หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การแก้ปัญหาเงินเฟ้อแบบยั่งยืน

แจงสี่เบี้ย : ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้บริหารส่วน ส่วนเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย  กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ในสองฉบับก่อน เราได้พูดถึงเงินเฟ้อที่เกิดจากทั้งด้านอุปสงค์มาก (Demand pull) และต้นทุนแพง (Cost push) ตลอดจนผลเสียถ้าประเทศเราต้องมีเงินเฟ้อสูงๆ สิ่งที่น่าสนใจมากกว่า คือ เราจะจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อดังกล่าวได้อย่างไร จึงจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่เศรษฐกิจสูงสุด โดยไม่สร้างปัญหาในระยะยาวตามมา

เงินเฟ้อเป็นผลพวงของความไม่สมดุลระหว่างความต้องการใช้กับความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการ ถ้าเราจะไม่ให้เงินเฟ้อสูงขึ้น เรามีสองทางเลือก คือ 1. เพิ่มความสามารถในการผลิตของประเทศ หรือที่เราเรียกกันว่า ศักยภาพการผลิต (Potential GDP) 2. ลดความต้องการใช้ลงหรือพูดง่ายๆ คือ พยายามให้เศรษฐกิจขยายตัวน้อยลง เพื่อไม่ให้เกิดความไม่สมดุลของความต้องการใช้สินค้ากับความสามารถในการผลิต สำหรับในระยะสั้น ถ้าความไม่สมดุลดังกล่าวมีมากขึ้น จนสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อแล้ว การแก้ปัญหาโดยการเพิ่มศักยภาพในการผลิต (Potential GDP) จะทำได้ยากมาก ทางการจึงมีความจำเป็นต้องใช้นโยบายเศรษฐกิจมหภาค อาทิเช่น นโยบายการคลังแบบตึงตัว โดยการเพิ่มภาษีหรือลดรายจ่ายลง หรือนโยบายการเงินแบบตึงตัวโดยการขึ้นดอกเบี้ย ไม่ว่าจะใช้นโยบายการเงินหรือการคลังเพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อก็จะมีผลกระทบข้างเคียง ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง ซึ่งโดยลึกๆ แล้ว ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ผู้วางนโยบายทุกคนไม่ปรารถนา เมื่อเป็นเช่นนี้ การแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่ยั่งยืน จึงควรมุ่งเพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องระยะยาวที่ต้องเริ่มทำทันที

ศักยภาพในการผลิตของประเทศ ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก คือ จำนวนแรงงาน ปริมาณสะสมสินค้าทุน และประสิทธิภาพในการผลิต พูดง่ายๆ คือ ถ้าต้องการเพิ่มศักยภาพในการผลิตของประเทศก็ต้องเพิ่มแรงงาน สะสมสินค้าทุนมากๆ และ/หรือเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานและทุน ประเทศญี่ปุ่นเป็นตัวอย่าง ในการแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน โดยการเพิ่มความสามารถในการผลิตของแรงงานแต่ละคน (ทำให้ญี่ปุ่นสามารถจ่ายค่าแรงแพงๆ ให้กับแรงงานได้) และการใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วยผลิต ในกิจกรรมที่ไม่จำเป็นต้องใช้แรงงาน อาทิเช่น การปั้นซูชิ และเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีน้อยไปยังภาคการผลิตที่จำเป็นจริงๆ ประเทศสิงคโปร์ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน อย่างไรก็ตาม ในทางเศรษฐศาสตร์ เมื่อถึงจุดหนึ่ง แรงงานที่มีน้อยเกินไปจะทำให้ประสิทธิภาพในการผลิตลดลงได้เช่นกัน (ลองนึกถึงภาพคนงาน 1 คน ต้องคุมเครื่องจักร 10 เครื่อง) ซึ่งการแก้ปัญหาของสิงคโปร์ซึ่งอาจดูตลกสำหรับพวกเรา คือ ทางการเขาจะจ้างให้ประชาชนมีลูกให้มากขึ้น หรืออีกแนวทางหนึ่ง ก็อาจเปิดโอกาสให้แรงงานต่างชาติไหลเข้ามา ซึ่งก็ต้องระวังปัญหาเรื่องสังคมและวัฒนธรรมด้วย

สำหรับประเทศเรา ถึงแม้แรงงานจะเริ่มตึงตัวบ้าง แต่ถ้าเทียบกับสองประเทศดังกล่าวแล้ว ในแง่ความเพียงพอของแรงงานเรายังมีมากกว่า และยังมีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ ยังมีช่องว่างที่ประสิทธิภาพในการผลิตของแรงงานเรายังสามารถเพิ่มได้อีกมาก ซึ่งต้องอาศัยทั้งการอบรม การศึกษา และทัศนคติของสังคมที่ต้องหันมาพัฒนาคุณภาพแรงงานกันอย่างจริงจัง ด้านปริมาณสินค้าทุน หลังวิกฤติเป็นต้นมา เราไม่ค่อยมีการลงทุนเพิ่มมากนัก ทำให้สัดส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติลดลงเหลือเพียงร้อยละ 25 เทียบกับมากกว่าร้อยละ 40 ในช่วงก่อนวิกฤติ การกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนจึงเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งอาจทำได้โดย 1. เสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนและสร้างความมั่นใจในเสถียรภาพของเศรษฐกิจและการเมือง เนื่องจากการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน จะมองถึงอนาคตระยะยาวหลายสิบปี นโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่เหมาะสม ที่ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นในเสถียรภาพ และการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต จึงมีความสำคัญ มากกว่านโยบายที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจชั่วคราวในระยะสั้น 2. รัฐต้องเป็นผู้นำในการลงทุนในโครงการ ที่มุ่งให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิต อาทิเช่น โครงการขนส่งมวลชน จะทำให้ประสิทธิภาพของแรงงานเพิ่มขึ้น เพราะไม่ต้องติดอยู่บนถนนเป็นเวลานาน ต้นทุนในการขนส่งถูกลง ทำให้ประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าดีขึ้น เป็นต้น และในระยะสั้น การลงทุนภาครัฐจะก่อให้เกิดผลลูกโซ่ให้เศรษฐกิจของภาคเอกชนขยายตัวมากขึ้นด้วย 3. การมีระบบกฎหมายและระบบราชการที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน โดยเฉพาะการมีกฎเกณฑ์ที่มีมาตรฐาน และสอดคล้องกับกลไกตลาด และเปิดโอกาสให้เอกชนแข่งขันกัน นโยบายระยะสั้นบางอย่าง อาทิเช่น การควบคุมราคาที่เข้มงวดเกินไป อาจสร้างผลเสียในระยะยาวที่จะไปทำลายแรงจูงใจในการขยายการลงทุนภาคเอกชน หรือการเข้าไปแทรกแซง และชี้นำตลาดโดยใช้กลไกรัฐที่มีอยู่ที่เป็นการฝืนกลไกตลาดระยะเวลานาน อาจทำให้เอกชนหลายรายต้องออกจากตลาด และเป็นผลเสียต่อการแข่งขันในอนาคต

การแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่ยั่งยืนในมุมมองของผม ไม่ใช่เพียงทำให้เงินเฟ้อต่ำๆ เท่านั้น แต่ยังต้องทำให้รายได้ของประชาชนขยายตัวดีๆ ด้วย สักวันหนึ่งในอนาคต เราอาจจะเห็นคนไทยกินดีอยู่ดีแบบคนญี่ปุ่น หรือคนสิงคโปร์ ซึ่งสำเร็จได้แน่ หากทุกฝ่ายหันมาเพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศเสียแต่วันนี้

---------------------------------------

บทความนี้ เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย