|
||||||||||||||
|
ไต้หวันกับกีฬาโอลิมปิค
เงามืดจากนโยบายต่างประเทศของจีน
โดย สมาน เหล่าดำรงชัย ศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มติชนรายวัน วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11125 กีฬาโอลิมปิค 2008 ที่กรุงปักกิ่งผ่านไปแล้ว หลายๆ ท่านได้ชมพิธีเปิดและปิดอันยิ่งใหญ่และประเภทกีฬาต่างๆ ไปบ้างแล้ว ซึ่งประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันกันมากมายหลายประเภทกีฬา แต่ท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมมีนักกีฬาบางชาติ ที่ไม่ได้ใช้ชื่อของชาติตนเองลงแข่งขัน เช่น ไต้หวัน ซึ่งทุกท่านจะเห็นว่ามีชื่อนักกีฬาจาก "ไชนีสไทเป" หรือ "Chinese Taipei" ซึ่งสิ่งนี้เป็นผลพวงของนโยบายต่างประเทศจีน "หลักการจีนเดียว" ที่นำมากดดันไต้หวันเกือบทุกเรื่องไป แม้แต่ในโลกของกีฬาก็ตาม หากเรามาวิเคราะห์เรื่องของกีฬาและนโยบายต่างประเทศแล้ว จะพบว่าบางครั้งการกีฬาระดับโลก ไม่ว่าโอลิมปิคหรือฟุตบอลโลกจะมีนโยบายต่างประเทศหรือการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาแทรกแซงอยู่เสมอ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นเจ้าบ้านหรือเป็นผู้จัดการแข่งขัน บางครั้งมีการกลั่นแกล้งนักกีฬาไม่ให้ได้รับความสะดวกในการแข่งขัน หรือต้องยอมรับเงื่อนไขของประเทศเจ้าบ้านหรือสมาพันธ์กีฬาประเภทนั้นก่อนจึงจะเข้าร่วมการแข่งขันได้ ดังนั้น การกีฬาระดับชาติหรือระดับโลกก็ตาม บางครั้งจึงตกเป็นเครื่องมือทางการทูตที่มีการบันทึกไว้หรือไม่ก็ตาม ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 กีฬาโอลิมปิคกลายมาเป็นประเด็นเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติ หรือประเทศใดประเทศหนึ่งจะให้ความคุ้มครองนักกีฬาหรือประชาชนของตนในดินแดนที่ไม่ใช่ประเทศของตน ตัวอย่างเช่น การสังหารหมู่ของนักกีฬาและโค้ชทีมชาติยิวในกีฬาโอลิมปิคที่นครมิวนิค เมื่อวันที่ 5 กันยายน 1972 และการวางแผนที่จะรวมนักกีฬาทีมชาติเกาหลีเหนือและใต้เข้าด้วยกันในกีฬาโอลิมปิคที่นครปักกิ่งปี 2008 ซึ่งทั้งสองประเด็นเป็นตัวอย่างของการแสดงบทบาททางความมั่นคงระดับชาติ การกำหนดนโยบายด้านความมั่นคงระดับชาติเพื่อความปลอดภัยและความสงบในภูมิภาค การกำหนดนโยบายของจีนเกี่ยวกับความมั่นคงระดับชาติและการรวมชาติเป็นหนึ่งเดียว โดยเฉพาะไต้หวันจึงเป็นประเด็นที่มีนัยสำคัญที่เข้ามาเกี่ยวข้องในด้านกีฬามากกว่าวัตถุประสงค์อื่น การต่อสู้ทางการเมืองและทางการทหารระหว่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน กับสาธารณรัฐจีน หรือไต้หวัน ที่มีการแทรกแซงเข้ามาในด้านของกีฬามาตั้งแต่ปี 1952 สามปีหลังจากที่พรรคกว๋อหมินตั๋งของไต้หวัน พ่ายแพ้สงครามกลางเมือง