หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
มองชนบทญี่ปุ่น

ใต้กระแส : อรรถจักร สัตยานุรักษ์ กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ความเปลี่ยนแปลงในชนบทญี่ปุ่นเกิดขึ้นเมื่อรัฐได้พยายามจำกัดการปลูกข้าวในทศวรรษ 2510 เนื่องจากว่าผลผลิตล้นตลาด คนไทยที่อายุห้าสิบปีขึ้นไปคงพอจะจำกันได้ว่า ในช่วง พ.ศ.2514-2515 ชาวนาญี่ปุ่นที่รัฐบาลจ้างให้หยุดปลูกข้าวนั้นพากันมาเที่ยวเมืองไทยและเล่นโบว์ลิ่งกันอย่างครึกครื้น หนังสือพิมพ์ไทยรัฐลงข่าวเรื่องนี้ครึกโครม จนคนไทยอดที่จะนึกอิจฉาชาวนาญี่ปุ่นไม่ได้

คุณคาซูโอะ คาโตริ (Kazuo Katori) หัวหน้าครอบครัวคาโตริซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองชิบะ (Chiba) ได้เล่าให้ฟังว่า ท่านต้องคิดถึงการหางานนอกภาคเกษตรตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา แม้ว่าท่านจะรักการทำการเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกข้าว แต่ท่านก็ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงกฎหมายกำหนดพื้นที่ปลูกข้าวในสมัยนั้นได้ ท่านจึงต้องออกไปทำงานในโรงพยาบาลในเมืองชิบะ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ละทิ้งการทำนาอย่างสิ้นเชิง เพียงแต่เปลี่ยนตนเองจากชาวนาเต็มเวลามาสู่ชาวนาในวันหยุดแทน

นอกจากอำนาจของรัฐญี่ปุ่นจะเปลี่ยนแปลงและจำกัดชีวิตชาวนาญี่ปุ่นแล้ว พลังของความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในทศวรรษ 2520 ก็ได้ดึงเอาคนหนุ่มสาวญี่ปุ่นในรุ่นต่อมา ให้พากันออกมาสู่การทำงานเป็น “ซารารีแมน” หรือคนทำงานรับเงินเดือนจนเกือบหมดทุกคน แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ภาคการเกษตรของญี่ปุ่นก็ไม่ได้เสื่อมสลายลงไป การดำรงอยู่ของภาคเกษตรกรรมญี่ปุ่นนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหลายประการด้วยกัน

เงื่อนไขแรกได้แก่ การปรับตัวในการใช้เครื่องยนต์ในกระบวนการผลิต สิ่งที่น่าสนใจ ได้แก่ การสร้างเครื่องยนต์ในการเกษตรนั้นเป็นการสร้างจากความรู้เดิมของชาวนา เช่น รถปลูกข้าว ซึ่งวางจังหวะเครื่องว่าจะทำการปลูกข้าวแต่ละกอห่างกันเท่าไรนั้น ก็ได้มาจากความรู้เดิมของชาวนาญี่ปุ่นที่เคยใช้เชือกขึงตัดขวางกันเป็นตารางหมากรุกเพื่อจะได้จุดปลูกข้าวที่เหมาะสม หรือการปรับปรุงรถทำลายหญ้าที่สามารถเดินไปตามเส้นทางหมากรุกระหว่างข้าวแต่ละกอ ก็มาจากความรู้เดิมเช่นกัน ความต่อเนื่องของความรู้เช่นนี้ทำให้ชาวนาญี่ปุ่นไม่เคยรู้สึกยุ่งยากในการใช้เครื่องจักรในการทำนา และเอื้อให้สามารถปรับตัวในการผลิตได้ดีขึ้น

การปรับตัวในความสัมพันธ์ทางสังคมก็เป็นอีกพลังหนึ่งที่สำคัญมาก กล่าวคือ ชาวนาที่ถูกบีบให้ลดพื้นที่การทำนาในเวลานั้นมีอายุเฉลี่ย 20-30 ปี พวกเขาเป็นกลุ่มที่เติบโตมาในสังคมที่มีลักษณะเป็น “ชุมชนชาวนา” อย่างเข้มข้น ดังนั้น แม้ว่าจะถูกรัฐเบียดขับออกจากไร่นา พวกเขาก็ไม่ได้หลุดออกมาจากสังคมจนกลายเป็นคนไร้ราก บรรดา “ชาวนาวันหยุด” ทั้งหลายก็ยังคงใช้ชีวิตทางสังคมของตนอยู่ในชุมชนเช่นเดิม ไม่ได้อพยพทิ้งบ้านเกิดไม่ว่าจะเป็นแบบชั่วคราวหรือถาวร

