให้ถูกว่า ปีนี้ไม่ต้องโตมากก็ได้ โดยทางการจะดูแลพยุงเศรษฐกิจให้ผ่านไปได้ แบบไม่มีปัญหาไข้เรื้อรัง แล้วปีหน้าว่ากันใหม่ นโยบายการเงินการคลังก็จะเดินไปด้วยกันได้อย่างประสานสอดคล้อง และนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจตามศักยภาพอย่างยั่งยืน

กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้บริหารสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน (ตลท.) การเขียนครั้งนี้ เป็นความเห็นส่วนบุคคล ไม่ได้เป็นความเห็นขององค์กร