และถอยเข้าไปสู่เกาะไต้หวัน ไต้หวันได้ถูกถอดถอนจากคณะกรรมการกีฬาโอลิมปิคสากล (International Olympic Committee) และยอมรับประเทศจีนเข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิคที่เฮลซินกิ (Helsinki) เมื่อปี 1952 เป็นต้นมา นอกจากนั้น อดีตนายกรัฐมนตรีจีนในสมัยนั้น คือนายโจว อิน ไหล ได้แสดงจุดยืนต่อองค์การกีฬาสากลด้วยว่า จีนไม่ต้องการให้องค์การกีฬาสากลมีวัตถุประสงค์ในเรื่องของประเด็น "สองเชื้อชาติจีนหรือหนึ่งจีนหนึ่งไต้หวัน" จีนไม่ยอมรับในหลักการนี้ไม่ว่าในกรณีใดๆ และจะไม่มีการต่อรองใดๆ เกิดขึ้น และนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ประเทศจีนบอยคอตไต้หวันในการเข้าร่วมกิจกรรมระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกีฬาก็ตาม ครั้งแรกที่จีนเริ่มบอยคอตไต้หวันไม่ให้เข้าร่วมกีฬาโอลิมปิคคือปี 1956 ที่นครเมลเบิร์น ประเทศแคนาดา ในขณะนั้นจีนพยายามลดสถานะของไต้หวันให้เป็นเพียงมณฑลหนึ่งของจีนเท่านั้น หลังจากประสบความล้มเหลวในการบอยคอต การเข้าร่วมกีฬาของไต้หวัน จีนก็ขอถอนตัวจากการเข้าร่วมกีฬาโอลิมปิค และหลังจากนั้นตามมาด้วยการถอนตัวจากคณะกรรมการกีฬาโอลิมปิคสากล ต่อมาจีนได้พยายามหาพันธมิตรในโลกกีฬาจากฝั่งประเทศตะวันตก โดยเริ่มในปี 1963 ได้มีจัดการแข่งขันกีฬาเทเบิ้ลเทนนิสระดับโลก อดีตนายกฯจีน นายโจว เอิน ไหล ได้กล่าวว่า "มิตรภาพอันดับแรก การแข่งขันเป็นเรื่องรอง" และเป็นนโยบายต่างประเทศจีนด้านกีฬาที่ใช้กับประเทศอื่นๆ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน การทูตจีน "ปิงปอง" ที่นำมาใช้กับโลกกีฬากับประเทศทางตะวันตกได้ทำให้การกีฬาของจีนได้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง และค่อยๆ ทลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอันเหนียวแน่นของประเทศต่างๆ กับไต้หวัน หลังจากนั้น ต่อมาทำให้เกิด "กฎเกณฑ์โอลิมปิค" (Olympic Formula) และนโยบายจีนเดียว ที่ทำให้ไต้หวัน มีความยากลำบากในการเข้าร่วมอย่างเป็นทางการในโลกของกีฬามากยิ่งขึ้นภายใต้นโยบายต่างประเทศจีน จุดเริ่มต้นของกฎเกณฑ์โอลิมปิคและหลักการจีนเดียวสามารถย้อนกลับไปที่นโยบายทางการทูตที่เรียกว่า "ปิงปอง" ซึ่งเป็นการเปิดประตูด้านกีฬาของจีนและคานอำนาจระหว่างช่องแคบไต้หวัน เพียง 6 เดือนเท่านั้น หลังจากที่นำนโยบายทางการทูตปิงปองมาใช้ ในวันที่ 10 เมษายน 1971 ประเทศจีนก็สามารถเข้าสู่การเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ และตามมาด้วยการแก้ไขกฎบัตรของสหประชาชาติ เลขที่ 2758 คณะกรรมการกีฬาโอลิมปิคสากล ในประเด็นเรื่องการยอมรับผู้แทนของจีน เข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติและถอดถอนผู้แทนของไต้หวันออกจากสมาชิก และหลังจากนั้น ก็มีผลกระทบต่อสถานะของไต้หวันในด้านของโลกกีฬาตามมา ผลกระทบประการแรกคือ กลุ่มประธานกีฬาโอลิมปิคเอเชีย (Olympic Council of Asia : OCA) นำโดยอิหร่านและญี่ปุ่นได้เชิญจีนเข้าร่วมเป็นสมาชิกในปี 1973 และถอดถอนไต้หวันออกจากสมาชิก ในปีต่อมา ไต้หวันได้ถูกสั่งห้ามเข้าร่วมแข่งขันในกีฬาบางประเภท เช่น ฟันดาบ มวยปล้ำ วอลเลย์บอล ยกน้ำหนัก และบาสเกตบอลด้วย นอกจากนั้น จีนได้พยายามบีบคณะกรรมการกีฬาโอลิมปิคสากลให้ไต้หวันใช้ชื่ออื่นในการเข้าร่วมแข่งขันกีฬา เพื่อแสดงว่าไต้หวันไม่ใช่รัฐอิสระ แต่คณะกรรมการกีฬาโอลิมปิคสากลก็ไม่ได้เห็นพ้องกับจีนด้วย อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 1 มกราคม 1979 จีนและสหรัฐรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ซึ่งส่งผลต่อการตัดสัมพันธ์กับไต้หวันไปโดยปริยาย ในการยอมรับของประชาคมโลกให้ทั้งจีนและไต้หวัน ได้มีโอกาสเข้าร่วมแข่งขันในด้านกีฬาอย่างเสมอภาค แต่ก็ถูกปฏิเสธโดยผู้นำจีนในขณะนั้น คือนายเติ้ง เสี่ยว ผิง ที่เสนอแนวคิด "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ทำให้ไต้หวันต้องเผชิญกับความยากลำบากในการถูกข่มขู่โดยอำนาจและกองทัพจีน ระบบสังคมเศรษฐกิจที่แตกต่างและการติดต่อกับประเทศอื่นๆ นายเติ้ง เสี่ยว ผิง ได้ตกลงให้ไต้หวันเข้าร่วมแข่งขันได้ในสถานการณ์ที่ต้องใช้ชื่อที่เป็นความเหมาะสม กับสถานภาพของไต้หวัน ซึ่งเป็นเพียงรัฐหนึ่งของจีนเท่านั้น นอกจากนั้น ยังรวมถึงธงชาติ สัญลักษณ์และเพลงชาติของไต้หวันที่ไม่สามารถนำมาใช้ในการแข่งขันกีฬา และต้องมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ดังกล่าว และภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ก็ทำให้ไต้หวันถูกรัฐบาลจีนบีบให้ไม่สามารถใช้ชื่อว่า สาธารณรัฐจีนหรือไต้หวัน ในการเข้าร่วมแข่งขันระดับนานาชาติหรือการประชุมระหว่างประเทศที่สำคัญๆ หลังจากนั้น ในปี 1979 มีการประชุมคณะกรรมการบริหารระดับสูงของคณะกรรมการกีฬาโอลิมปิคสากล ที่นครมอนเตวีดิโอ ปรากฏว่าคณะกรรมการกีฬาโอลิมปิคสากลตัดสินใจให้จีนใช้ชื่อในการร่วมแข่งขันว่า "คณะกรรมการโอลิมปิคจีนปักกิ่ง" (Chinese Olympic Committee, Pcking) และให้ไต้หวันเข้าร่วมในฐานะคู่กรณีโดยให้ใช้ชื่อว่า "คณะกรรมการโอลิมปิคจีนไทเป" (Chinese Olympic Committee, Taipei) อย่างไรก็ตาม จีนได้เห็นชอบถึงความเสมอภาคของความเห็นของคณะกรรมการ แต่หลังจากนั้นที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ได้มีการประชุมคณะกรรมการอีกครั้ง และได้เปลี่ยนชื่อเดิมของทั้งสองประเทศเป็น "คณะกรรมการโอลิมปิคจีน" (Chinese Olympic Committee : COC) และ "คณะกรรมการโอลิมปิคจีนไทเป" (Chinese Taipei Olympic