สายใยทางสังคมที่เคยผูกรัดผู้คนเอาไว้จึงยังคงมีพลังอยู่ไม่เสื่อมคลาย เช่น คุณคาซูโอะ คาโตริ เองก็ยังคงทำงานให้แก่ชุมชนตลอดมา จนในปัจจุบันก็ได้ดำรงตำแหน่งมัคนายกของศาลเจ้าประจำหมู่บ้าน

พลังทางสังคมนี้ทำให้คนในรุ่น “ชาวนาวันหยุด” ที่ปัจจุบันก็มีอายุเฉลี่ยราว 50 ปี ยังคงมีชีวิตทางสังคมที่มีการช่วยเหลือกันในทุกๆ ด้าน ครอบครัวคาโตริซึ่งมีชีวิตอยู่ท่ามกลางสายใยของสังคมชุมชนได้พาให้เราไปพบเห็นถึงการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในหลายมิติทีเดียว

พลังทางสังคมของชุมชนญี่ปุ่นเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่ทำให้องค์กรของชาวบ้านในละแวกนั้นสามารถที่จะแบกรับพันธกิจต่างๆ ร่วมกันได้อย่างเข้มแข็ง มีตัวอย่างของการแบ่งกลุ่มชุมชนเล็กในหมู่บ้านเพื่อที่จะช่วยเหลือดูแลกันได้ดีขึ้น เช่น ในหมู่บ้านทาดะ-กาโตริ (Tada -Katori) ซึ่งมีประชากรประมาณ 200 ครัวเรือนก็แบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยประมาณกลุ่มละ 20 ครัวเรือน แต่ละกลุ่มมีพันธกิจในการดูแลพื้นที่สาธารณะและดูแลซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลศาลเจ้าหรือดูแลพิธีกรรมของแต่ละครอบครัว เช่น ช่วยเหลือกันในงานแต่งงาน งานศพ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือระหว่างกลุ่มในเรื่องที่เป็นภารกิจร่วมของหมู่บ้าน

แม้ว่าลักษณะที่แบ่งครัวเรือนออกเป็นกลุ่มย่อยเช่นนี้เคยมีในสังคมไทย (ทางเหนือเราเรียกว่า “ป๊อกบ้าน” ทางอีสานเรียกว่า “คุ้ม” ซึ่งเคยทำหน้าที่คล้ายๆ กัน) แต่เมื่อระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป ก็ทำให้หน้าที่ของกลุ่มย่อยในสังคมไทยลดลงและหายไปในหลายพื้นที่ แต่ขณะที่ในสังคมญี่ปุ่นยังดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน เหตุผลสำคัญได้แก่ การที่กลุ่มย่อยในสังคมไทยวางอยู่บนระบบอุปถัมภ์ ซึ่งเมื่อระบบการจำหน่ายจ่ายแจกทรัพยากรเปลี่ยนแปลงไป ผู้อุปถัมภ์ก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย จนกระทั่งเมื่อสังคมชนบทไทยเชื่อมต่อกับการเมืองระดับชาติได้ การพึ่งพากลุ่มย่อยภายใต้ระบบอุปถัมภ์คนภายในด้วยกันก็หมดความหมายไป (เรื่องนี้จะกล่าวถึงในโอกาสต่อๆ ไปครับ)

พลังทางสังคมและชุมชนที่ผูกรัดชาวนาญี่ปุ่นอยู่นี้ได้ทำให้ทุกคนต้อง “รักษาหน้า” ในการผลิตไว้อย่างเข้มข้น เพราะไม่อย่างนั้นแล้วก็จะถูกจับจ้องจากเพื่อนในชุมชนว่าทำไมไม่ทำการผลิตให้เต็มที่

จึงทำให้การผลิตทางด้านการเกษตรไม่ได้เป็นเพียงการปลูกข้าวหรือพืชผักผลไม้เพื่อขายเท่านั้น หากแต่เป็นการลงฝีมือทุกขั้นตอนของการผลิต อาจารย์สุภาภรณ์ ชิเกโตมิ ได้กล่าวถึงลักษณะการผลิตเช่นนี้ว่าเป็นการทำงานของ “ช่างฝีมือ” ไม่ใช่ชาวนาธรรมดา

หากมองอีกด้านหนึ่ง การที่รัฐญี่ปุ่นเบียดขับชาวนาด้วยการจำกัดพื้นที่การผลิตข้าว ประกอบกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่ดึงดูดให้คนหนุ่มสาวละทิ้งไร่นา ซึ่งส่งผลให้ชาวนาเหลือน้อยลง (ไม่ถึงร้อยละเจ็ด) นั้น กลับทำให้ชาวนาเองสามารถที่จะรักษาความเป็น “ช่างฝีมือ” ในการทำนาได้ต่อไป นอกจากภาคเกษตรที่ดำรงอยู่ได้ ยังมีการปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการของคนในเมืองที่น่าสนใจอีกหลายประการ ซึ่งจะขอกล่าวในตอนต่อไป

