หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เปิดผลสอบคณะกรรมการเฉพาะกิจ ถามหาจรรยาบรรณผู้บริหาร กบข.

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 04 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4111

จากรายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อตรวจสอบการดำเนินงานของผู้บริหารกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่ทำให้ผลประกอบการของ กบข.ขาดทุน 16,832 ล้านบาทในปี 2551 รวมถึง ประเด็นที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราบการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ตั้งข้อสังเกตความไม่โปร่งใสในการบริหารของนายวิสิฐ ตันติสุนทร เลขาธิการกบข.

คณะกรรมการเฉพาะกิจฯซึ่งมี นายสมพล เกียรติไพบูลย์ เป็นประธาน ได้ตั้งประเด็นการตรวจสอบ ดังนี้

1.การลงทุนและการดำเนินงานอื่นของ กบข.ตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบันเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ คำสั่ง ประกาศและมติของคณะกรรมการ กบข.ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ อาทิ การบริหารความเสี่ยง, การกำกับการลงทุน, การตรวจสอบการลงทุน, การกำกับดูแลและการตรวจสอบการปฏิบัติตามจรรยาบรรณของพนักงาน กบข.เกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นเพื่อบัญชีพนักงาน กบข. และการป้องกันข้อขัดแย้งทางผลประโยชน์โดยฝ่ายธรรมาภิบาล กบข.

2.การบริหารเงินลงทุนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสมาชิกดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพตามแนวทางการดูแลเงินออมเพื่อการเกษียณอายุของสมาชิกแล้วหรือไม่ อาจให้ตรวจสอบผลประกอบการของ กบข.ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2540, ผลขาดทุนปี 2551 มาจากการลงทุนในอะไรบ้าง, โครงสร้างและการตัดสินลงทุนของ กบข.

3.แนวทางการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารของ กบข. และการชี้แจงสมาชิกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลเพียงใด

ทั้งนี้ "ประชาชาติธุรกิจ" สรุปเฉพาะประเด็นที่สำคัญๆ คือ ในประเด็นจรรยาบรรณของพนักงานในการซื้อขายหุ้นส่วนตัวนั้น รายงานได้สรุปในประเด็นนี้ว่า ผลการตรวจสอบพบว่าพนักงาน กบข.รวมถึงเลขาธิการ กบข.เกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อบัญชีพนักงาน กบข. และการป้องกันข้อขัดแย้งทางผลประโยชน์โดยฝ่ายธรรมาภิบาล กบข.แล้ว ปรากฏว่ามี พนักงาน กบข. 153 รายทั้งที่เป็นผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารระดับกลาง และพนักงานทั่วไปบางรายปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบดังกล่าว ดังนี้

- มีการส่งแบบมาตรฐานรายงานธุรกรรมในบัญชีของพนักงานทุกสิ้นไตรมาสไม่ครบถ้วน

- ไม่ได้ขออนุมัติทำรายการซื้อขายหลักทรัพย์ครบถ้วนทุกรายการ ซึ่งหมายความรวมถึงกรณีไม่มีหลักฐานการขออนุมัติทำรายการซื้อขายหลักทรัพย์ กรณีหลักทรัพย์ที่ซื้อขายไม่ปรากฏในรายการที่ขออนุมัติ ณ วันนั้น กรณีไม่ได้ขออนุมัติเนื่องจากลืม แต่มีการแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาและฝ่ายธรรมาภิบาล กบข.ทราบในภายหลัง กรณีไม่ทราบว่าการซื้อขายหลักทรัพย์บางรายการต้องขออนุญาต และกรณีมีการขออนุมัติผู้บังคับบัญชา แต่ไม่พบหลักฐานการอนุมัติจากฝ่ายธรรมาภิบาล กบข.

