|
||||||||||||||
|
บทบาทอัตราแลกเปลี่ยนในการดูแลเงินเฟ้อ
ชญาวดี ชัยอนันต์ รัญชนา พงศาปาน เกศสรินทร์ ตันสุวรรณรัตน์ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551 การดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) โดยทั่วไปนั้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะถือเป็นเครื่องมือหลักเครื่องมือเดียว ในการส่งผ่านนโยบายที่เหมาะสมไปยังตัวแปรทางเศรษฐกิจต่างๆ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือเสถียรภาพราคาที่เอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน อย่างไรก็ดี ในภาวะปัจจุบันที่เสถียรภาพราคาของประเทศถูกคุกคามจากราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ปรับขึ้นไปอยู่ในระดับสูงจากการขยายตัวแบบก้าวกระโดดของประเทศเกิดใหม่ทั่วโลก ที่สำคัญคือจีนและอินเดีย ในขณะที่เศรษฐกิจไทยที่อยู่ในภาวะซบเซาในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมาเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว ทำให้การดำเนินนโยบายการเงิน ที่ต้องตึงตัวขึ้นเพื่อดูแลเงินเฟ้อ อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวที่ยังเปราะบางของไทย ทำให้มีข้อเสนอแนะอย่างกว้างขวาง ถึงความเป็นไปได้ที่อัตราแลกเปลี่ยนจะมีบทบาทมากขึ้น เพื่อช่วยนโยบายอัตราดอกเบี้ยในการดูแลภาวะเงินเฟ้อ ในการศึกษาความเป็นไปได้ดังกล่าว บทความนี้จึงมุ่งวิเคราะห์ถึงบทบาทต่างๆ ของอัตราแลกเปลี่ยน ในการดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในกรณีของไทย เพื่อพิจารณาถึงความจำเป็น และความเหมาะสมในการเพิ่มบทบาทของอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อช่วยบรรเทาภาวะเงินเฟ้อในปัจจุบัน โดยการศึกษาจะมุ่งเน้นการใช้แบบจำลองโครงสร้างขนาดเล็ก (Small Structural Model) ที่ถูกสร้างขึ้น ให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจไทย และสามารถสะท้อนปฏิสัมพันธ์ของอัตราแลกเปลี่ยนกับตัวแปรต่างๆ ได้ชัดเจนกว่าแบบจำลองขนาดใหญ่ทั่วไปที่มีโครงสร้างซับซ้อน รวมทั้งเทคนิคทางสถิติอื่นๆ ในการช่วยหาข้อสรุปของประเด็นที่สำคัญดังกล่าว จากการศึกษาเบื้องต้น พบว่าในกรณีของไทย นอกจากอัตราแลกเปลี่ยนจะมีบทบาทในการส่งผ่านนโยบาย และการช่วยลดผลกระทบ จากความเสี่ยงต่างๆ แล้ว การเข้าดูแลอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง ยังอาจสามารถช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อได้ในบางกรณีเนื่องจาก 1) การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนได้ไม่มาก ทำให้ผลของนโยบายส่งผ่านไปยังระดับราคาได้น้อย 2) การมองเศรษฐกิจผ่านแบบจำลอง ชี้ให้เห็นว่า การใช้อัตราแลกเปลี่ยนเพื่อช่วยนโยบายดอกเบี้ยในการดูแลเงินเฟ้อ จะลดความผันผวนของเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง และ 3) การเข้าดูแลอัตราแลกเปลี่ยน จะส่งผลโดยตรงให้ราคาสินค้านำเข้า ที่เป็นตัวขับเคลื่อนแรงกดดันเงินเฟ้อในขณะนี้ปรับลดลงได้ อย่างไรก็ดี การใช้อัตราแลกเปลี่ยนเพื่อช่วยชะลอแรงกดดันเงินเฟ้อมีข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะลักษณะของอัตราแลกเปลี่ยน ที่อ่อนไหวต่อปัจจัยต่างๆ ได้ง่าย ซึ่งอาจทำให้ความสามารถ ในการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนของทางการ (Controllability) มีจำกัด และมีประสิทธิผลอยู่เพียงในระยะสั้น นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวจะต้องส่งผลต่อเงินเฟ้อ หรือเงินเฟ้อคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อสะท้อนประสิทธิผลของการใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนอีกด้วย ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงความเหมาะสม พบว่าอัตราแลกเปลี่ยนควรนำมาใช้เป็นเพียงนโยบายเสริม ให้กับนโยบายอัตราดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อเท่านั้น เนื่องจากธนาคารกลางย่อมมีความสามารถในการดูแลอัตราดอกเบี้ย ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมมากกว่าการดูอัตราแลกเปลี่ยน และถึงแม้ว่าการเข้าแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง อาจส่งผลต่อราคาสินค้าได้เร็ว แต่ความอ่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนต่อปัจจัยต่างๆ ทำให้ผลดังกล่าว คงอยู่ได้สั้นกว่าเทียบกับผลที่เกิดจากนโยบายอัตราดอกเบี้ย และหากแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้ผลที่ยาวนานขึ้น อาจทำให้เศรษฐกิจปรับตัวต่อภาวะที่เปลี่ยนแปลงได้ช้าลง ส่งผลต่อเนื่องไปยังประสิทธิภาพ ในการจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจในที่สุด อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า อัตราแลกเปลี่ยนอาจมีบทบาทเพิ่มเติมในการช่วยนโยบายการเงิน ในการผ่อนแรงกดดัน ต่อเงินเฟ้อได้ในบางกรณี ทั้งนี้ พบว่า นโยบายดังกล่าว จะมีประสิทธิผล ในการดูแลความเสี่ยง ที่มีลักษณะชั่วคราว (Temporary) หรือเป็นความเสี่ยงในระยะสั้นเป็นสำคัญ โดยประสิทธิผลของนโยบาย อาจเพิ่มขึ้นหากเป็นการดูแลความเสี่ยงที่ส่งผลต่อราคาสินค้านำเข้าที่อัตราแลกเปลี่ยนมีผลโดยตรง ดังนั้น ในภาวการณ์ปัจจุบัน อาจมีความเหมาะสมที่จะดูแลอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้อ่อนค่าเร็วจนเกินไปในช่วงสั้นๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคานำเข้าที่สูงได้แล้ว ยังอาจช่วยดูแลเงินเฟ้อคาดการณ์ ไม่ให้อ่อนไหวไปกับค่าเงินที่ปรับอ่อนค่าอย่างรวดเร็วได้อีกด้วย -- บทวิจัยเรื่อง "บทบาทของอัตราแลกเปลี่ยนในการดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของไทย" เป็นส่วนหนึ่งของบทความในการสัมมนาทางวิชาการประจำปี 2551 ของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยจะจัดขึ้นที่ โรงแรม Centara Grand at Central World, กรุงเทพฯ ในวันที่ 3-4 กันยายน 2551 ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้ เป็นความเห็นส่วนตัวของคณะผู้เขียนโดยเฉพาะ ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย
|