ความรู้ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เกิดขึ้นได้เพราะผมได้รับโอกาสจากสถาบันศึกษาการพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติญี่ปุ่น (IDE: Institute of Developing Economics) ให้ไปทำวิจัยที่ประเทศญี่ปุ่น โดยมีอาจารย์ชินนิอิชิ ชิเกโตมิ (Dr.Shiniishi Shigetomi) (คุณชินหรือพี่ชินของนักวิชาการไทย) เป็นผู้ดูแล จึงได้ไป “มองชนบทญี่ปุ่น” เพื่อที่จะหันกลับมามองสังคมไทยในสายตาที่ต่างไปจากเดิม


มองชนบทญี่ปุ่น (2)

ใต้กระแส : อรรถจักร สัตยานุรักษ์ กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 05 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ชนบทญี่ปุ่นเป็นชุมชนที่มีพลวัตอย่างยิ่ง พลังของพลวัตนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากศักยภาพของชุมชนเกษตรเพียงอย่างเดียว หากขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงของสังคมเมือง ที่สัมพันธ์อยู่กับชนบทด้วย

ความเปลี่ยนแปลงในการผลิตการเกษตรญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา ที่สำคัญ ได้แก่ การเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างการผลิตการเกษตรในชนบทกับผู้บริโภคในเมือง โดยเฉพาะการผลิตสินค้าเกษตรปลอดสารพิษ ความเปลี่ยนแปลงนี้สัมพันธ์อยู่กับหลายฝ่ายด้วยกัน เริ่มจากคนในเขตเมืองเริ่มตระหนักถึงปัญหาทางด้านสุขภาพจากการบริโภคพืชผักที่ใช้สารเคมีมากขึ้น พร้อมกันนั้นพลังที่สำคัญของหน่วยทางสังคมเศรษฐกิจญี่ปุ่น คือ สหกรณ์ผู้บริโภค ได้เห็นถึงความต้องการนี้และได้จัดตั้งสหกรณ์ผู้บริโภครูปแบบใหม่ขึ้นมา ที่เข้าไปทำหน้าที่สนับสนุนและควบคุมการผลิตพืชผักปลอดสารเคมี และทำหน้าที่สำคัญในการ "ขายตรง" ให้แก่ผู้บริโภคในเขตเมืองที่เข้ามาสมัครเป็นสมาชิก ด้วยวิธีการทั้งการเคาะประตูและอำนวยความสะดวก ในการส่งผักปลอดสารเคมีถึงบ้าน และการโฆษณาผ่านสิ่งพิมพ์เพื่อสมาชิกและอินเทอร์เน็ต กล่าวง่ายๆ ก็คือ เกิดตัวกลางที่ทำให้อุปสงค์และอุปทานมาพบกันนั้นเอง

สหกรณ์ผู้บริโภคที่ทำการเชื่อมตลาดเกิดขึ้นมากมายหลายแห่ง แต่ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่ม Pal-System ซึ่งสามารถขยายสมาชิกจากจำนวน 1,812 คน ยอดขาย 159 ล้านเยน ในปี พ.ศ. 2530 มาเป็น 104,448 คนในปี พ.ศ. 2535 ยอดขายเป็น 26,307 ล้านเยน (การทำงานและการปรับตัวของสหกรณ์ผู้บริโภคญี่ปุ่นเป็นเรื่องสำคัญมากครับ น่าจะหานักญี่ปุ่นศึกษามาศึกษาวิเคราะห์เจาะลึกสักกลุ่มหนึ่ง เพื่อจะหารูปแบบในการสร้างองค์กรลักษณะนี้ในสังคมไทย หากผมมีโอกาสและหาความรู้ได้พอก็จะขอเขียนถึงการพัฒนาสหกรณ์ผู้บริโภคนี้สักครั้ง)

ครอบครัว Hijikata โดยคุณ Iwao และภรรยา คือ คุณ Kazue แห่งหมู่บ้าน Kumige ได้ตัดสินใจเข้าร่วมกับ Pal-System เมื่อสิบกว่าปีก่อน พร้อมกับดึงเอาลูกชายเข้ามาร่วมในกระบวนการผลิตเพื่อเชื่อมต่อตลาดในเมืองด้วยกัน โดยใช้พื้นที่ที่สูงที่ไม่เหมาะสมในการปลูกข้าวมาสู่การปลูกผักปลอดสารเคมี ผลผลิตประมาณร้อยละแปดสิบส่งถึงมือผู้บริโภคผ่าน Pal-System อีกร้อยละยี่สิบผ่านไปสู่ตลาดซูเปอร์มาร์เก็ต