- รายการขออนุมัติซื้อขายหลักทรัพย์ไม่ตรงกับที่ปรากฏในรายงานธุรกรรมในบัญชีของพนักงาน กบข. ณ สิ้นไตรมาส

- มีความผิดพลาดในการพิมพ์รายงานประจำไตรมาส

- มีการซื้อขายหลักทรัพย์ที่บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์มีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่ต้องจำกัดการทำธุรกรรม (restricted list)

- ใช้แบบรายงานผิดในการรายงานธุรกรรมในบัญชีของ พนักงาน กบข.ในบางไตรมาส

ดังนั้น คณะกรรมการเฉพาะกิจฯจึงได้ให้ฝ่ายธรรมาภิบาล กบข.ตรวจสอบและจัดทำข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับการซื้อขาย หลักทรัพย์ของพนักงาน กบข.ดังกล่าวเปรียบเทียบกับข้อมูลการซื้อขายหลักทรัพย์ของ กบข.เพื่อพิจารณาว่าพนักงาน กบข.ดังกล่าว ผู้ใดมีพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายการซื้อขายหลักทรัพย์ของตนเองก่อนซื้อขายหลักทรัพย์นั้นเพื่อ กบข. (front running) หรือมีพฤติการณ์หาประโยชน์จากข้อมูลภายในที่เป็นสาระสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์อันเป็นการเอาเปรียบบุคคลภายนอก (insider trading) หรือไม่ โดยพิจารณาจาก

1) ข้อมูลการซื้อขายหลักทรัพย์จำนวน 8 หลักทรัพย์ ตามข้อ 1 (6) ได้แก่ BBL, PTT, IRPC, LH, SPF, QHPF และ YNP

2) พนักงาน กบข.ที่มีการซื้อขายหลักทรัพย์ดังกล่าวในช่วง 7 วันก่อนวันที่ กบข.เข้าไปซื้อขาย (ความถี่ของการซื้อขาย หลักทรัพย์ดังกล่าวของพนักงาน กบข.ในช่วง 7 วันก่อนวันที่ กบข.เข้าไปซื้อขาย)

3) จำนวนและมูลค่าของหลักทรัพย์ดังกล่าวที่พนักงาน กบข.ซื้อขายในแต่ละครั้งในช่วง 7 วัน ก่อนวันที่ กบข.เข้าไปซื้อขาย

เมื่อพิจารณาตามเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว มีพนักงาน กบข. 7 รายที่ซื้อขาย ผลตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับจำนวน มูลค่า และความถี่พบว่าพนักงาน กบข.จำนวน 6 ราย ใน 7 ราย ดังกล่าว ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบ กบข. แต่ลักษณะการซื้อขายหลักทรัพย์ ดังกล่าวไม่มีนัยสำคัญ เนื่องจากบางรายมีการขออนุญาตจากฝ่ายธรรมาภิบาล กบข.บางรายซื้อขายหลักทรัพย์ในจำนวนและมูลค่าเล็กน้อย รวมทั้งมีความถี่ในการซื้อขายน้อยจึงไม่สมควรพิจารณาว่าจงใจกระทำความผิด

มีเพียงผู้บริหารระดับสูงของ กบข.จำนวน 1 ราย คือ นายวิสิฐ ตันติสุนทร ตำแหน่งเลขาธิการ กบข.ที่มีการซื้อขายหลักทรัพย์ ดังกล่าวตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการเฉพาะกิจฯกำหนดให้ตรวจสอบ โดยมีจำนวน มูลค่า และความถี่ในการซื้อขายมาก นอกจากนี้ นายวิสิฐมีการซื้อขายหลักทรัพย์ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่ต้องจำกัดการทำธุรกรรม (restricted list) ด้วย คณะกรรมการเฉพาะกิจ จึงเชิญนายวิสิฐมาชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อบัญชีของนายวิสิฐในประเด็นดังกล่าว

นายวิสิฐได้ชี้แจงว่า ตนเข้าใจว่าประกาศ กบข.ที่ 3/2546 เรื่องจรรยาบรรณและหลักปฏิบัติพนักงานกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ลงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2546 ซึ่งแบ่งแยกจรรยาบรรณของพนักงาน กบข.และเลขาธิการ กบข.ออกจากกันและกำหนดหลักปฏิบัติในการซื้อขายหลักทรัพย์ของพนักงานไว้ และตามระเบียบ กบข.ว่าด้วยการซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อบัญชีพนักงาน พ.ศ.2546 ลงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2546 ได้กำหนดให้พนักงานต้องขออนุญาตก่อนซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อบัญชีของ พนักงาน กบข. ซึ่งนายวิสิฐเข้าใจว่าตนเองซึ่งไม่ได้เป็นพนักงาน จึงไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อบัญชีพนักงาน กบข.ดังกล่าว โดยเข้าใจเพียงว่าจะต้องมีการรายงานการซื้อขายหลักทรัพย์เมื่อสิ้นไตรมาสเท่านั้น และที่ผ่านมาฝ่ายธรรมาภิบาล กบข.ไม่ได้มีการตรวจสอบติดตามในเรื่องดังกล่าว นายวิสิฐเพิ่งจะมาทราบว่าเลขาธิการ กบข.จะต้องขออนุญาตซื้อขายหลักทรัพย์ เมื่อเกิดเรื่องการตรวจสอบนี้ขึ้นและฝ่ายธรรมาภิบาล กบข.มาแจ้งให้ทราบ โดยที่เป็นความเข้าใจที่ คลาดเคลื่อน นายวิสิฐจึงชี้แจงว่า ไม่มีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว เพราะมีการรายงานการซื้อขายหลักทรัพย์ต่อฝ่าย ธรรมาภิบาล กบข.เมื่อสิ้นไตรมาสด้วย

สำหรับกรณีที่นายวิสิฐซื้อขายหลักทรัพย์ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่ต้องจำกัดการทำธุรกรรม ตั้งแต่ 26 มกราคม 2548-27 เมษายน 2549 คือ IRPC นั้น นายวิสิฐชี้แจงว่า หลักทรัพย์ดังกล่าวอยู่ในบัญชีรายชื่อที่ต้องจำกัดการทำธุรกรรม แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2548 มีการประกาศสู่สาธารณะว่า กบข.จะเข้าไปลงทุนร่วมกับพันธมิตรอื่นๆ ในหลักทรัพย์นั้น รวมทั้งมีการลงนามใน shared holder agreement และระบุราคากันเรียบร้อยแล้วที่ 3.30 บาทต่อหุ้น รวมทั้งทราบกันแล้วว่าพันธมิตรแต่ละราย จะไปลงทุนกันเท่าไร ซึ่งตามปกติควรปลดหลักทรัพย์นั้นออกจากบัญชีรายชื่อที่ต้องจำกัดการทำธุรกรรมแล้ว เพราะเป็นข้อมูลที่สาธารณชนรับทราบแล้ว ตนเองจึงเข้าไปเริ่มต้นลงทุนเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2548 จึงไม่ได้มีการหาประโยชน์จากข้อมูลภายในที่เป็นสาระสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์อันเป็นการเอาเปรียบบุคคลภายนอก (insider trading)

เพราะปกติตนเองจะยึดหลักอยู่ว่า ในช่วงที่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณชนจะเป็นช่วงที่ถูกจำกัดการทำธุรกรรม คือ ต้องไม่มีการลงทุนเรื่องนั้นอยู่แล้ว และราคาของหุ้นดังกล่าวก็มีการปรับตัวขึ้นมาตั้งแต่ในช่วงที่ได้มีการประกาศว่า กบข.และพันธมิตรอื่นจะไปลงทุนในหุ้นนั้นแล้ว สำหรับเรื่องของการชำระเงินต่างๆ ในวันที่ 13 ธันวาคม 2548 ก็เป็นกระบวนการที่ตามมาหลังจากที่ข้อตกลงในเรื่องการลงทุนของ กบข.และพันธมิตรชัดเจนไปแล้ว จึงถือเป็นข่าวดีที่เผยแพร่สู่สาธารณะที่คนทั่วไปรับทราบ หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีข่าวดีอะไรที่มีผลกระทบต่อราคาหุ้นอีก การชำระราคาในวันที่ 13 ธันวาคม 2548 ไม่มีผลกระทบต่อราคาหุ้นในช่วงนั้นเลย โดยในวันดังกล่าวราคาหุ้นนั้นก็ยังปรับตัวลดลงอยู่ และหุ้นกลุ่มพลังงานมาปรับตัวขึ้นในเดือนมกราคม 2549 ไม่ใช่หุ้นตัวเดียวที่ขึ้น แต่หุ้นกลุ่มพลังงานทั้งกลุ่มที่ปรับขึ้นมา จึงถือไม่ได้ว่าการชำระราคาในวันที่ 13 ธันวาคม 2548 เป็นข่าวดีที่น่าไปลงทุน

กรณีที่พิจารณาว่าจำนวนและมูลค่าของหลักทรัพย์ที่นายวิสิฐลงทุนมีมากนั้น นายวิสิฐชี้แจงว่า เป็นเพราะการรายงานรวมทั้งไตรมาสที่มีการซื้อขายหลายครั้ง ซึ่งที่จริงแล้วอาจมีจำนวนเงินที่ลงทุนจริงเพียง 5 ล้านบาทก็ได้

นายวิสิฐชี้แจงด้วยว่า สาเหตุที่มีการรายงานไม่ครบถ้วนหรือรายงานล่าช้าก็เพราะตนเองไม่ได้จัดทำรายงานเอง แต่มอบหมายให้เลขานุการเป็นผู้ดำเนินการให้ และบางครั้งข้อมูลที่โบรกเกอร์ ส่งมาให้อาจล่าช้า ตนเองก็ไม่ได้มีเวลาจึงหลงลืม ในการติดตามไปบ้าง และผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว คือ ฝ่าย ธรรมาภิบาล กบข.ก็ไม่ได้มาติดตามด้วย ตนเองขอยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาปิดบังข้อมูลแต่ประการใด เมื่อฝ่ายธรรมาภิบาล กบข.มาติดตามและเห็นว่าการรายงานไม่ครบ ตนเองก็รายงานข้อมูลทั้งหมดให้ครบในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ การรายงานข้อมูลจะเป็นไปตามแบบที่กำหนด โดยเลขานุการเป็นผู้จัดทำมาให้ ซึ่งตนเองก็ไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล เนื่องจากมีภารกิจมาก และเห็นว่าเป็นข้อมูลที่เคยทำกันมาแล้วจึงไม่ได้สนใจมากนัก โดยยืนยันว่าข้อบกพร่องดังกล่าวมิได้มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และไม่ได้ใช้ข้อมูลภายในของ กบข.ไปแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น ที่ผ่านมาก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กบข.ตนเองก็ได้ทำธุรกรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ใกล้เคียงกับในปัจจุบัน ซึ่งได้แจ้งต่อคณะกรรมการสรรหาเลขาธิการ กบข.ก่อนเข้ามารับตำแหน่งว่าตนเองได้มีการซื้อขายหลักทรัพย์อยู่แล้ว และโดยข้อเท็จจริงแล้วเมื่อคิดถึงผลกำไรขาดทุนจากการซื้อขายหลักทรัพย์ในระยะที่ผ่านมา และการ mark to market ยังประสบการขาดทุนอยู่ อย่างไรก็ตามการลงทุนของตนเองส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในระยะยาว จะมีการซื้อขายระยะสั้นเพื่อผลกำไรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

คณะกรรมการเฉพาะกิจฯมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อบัญชีพนักงาน ดังนี้

1.พนักงาน กบข.บางส่วนมีการไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ประกาศ และหลักเกณฑ์เกี่ยวกับจรรยาบรรณของพนักงาน กบข. และการซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อบัญชีของพนักงาน กบข.