Committee : CTOC) หลังจากที่ได้ประกาศชื่ออย่างเป็นทางการ รัฐบาลไต้หวันขณะนั้น นำโดยพรรคกว๋อหมินตั๋ง ได้ทำการประท้วงที่ศาลสวิตเซอร์แลนด์ ณ กรุงโลซาน แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ต่อมา คณะกรรมการกีฬาโอลิมปิคสากลประกาศให้ใช้ชื่อในการร่วมแข่งขันกีฬาสากลทุกประเภท เป็นคณะกรรมการโอลิมปิคจีนไทเป (Chinese Taipei Olympic Committee : CTOC) และสั่งห้ามใช้ธงชาติ และเพลงชาติไต้หวัน เข้าร่วมในการแข่งขัน การจัดการที่เรียกว่า "กฎเกณฑ์โอลิมปิค" (Olympic Formula) ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อประธานของคณะกรรมการโอลิมปิคจีนไทเป คือ นายเสิ่น เจีย หมิง (Shen Jiaming) ได้เซ็นอนุสัญญากับประธานคณะกรรมการกีฬาโอลิมปิคสากล คือนายฮวน อันโตนิโอ ซามารันช์ (Juan Antonio Samaranch) ในวันที่ 24 มีนาคม 1981 ซึ่งนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ไต้หวันก็ได้เข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิคมาตลอด แม้ว่าการเข้าร่วมแข่งขันด้านกีฬาของไต้หวันจะถูกสถาปนาขึ้นใหม่แล้ว แต่ชื่ออย่างเป็นทางการก็ยังไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาแก้ไข จนในที่สุด ได้ข้อสรุปที่คำว่า "Chinese Taipei" หรือจีนไทเป จนกระทั่งถึงปัจจุบัน เมื่อย้อนกลับมาดูนโยบายต่างประเทศจีน โดยเฉพาะหลักการจีนเดียว ที่จีนพยายามเข้าไปเชื่อมโยง กับกฎเกณฑ์ของกีฬาโอลิมปิคให้ได้ เพื่อต้องการลดสถานะของไต้หวัน ให้เป็นเพียงรัฐหนึ่งของจีนเท่านั้น ซึ่งจีนพยายามไม่ให้เกิดกรณี "สองประเทศจีน" (Two Chinas) หรือ "หนึ่งจีนหนึ่งไต้หวัน" (One China, One Taiwan) เกิดขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ ดังนั้น การเข้าร่วมของไต้หวันในเวทีโลกเกือบทุกกรณีจึงถูกสั่งห้ามใช้ธงชาติและเพลงชาติไต้หวัน และดูเหมือนว่าหากมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น อาจส่งผลต่อการตอบโต้ของจีน ตัวอย่างเช่น การแข่งขันกีฬาโอลิมปิคฤดูหนาวที่แคลการี ประเทศแคนาดา เมื่อปี 1988 ไต้หวันได้ถูกคณะกรรมการกีฬาโอลิมปิคสากลตรวจสอบ เนื่องจากมีนักกีฬาไต้หวัน สวมหมวกที่มีสัญลักษณ์ของธงชาติไต้หวันติดอยู่ ทำให้ไต้หวันถูกตักเตือนและดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เคร่งครัดมากด้วย นอกจากนั้น ในปี 1996 กีฬาโอลิมปิคที่นครแอตแลนตา ประเทศสหรัฐอเมริกา มีนักศึกษาชาวไต้หวันได้โบกธงชาติไต้หวัน ในระหว่างการแข่งขันเทเบิ้ลเทนนิสรอบชิงชนะเลิศระหว่างจีน กับไต้หวัน และนักศึกษาผู้นั้นก็ได้ถูกตำรวจจับ และปรับฐานทำผิดกฎของกีฬาโอลิมปิค และต่อมา ในการแข่งขันเทควันโดในกีฬาโอลิมปิค