หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การว่างงานปี 2552 ความรุนแรง และข้อเสนอการแก้ปัญหา

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอาวุโส ศูนย์ศึกษาธุรกิจและรัฐบาล มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  kriengsak@kriengsak.com , http://www.kriengsak.com  กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2551

วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงและลุกลามขยายวงไปทั่วโลก ได้สร้างความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะปัญหาการปลดคนงานและการปิดตัวลงของสถานประกอบการ ซึ่งมีการคาดกันว่าจะทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น โดยอาจจะมีคนว่างงานในปี 2552 ถึงประมาณ 1 ล้านคน หรือ ร้อยละ 2.8 ของกำลังแรงงาน

หากพิจารณาความรุนแรงของปัญหาการว่างงานที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้า นับว่ายังไม่รุนแรงมากเมื่อเทียบกับปัญหาการว่างงานในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง เพราะในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2542 มีจำนวนคนว่างงานถึง 1.7 ล้านคน หรือ ประมาณร้อยละ 5.5 ของกำลังแรงงาน แต่เป็นระดับที่ใกล้เคียงกับอัตราการว่างงานในช่วงปี 2546 และ ปี 2547

นอกจากนี้ การว่างงานในประเทศไทยยังมีลักษณะของการว่างงานตามฤดูกาล กล่าวคือในช่วงไตรมาสที่ 1 ของทุกปี อัตราการว่างงานจะสูงกว่าช่วงอื่นๆ ของปี เพราะเป็นช่วงที่อยู่นอกฤดูกาลเพาะปลูก และเป็นช่วงที่ผู้จบการศึกษากำลังอยู่ระหว่างการหางานทำ ทั้งนี้ในไตรมาสที่ 1 ปี 2551 มีจำนวนคนว่างงานประมาณ 6 แสนคน ขณะที่ไตรมาสที่ 3 มีจำนวนคนว่างงานประมาณ 4.5 แสนคน หากปี 2552 มีคนว่างงาน 1 ล้านคน แสดงว่ามีจำนวนคนว่างงานเพิ่มขึ้นจากระดับเดิม 4 แสนคน

แม้ว่าปัญหาการว่างงานในปีหน้าจะไม่รุนแรงเท่ากับช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง แต่ก็ถือว่าเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วง และจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาและกำหนดมาตรการรองรับผู้ว่างงาน ซึ่งจะมีจำนวนพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า โดยผมมีข้อเสนอมาตรการสำคัญๆ ดังต่อไปนี้

ผ่อนผันภาษีนิติบุคคล โดยอนุญาตให้ผู้ประกอบการจ่ายชำระภาษีนิติบุคคลในอัตราร้อยละ 25 ของกำไรประจำปี และสามารถขอผ่อนผันการชำระภาษีส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 5 ในปีต่อไปได้ โดยผู้ที่ขอผ่อนผันการชำระภาษีจะต้องจ่ายดอกเบี้ย (ในอัตราต่ำ) แก่รัฐบาลด้วย มาตรการนี้มีสมมติฐานว่า ภาคธุรกิจน่าจะประสบปัญหาสภาพคล่องตึงตัวในระยะสั้น 1-2 ปี และจะฟื้นตัวขึ้นหลังจากนั้น การยืดระยะเวลาการชำระภาษีจะช่วยทำให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องมากขึ้นในระยะสั้น ซึ่งจะช่วยทำให้สถานประกอบการชะลอการปลดคนงานออกไปได้

ถึงแม้ว่ามาตรการนี้อาจมีความเสี่ยงที่ภาครัฐจะไม่ได้รับรายได้จากภาษีในส่วนที่เหลือ หากปรากฏว่าสถานประกอบการที่ขอผ่อนผันภาษีนั้นต้องปิดกิจการลง แต่ความเสี่ยงนั้นค่อนข้างต่ำเพราะสถานประกอบการที่ขอผ่อนผันภาษีแสดงว่ายังมีกำไรอยู่บ้าง และหากธุรกิจปิดตัวลงจริงภาครัฐก็ยังสามารถเรียกหนี้บางส่วนคืนได้จากการชำระบัญชีของธุรกิจนั้น นอกจากนี้มาตรการนี้ยังไม่สร้างภาระหนี้สาธารณะมากนักเมื่อเทียบกับมาตรการลดภาษีนิติบุคคลจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 25

ขยายสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและย่อม (SMEs) เนื่องจาก SMEs มีแนวโน้มขาดสภาพคล่อง ซึ่งไม่ได้เกิดจากการขาดความสามารถในการแข่งขัน แต่เกิดจากสถาบันการเงินมีสภาพคล่องตึงตัวมากขึ้น ทำให้ SMEs ไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ได้ รัฐบาลจึงควรสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ SMEs และค้ำประกัน SMEs โดยจัดสรรงบประมาณให้แก่ธนาคารของรัฐเพื่อขยายวงเงินกู้ให้แก่ SMEs รวมทั้งการจัดสรรงบประมาณเพื่อปล่อยกู้ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ มาตรการนี้จะช่วยทำให้ SMEs ที่ยังมีศักยภาพสามารถอยู่รอดได้ในภาวะวิกฤติ และทำให้ไม่ต้องปลดลูกจ้างออกจากงาน

จัดตั้งกองทุนรับประกันนักท่องเที่ยว เนื่องจากการท่องเที่ยวเป็นภาคเศรษฐกิจที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานได้อย่างรวดเร็ว ปัญหาจำนวนนักท่องเที่ยวที่หดตัวลงเกิดจากการขาดความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ภาครัฐจึงควรเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งนอกเหนือจากการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว การจัดเทศกาลส่งเสริมการท่องเที่ยว และการจัดแพ็คเกจกระตุ้นการท่องเที่ยวแล้ว ภาครัฐควรให้การรับประกันแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งอาจจะได้รับความเสียหายจากกรณีความขัดแย้งทางการเมือง เพื่อให้นักท่องเที่ยวเกิดความมั่นใจว่าจะมีผู้รับผิดชอบทันทีหากเกิดความเสียหายขึ้น

เร่งลงทุนในโครงการขนาดเล็ก ในภาวะที่เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจทุกตัวไม่ทำงาน ภาคเอกชนชะลอการใช้จ่ายและการลงทุน ขณะที่การส่งออกและการท่องเที่ยวชะลอตัว รัฐบาลควรแสดงบทบาทหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานโดยการเพิ่มการลงทุนของภาครัฐ อย่างไรก็ตามการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่อาจเริ่มต้นได้ช้า เพราะมีหลายขั้นตอนและใช้เวลาในการดำเนินการมาก ดังนั้นภาครัฐจึงควรหันมาเร่งรัดการลงทุนในโครงการขนาดเล็ก ซึ่งสามารถเริ่มโครงการได้เร็วและมีการกระจายรายได้และสร้างงานได้มากกว่า เช่น การก่อสร้างหรือพัฒนาสถานศึกษาและโรงพยาบาล การพัฒนาระบบชลประทานและแหล่งน้ำขนาดเล็ก การซ่อมแซมถนนและระบบสาธารณูปโภค การฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เป็นต้น

สร้างงานหลากหลายรองรับคนว่างงาน โดยกำหนดมาตรการและสร้างงานที่หลากหลายเหมาะสมกับคนว่างงานกลุ่มต่างๆ เช่น การจัดฝึกอาชีพและจัดสรรเงินกู้สำหรับการประกอบอาชีพอิสระ การนำคนว่างงานเข้ามารับการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มผลิตภาพ การเพิ่มจำนวนทุนการศึกษาต่อปริญญาโทสำหรับผู้จบการศึกษาใหม่ การจัดงบประมาณจัดจ้างผู้จบการศึกษาไปเป็นอาสาสมัครพัฒนาชนบท การดึงคนว่างงานกลับคืนสู่ภาคเกษตร โดยนำที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือที่ดินราชพัสดุมาให้คนว่างงานเช่าในราคาถูกเพื่อทำอาชีพการเกษตร เป็นต้น

มาตรการดังกล่าวข้างต้นเป็นข้อเสนอเพื่อบรรเทาและรองรับผลกระทบในระยะสั้น ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน แต่ประเด็นที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญเช่นกัน คือมาตรการระยะยาวเพื่อรองรับปัญหาการว่างงานที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต กล่าวคือการพัฒนาตาข่ายรองรับทางสังคม (social safety net) ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มคน โดยเฉพาะการขยายระบบประกันการว่างงานให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบมากขึ้น รวมทั้งจัดระบบหรือส่งเสริมการออมของประชาชนกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านการจ้างงาน เพื่อให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกัน ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแต่รัฐบาลเท่านั้นในทุกครั้งที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