2.การกำกับดูแลและตรวจสอบการปฏิบัติตามระเบียบ ของฝ่ายธรรมาภิบาล กบข.เป็นไปอย่างล่าช้าเกินสมควร โดยฝ่ายธรรมาภิบาล กบข.เริ่มมีการตรวจสอบข้อมูลการรายงานธุรกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อบัญชีพนักงาน กบข.ในช่วง ต้นปี 2552 และตรวจสอบย้อนหลังไปจนถึงปี 2546 ซึ่งเป็นปีที่ระเบียบดังกล่าวใช้บังคับ ทำให้ข้อมูลเกี่ยว กับการไม่ปฏิบัติตามระเบียบของพนักงาน กบข.ดังกล่าวปรากฏขึ้นในภายหลัง จึงไม่สามารถแจ้งหรือตักเตือนให้พนักงาน กบข.ปฏิบัติตามระเบียบ ดังกล่าวได้ในทันที กบข.ควรพิจารณาทบทวนและปรับปรุงกระบวนการกำกับดูแลและตรวจสอบการปฏิบัติตามระเบียบ เกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อบัญชีพนักงาน กบข. เพื่อให้การป้องกันข้อขัดแย้งทางผลประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของระเบียบ ดังกล่าวมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ในส่วนของผลประกอบการคณะกรรมการเฉพาะกิจฯพิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินงานของ กบข.ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและการบริหารจัดการกองทุน กบข.ได้เป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสมาชิกตามแนวทางการดูแลเงินออมเพื่อการเกษียณอายุของสมาชิกที่เป็นข้าราชการประเภทต่างๆ โดยรอบคอบแล้ว

สำหรับผลประกอบการของ กบข.ที่ขาดทุนในปี 2551 จำนวนทั้งสิ้น 16,832 ล้านบาท เกิดจากผลกระทบของวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของโลกครั้งรุนแรงเป็นประวัติการณ์เมื่อปี 2551 ซึ่งส่งผลให้การลงทุนในตราสารทุนทั่วโลกตกอยู่ในสภาวะตกต่ำต่อเนื่อง และตลาดหลักทรัพย์หลักทั่วโลกปรับตัวลดลงรุนแรงดังจะเห็นได้จากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่สำคัญของโลกได้ลดลงในอัตราสูง เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลดลง 33.84% ประเทศอังกฤษดัชนี FTSE ลดลง 31.33% ประเทศญี่ปุ่นดัชนี NIKKEI ลดลง 42.12% ฮ่องกงดัชนีฮั่งเส็งลดลง 48.27% ประเทศจีนดัชนี SHANGHAI COMPOSITE ลดลง 65.39% ประเทศสิงคโปร์ดัชนี STRAITS TIMES ลดลง 49.17% และประเทศไทยดัชนี SET ลดลง 47.56% เป็นต้น

สินทรัพย์ที่ให้ผลกำไรมาจากการลงทุนในตราสารหนี้เป็นเงิน 18,950 ล้านบาท กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 116 ล้านบาท กำไรจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 1,979 ล้านบาท ส่วนสินทรัพย์ที่ขาดทุนมาจากการลงทุนในตราสารทุน 31,912 ล้านบาท (แบ่งเป็นหุ้นในประเทศ 18,027 ล้านบาท, หุ้นต่างประเทศ 13,885 ล้านบาท) และขาดทุนจากการลงทุนทางเลือกเป็นเงิน 5,335 ล้านบาท

ทั้งนี้ กบข.มีค่าใช้จ่ายสำนักงานและอื่นๆ เป็นเงิน 632 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับผลประกอบการที่ขาดทุนจะเท่ากับ 16,832 ล้านบาท

นี่คือรายงานของคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อตรวจสอบการดำเนินงานของ กบข.เมื่อ 18 พฤษภาคม 2552

หน้า 2