หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เศรษฐกิจโลกหลังวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐ

คอลัมน์ ระดมสมอง โดย เพรสซิมิสต์ ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4109

ขณะนี้เสียงส่วนใหญ่เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกถึงจุดต่ำสุดแล้ว และจะค่อยๆ ฟื้นตัวในไม่ช้านี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น 30% ในขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ (คือ จีน อินเดีย ฯลฯ) ที่ไม่ได้ประสบปัญหาสถาบันการเงิน เช่น สหรัฐ และยุโรป น่าจะฟื้นตัวได้รวดเร็วกว่า ทำให้ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นกว่า 40% ดูเหมือนว่านักลงทุนกำลังสะท้อนความเชื่อว่า โลกของเรากำลังกลับไปสู่ความปกติในเร็ววันนี้

แต่วิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐที่ลามไปทั่วยุโรปนั้นเป็นวิกฤตการณ์สถาบันการเงินที่มีความรุนแรงมาก และทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากมายมหาศาล ต้องใช้เวลาเยียวยาอีกนานหลายปี นอกจากนั้นเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวจากความถดถอยที่รุนแรงในปี 2007-2009 นั้นจะเปลี่ยนแปลงไปจากเศรษฐกิจโลกเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

โลกของเราจะเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะใดนั้นไม่สามารถวิเคราะห์ได้โดยง่าย แต่นักบริหารการเงินคนหนึ่งให้ความเห็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ ดร.Mohamed EL-Erian ผมจึงขอนำมาถ่ายทอดไว้ ณ ที่นี้ ดร.EL-Erian ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทจัดการกองทุน PIMCO ของสหรัฐ ซึ่งเป็นบริษัทจัดการกองทุนที่เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ของนักการเงิน เพราะ PIMCO บริหารกองทุนที่มีมูลค่าสูงถึง 747,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ดร.EL-Erain นั้นเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถสูง เรียนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และปริญญาโท-เอกที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ต่อมาทำงานที่ไอเอ็มเอฟและซิตี้แบงก์ ก่อนที่จะไปบริหารกองทุนของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และมาดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารของ PIMCO ในปัจจุบัน ทั้งนี้ ดร. EL-Erian สรุปว่า โลกหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐจะมีลักษณะสำคัญ ดังนี้

1.โลกจะประสบปัญหาเงินเฟ้อเร็วกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ (คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเงินเฟ้อจะไม่เป็นปัญหาจนกว่าจะพ้นปี 2010 ไปแล้ว)

2.การออกกฎเกณฑ์ควบคุมที่มากเกินจำเป็น การเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจากอดีต และการแทรกแซงจากภาครัฐ

3.ธนาคารกลางและกระทรวงการคลังของประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะประสบกับความยากลำบากในการลดการแทรกแซงและโอบอุ้มเศรษฐกิจ และอาจนำไปสู่ความผันผวนและตกต่ำทางเศรษฐกิจได้

4.สถาบันการเงินจะลดการปล่อยกู้เพื่อลดความเสี่ยง และจะลดการทำธุรกิจข้ามแดน จนกระทั่งเกิดการถดถอยของโลกาภิวัตน์ (de-globalized) รวมทั้งต้องอยู่ภายใต้กฎข้อบังคับที่เข้มงวดขึ้นด้วย

5.เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวต่ำกว่าในอดีตและอัตราว่างงานจะเพิ่มขึ้น

6.มีความเสี่ยงที่นโยบายการเงินและการคลังของสหรัฐที่โหมใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นในบทบาทของเงินดอลลาร์สหรัฐในฐานะเงินสกุลหลักของโลกสั่นคลอน ส่งผลให้สหรัฐต้องเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อที่รุนแรง

7.ศูนย์รวมของการขยายตัวและความเจริญทางเศรษฐกิจจะย้ายจากประเทศอุตสาหกรรมไปสู่ประเทศตลาดเกิดใหม่