ณ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ได้มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ให้ผู้เข้าชมที่เป็นชาวไต้หวันถอดหมวกที่มีสัญลักษณ์ธงชาติไต้หวันออก ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้เป็นประเด็นที่กฎเกณฑ์โอลิมปิคได้ตั้งเป็นเงื่อนไขเพื่อให้ไต้หวันเข้าร่วมแข่งขันได้ในกรณีพิเศษเท่านั้น ในอดีต แม้แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของไต้หวันจะเข้าร่วมพิธีหรือเยี่ยมเยียนนักกีฬาก็จะถูกแทรกแซงโดยนโยบายต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น กีฬามหาวิทยาลัยโลกปี 2001 ที่ปักกิ่ง อดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ คือนายเจิ้ง จื้อ หลาง (Tseng Chih-lang) ยกเลิกแผนการเยือน เนื่องจากรัฐบาลต้องการออกวีซ่าอนุญาตให้เข้าประเทศเหมือนกับคนจีนทั่วไป โดยไม่ได้ให้เกียรติว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไต้หวัน และต่อมาในปี 2004 อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งของไต้หวัน คือนางอู๋ ซู่ เจิน ได้เป็นผู้นำทีมคนพิการชาวไต้หวัน เข้าร่วมแข่งขันกีฬาพาราลิมปิค (Paralympics) ณ กรุงเอเธนส์ ขณะนั้นรัฐบาลจีนได้ประท้วงต่อ และต้องการให้คณะกรรมการกีฬาเพื่อคนพิการสากล (International Paralympics Committee : IPC) ยกเลิกการเข้าร่วมของนางอู๋ ซู่ เจิน แต่เนื่องจากในการประชุมของคณะกรรมการ ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นชาวไต้หวันชื่อ นางหวง จื้อ ฟาง ได้ท้วงติงและให้ความเห็นว่าการกีฬาของคนพิการไม่ควรตัดสินด้วยความลำเอียง ดังนั้น คณะกรรมการจึงมีมติไม่สามารถทำตามที่จีนเรียกร้องและอนุญาตให้นางอู๋ ซู่ เจิน สามารถเข้าร่วมการเปิดการแข่งขันได้ (ข้อมูลจาก Chiehyu Lin, "Huang returns a real Hero", Taipei Times, 29 September 2004, p.3) อย่างไรก็ตาม โอลิมปิคเกมส์ 2008 ณ นครปักกิ่ง ที่กำลังแข่งขันอยู่นั้น ก็จะสะท้อนให้เห็นภาพของความนำสมัย ความภาคภูมิใจของชาติ และความหวังของคนจีนทั่วโลก ซึ่งรัฐบาลจีนเองก็พยายามที่จะใช้นโยบายต่างประเทศโน้มน้าวไต้หวัน เข้าสู่จีนเพื่อการรวมเป็นหนึ่งครอบครัวจีน โดยเฉพาะการเชิญผู้นำของพรรคกว๋อหมินตั๋ง ไม่ว่าจะเป็นนายอู๋ ปั๋ว สง นายเหลียนจ้าน และนายซ่ง ฉู่ หยู เข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค นั่นแสดงให้เห็นการเปิดใจยอมรับระดับหนึ่งของนโยบายจีนเท่านั้น แต่ก็ไม่สามารถแสดงถึงอำนาจอธิปไตย ของไต้หวันได้อย่างเต็มใบ เนื่องจากหากนักกีฬาไต้หวันเกิดได้เหรียญทองขึ้นมา ไต้หวันไม่สามารถจะใช้ธง และเพลงชาติของตนเองได้ และยังคงต้องใช้ธงและเพลงชาติของโอลิมปิคสากลตลอดไปอย่างแน่นอน นี่คือผลพวงของนโยบายต่างประเทศจีนที่ยังคงครอบงำไต้หวันแม้แต่ในโลกของกีฬาด้วย หน้า 7
|