|
||||||||||||||
|
การเรียนรู้จากอุตสาหกรรมอื่น
มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย pasu@acc.chula.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ท่านผู้อ่านสังเกตบ้างไหมครับ ว่า ปัจจุบันเราจะพบเจอปรากฏการณ์อย่างหนึ่งในแวดวงธุรกิจมากขึ้น นั่นก็คือ การผนึกรวมระหว่างอุตสาหกรรมที่อาจจะมีความเหมือนหรือแตกต่างกันสองอุตสาหกรรม นอกเหนือจากการผนึกรวม ระหว่างอุตสาหกรรมสองอุตสาหกรรมแล้ว ยังมีการยืม หรือนำแนวปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จ ในอุตสาหกรรมหนึ่ง มาปรับใช้ในอุตสาหกรรมอื่นกันมากขึ้น แสดงว่าผู้บริหารเริ่มมองออกนอกขอบเขตของธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมเดิมๆ ที่เรามีอยู่กันแล้วครับ ทั้งนี้ เนื่องจากในอดีตเวลาองค์กรธุรกิจต่างๆ วิเคราะห์กลยุทธ์ของตนเอง ส่วนใหญ่ก็มักจะคิด หรือกำหนดกรอบในการคิด ของตนเองให้อยู่เฉพาะในอุตสาหกรรม หรือธุรกิจที่ตนเองมีอยู่เท่านั้น อาทิเช่น ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ถ้าผมจะวิเคราะห์กลยุทธ์ของหน่วยงานผม ผมก็จะมองแต่เฉพาะสถาบันการศึกษาเท่านั้น ซึ่งการมองเฉพาะอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่ตนเองมีอยู่นั้น ถือเป็นมุมมองที่ค่อนข้างแคบ และเป็นการปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมเลยครับ สาเหตุประการหนึ่ง ที่ทำให้เรามักจะมองภายใต้กรอบการดำเนินงานของตนเองนั้น อาจจะมาจากโรคประการหนึ่ง ที่ผู้บริหารชอบเป็นก็ได้ครับ นั่นคือ NIH Syndrome หรือ Not-Invented-Here Syndrome ซึ่งเป็นโรคยอดฮิต ในหมู่พวกคนเก่งที่มีความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ตนเองทำ ซึ่งคนเหล่านี้มักจะคิดว่าสิ่งใดก็ตามที่ไม่ได้เกิดขึ้น หรือมาจากผลงานของตนเองนั้น ถือว่าใช้ไม่ได้หรือไม่เป็นที่ยอมรับ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าท่านผู้อ่านมีคนรู้จักที่เชี่ยวชาญทางด้านอาหาร ชอบสรรหาอาหารอร่อยๆ กิน แต่ถ้าอาหารที่ไหนก็ตามที่เขาไม่ได้เป็นคนแนะนำ หรือแสวงหานั้น อาหารเหล่านั้นต่อให้เลิศรสแค่ไหน ก็จะไม่อร่อยทุกครั้ง (เคยเจอเหมือนกันครับ ยังไม่ทันตักก๋วยเตี๋ยวเข้าปากเลยก็บอกว่าไม่อร่อยแล้ว) เมื่อนำอาการของโรคดังกล่าวมาประยุกต์กับกระบวนการคิดในเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหาร เราก็จะพบเจอผู้บริหารระดับสูงจำนวนมาก ที่มองว่าอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่ตนเองอยู่นั้น เป็นธุรกิจที่มีความแตกต่าง ไม่มีธุรกิจไหนที่จะเหมือนได้อีกแล้ว ดังนั้น การเรียนรู้ต่างๆ จะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องมาจากภายในอุตสาหกรรมของตนเองเท่านั้น ไม่มีทางหรือเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถประยุกต์หรือนำแนวทางปฏิบัติที่ดีในอุตสาหกรรมอื่น มาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมของตนเอง อย่างไรก็ดี จากการที่องค์กรธุรกิจจำนวนมากเริ่มถึงทางตันในการเติบโต และไม่สามารถหาหนทางใหม่ๆ ในการสร้างความแตกต่างได้ ดังนั้น เราจะพบองค์กรธุรกิจจำนวนมากที่เริ่มจะหันมาเรียนรู้ ผนึกรวม หรือผสมผสาน ระหว่างอุตสาหกรรมสองอุตสาหกรรมมากขึ้น ถ้ายกตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่น โรงพยาบาลต่างๆ ที่ได้มีการเรียนรู้จากโรงแรมมาใช้ในการปรับปรุงทั้งเรื่องของการบริการ การตกแต่งและการออกแบบสถานที่ เป็นต้น การสร้างสรรค์กลยุทธ์ใหม่ๆ จากอุตสาหกรรมอื่นนั้น เท่าที่ผมประมวลมาได้ มักจะพบเจอในสามรูปแบบครับ รูปแบบแรก เป็นการนำแนวทางในการปฏิบัติที่ดี จากอุตสาหกรรมอื่นมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมของเรา อาทิเช่น กรณีของโรงพยาบาลที่เรียนรู้ในเรื่องของบริการ และการตกแต่งสถานที่จากโรงแรม หรือโรงแรมแบบประหยัดหลายแห่งที่เรียนรู้ และปรับใช้รูปแบบของธุรกิจจากสายการบินต้นทุนต่ำ หรือในต่างประเทศที่มีสำนักงานกฎหมายและสำนักงานบัญชี นำรูปแบบของธุรกิจแบบ 7-11 มาปรับใช้ โดยเปิดสำนักงานอยู่ตามเมืองต่างๆ ในรูปแบบของแฟรนไชส์ และมีมาตรฐานในการบริหารและจัดการที่เหมือนกันหมด รูปแบบที่สอง จะคล้ายกับรูปแบบแรก แต่ผมมองว่ามีรายละเอียดขึ้นไปอีกระดับ โดยเป็นการผสมผสาน ระหว่างอุตสาหกรรมสองอุตสาหกรรม ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกันเลย อาทิเช่น โรงแรมในนิวยอร์กแห่งหนึ่งชื่อ Library Hotel ที่เป็นการผสมผสานระหว่างโรงแรมกับห้องสมุด โดยนอกเหนือจากจะมีหนังสือจำนวนมากให้แขกอ่านเหมือนห้องสมุดแล้ว การจัดห้องต่างๆ ก็อยู่ในรูปแบบเดียวกับห้องสมุด โดยชั้นแต่ละชั้น และห้องแต่ละห้อง จะเป็นหนังสือแต่ละหมวด อาทิเช่น ถ้าผมเข้าพักและอยากจะอ่านหนังสือในหมวดทางด้านการบริหารแล้ว ผมจะต้องเข้าพักที่ชั้น 6 ห้อง 3 เป็นต้น มีหลายคนสงสัยเหมือนกันนะครับ ว่า ถ้าไปเที่ยวและพักโรงแรมแล้ว ทำไมต้องไปหมกตัวอยู่ในห้องอ่านแต่หนังสือด้วย ควรจะออกไปท่องเที่ยวภายนอกมากกว่า แต่โรงแรมนี้เขาตั้งขึ้นมาเพื่อนักท่องเที่ยว ที่ต้องการมาพักผ่อนจริงๆ ครับ ไม่ใช่พวกชอบเที่ยวตะลอน รูปแบบที่สาม จะเป็นการมองข้ามไปยังอุตสาหกรรม ที่มีลักษณะเป็นอุตสาหกรรมทางเลือก (Alternative Industries) ที่มีลักษณะและรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่เป็นสองอุตสาหกรรมที่ตอบจุดมุ่งหมายเดียวกัน โดยนำข้อดีของแต่ละอุตสาหกรรม หรือแต่ละทางเลือกนั้นมารวมเป็นธุรกิจชนิดใหม่ๆ ซึ่งแนวคิดดังกล่าว ก็มาจากแนวคิดประการหนึ่งของ Blue Ocean Strategy ที่กำลังเป็นที่นิยมกันในปัจจุบัน ตัวอย่างที่ผมใช้บ่อยๆ ก็เช่นสาเหตุสำคัญที่คนเราไป Spa ก็เพื่อผ่อนคลาย ในขณะเดียวกัน ถ้าเราอยากจะผ่อนคลายแต่ไม่ไป Spa จะมีทางเลือกอื่นหรือไม่ บางท่านอาจจะตอบว่าไปร้องเพลงที่คาราโอเกะ ดังนั้น เราสามารถนำข้อดีหรือสาเหตุที่คนเลือกไป Spa เพื่อผ่อนคลายและไปคาราโอเกะเพื่อผ่อนคลายมารวมกัน เพื่อคิดหรือสร้างเป็นธุรกิจใหม่ได้หรือไม่ ท่านผู้อ่านก็ลองนำแนวทางหรือรูปแบบทั้งสามประการไปพิจารณาดูนะครับ อย่าทำให้ตนเองเป็นโรค NIH แล้วพยายามเรียนรู้ และมองหาทางเลือกใหม่ๆ จากอุตสาหกรรมหรือธุรกิจอื่นบ้างนะครับ
|