8.การกำหนดราคาสินค้าและบริการหลายประเภทจะถูกชี้นำโดยการเข้ามาแทรกแซงของภาครัฐ

ในความคิดของ ดร. EL-Erian นั้น "ยุคทอง" ที่สถาบันการเงินเอกชนสามารถขยายธุรกิจได้อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด โดยภาครัฐปล่อยให้ภาคเอกชน "ดูแลตัวเอง" โดยรัฐลดบทบาทตัวเองลงให้น้อยที่สุดนั้นได้จบลงแล้ว หลังจากที่รัฐบาลถูกกดดันให้เข้ามาแทรกแซงเพื่ออุ้มระบบการเงินมิให้ล่มสลายลงเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการปล่อยให้ภาคเอกชนได้ผลกำไร แต่กลับให้ภาครัฐรับผิดชอบกับการขาดทุน (privatized gain and socialize losses) จึงเป็นธรรมดาที่ปรากฏการณ์ปัจจุบันทำให้เกิดความสับสน โกรธเคือง และความต้องการให้ภาครัฐเข้าไปมีอำนาจควบคุมและบงการอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่การเข้ามามีบทบาทนำของภาครัฐนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจที่ทำให้ประสิทธิภาพลดลง ดังนั้นจึงจะส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (เมื่อได้มีการฟื้นตัวแล้ว) อยู่ที่ระดับต่ำกว่าเดิม ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวอย่างเชื่องช้าใน 3-5 ปีข้างหน้า

นาย EL-Erian วิตกว่า เมื่อรัฐบาลสหรัฐต้องขาดดุลการคลัง (เป็นหนี้) มากขึ้น ในขณะที่ธนาคารกลางก็ต้องพิมพ์เงินออกมาพยุงเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์ต้องถดถอยลงอย่างรวดเร็ว ทำให้สหรัฐมีสถานะไม่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ที่เคยประสบปัญหาหนี้สินจำนวนมาก กล่าวคือเงินดอลลาร์จะลดค่าลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อและดอกเบี้ยต้องปรับตัวสูงขึ้น โดยที่ธนาคารกลางสหรัฐไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

อีกปัจจัยหนึ่งที่ ดร. EL-Erian กล่าวเน้นคือ ความสำคัญของการเมืองในการกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจ กล่าวคือ "ความเหมาะสม" ทางการเมืองจะมีความสำคัญกว่าความถูกต้องทางเศรษฐกิจ เช่น การผลักดันนโยบายกีดกันทางการค้าจะมีน้ำหนักมากขึ้น การกดดันผู้ถือพันธบัตรของบริษัทจีเอ็มและไครสเลอร์ให้ยอมรับแผนปรับโครงสร้างของรัฐบาลที่ให้ผลประโยชน์กับสหภาพแรงงานเป็นหลัก และความเป็นไปได้สูงในอนาคตที่รัฐบาลจะไม่ยอมลดการอุดหนุนและแทรกแซงเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ โดยใช้เงินภาษีประชาชน ทำให้การเมืองมีบทบาทมากเกินไปในการกำกับเศรษฐกิจ ส่งผลให้ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจลดลง กล่าวในเชิงวิชาการทางเศรษฐศาสตร์คือจะทำให้ศักยภาพในการขยายตัวทางเศรษฐกิจก่อนที่จะเกิดปัญหาเงินเฟ้อ (potential หรือ maximum non-inflationary growth) อยู่ที่ระดับต่ำกว่าในอดีต เช่น ในอดีตเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวได้สูงถึง 3% โดยไม่ต้องเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อ แต่หากรัฐบาลเข้าไปแทรกแซงมากเกินไปจนทำให้ประสิทธิภาพลดลง เศรษฐกิจสหรัฐอาจขยายตัวได้สูงสุดเพียง 2.5% เกินกว่านั้นอัตราเงินเฟ้อจะขยายตัวเพิ่มขึ้นทันที เป็นต้น

ปัจจัยที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง คือการบริหารจัดการหนี้สาธารณะ ที่จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศอุตสาหกรรมจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ เช่น ประเทศสหรัฐนั้น มูลค่าหนี้สาธารณะจะต้องเพิ่มขึ้นเท่าตัวจาก 40% ของจีดีพี มาเป็น 70% ของจีดีพีในช่วง 10 ปีข้างหน้า ซึ่ง ดร. EL-Erian ตั้งข้อสังเกตว่า ข้อเท็จจริงนั้นหนี้สาธารณะจะต้องเพิ่มขึ้นมากกว่าตัวเลขที่คาดการณ์เอาไว้ หากรวมถึงพันธกรณีที่มีตามกฎหมายประกันสังคมและประกันสุขภาพ ทั้งนี้เพราะประชากรของสหรัฐจะเข้าสู่วัยเกษียณอายุอีกหลายสิบล้านคนใน 5-10 ปีข้างหน้า ทำให้รัฐบาลต้องมีภาระในการเลี้ยงดูผู้สูงอายุคิดเป็นมูลค่าหลายสิบล้านล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจ หากบริษัทจัดอันดับความเสี่ยงจะต้องลดลำดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลสหรัฐและเงินดอลลาร์ลงในอนาคตครับ

หน้า 50