การปลูกผักปลอดสารเคมีของครอบครัว Hijikata ผ่านการควบคุมของ Pal-System ได้สร้างชื่อเสียงและหลักประกันให้แก่ผู้บริโภค ผักที่ส่งไปสู่ซูเปอร์มาร์เก็ต ก็จะติดรูปของครอบครัวพร้อมทั้งบาร์โค้คที่แสดงการประกันคุณภาพของผักที่ครอบครัวได้ปลูกขึ้น ซึ่งผู้บริโภคสามารถที่จะตรวจสอบคุณภาพของผักได้ในทันทีที่ซื้อ

การขายให้แก่ Pal-System นั้น ไม่ได้ก่อกำไรมากมายนัก แต่เป็นการผลิตที่มีประโยชน์แก่ผู้บริโภค คุณ Iwao ได้กล่าวบอกว่าเขารักที่จะปลูกผักปลอดสารเคมี เพราะอยากจะลงแรงผลิตสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่คนกิน ซึ่งแสดงให้เห็นชัดถึงความพิถีพิถันของทั้งครอบครัวในกระบวนการผลิต ก่อนที่จะจัดลงในหีบห่อเพื่อส่งซูเปอร์มาร์เก็ตนั้น มีกระบวนการการทำความสะอาดผักอย่างดี และสะอาดสะอ้าน กล่าวได้ว่า ความสำนึกของความเป็น "ช่างฝีมือ" ที่ต้องทำให้ดีที่สุดขยายมาสู่การปลูกผักสมัยใหม่ด้วยเช่นกัน

ชุมชนมีส่วนในการช่วยการปลูกผักปลอดสารเคมีนี้เช่นกัน เพราะในพื้นที่ที่ไม่ห่างไกลกันนัก ก็มีเกษตรกรที่ยังคงปลูกพืชผักที่ใช้สารเคมีอยู่ แต่ด้วยความสัมพันธ์ที่มีมานาน และความสำนึกร่วมกันของชุมชน ทำให้เพื่อนบ้านก็ยอมรับในการปลูกผักปลอดสารเคมีของคุณ Iwao ด้วยการหลีกเลี่ยงไม่ใช้สารเคมีในบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่แปลงผัก คุณ Iwao ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ทำนอง ว่า ขอร้องกันได้ เพราะหากมีสารเคมีปนเปื้อนแม้ในดินที่เป็นแปลงผักก็จะปลูกไม่ได้

ความระแวดระวังในการทำให้การปลูกผักปลอดสารเคมีนั้นเข้มงวดมากทีเดียว คุณ Iwao เป็นคนสูบบุหรี่แต่ไม่ทิ้งก้นบุหรี่ (ซึ่งใบยาอาจจะปนเปื้อนสารเคมี) ในบริเวณแปลงที่ผักกำลังเติบโต รวมทั้งการปลูกผักปลอดสารเคมีซึ่งต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์เท่านั้น ซึ่งครอบครัว Hijikata ก็ได้มีส่วนพื้นที่สำหรับหมักปุ๋ยธรรมชาติไว้ส่วนหนึ่ง

ครอบครัว Hijikata ได้พาพวกเราเดินชมในบริเวณแปลงปลูกผักหัวผักกาดและแครอท จำนวนพื้นที่ประมาณหกไร่ และได้อธิบายให้เราได้เห็นถึงกระบวนการเลือกสรรผักที่จะส่งให้แก่ผู้บริโภคว่าเคร่งครัดต่อคุณภาพขนาดใด หากรูปทรงของหัวผักกาดหรือแครอทไม่งาม อาทิเช่น มีปูดปมเกิดขึ้น ก็จะถูกดึงเพื่อทำปุ๋ย คุณ Kazue ดึงเอาหัวแครอทมาจากดิน ปัดที่เปื้อนดินออกและให้เราชิมสดๆ ต้องยอมรับครับว่า หวานแบบธรรมชาติจริงๆ (คุณ Kazue เรียนภาษาไทยได้หนึ่งคำในวันนั้น คือ คำว่าหวาน)

ความสำเร็จของการปลูกผักปลอดสารเคมีของครอบครัว Hijikata ทำให้รูปและเรื่องราวคุณ Iwao ตีพิมพ์ในหนังสือแค็ตตาล็อกและออกรายการโทรทัศน์รายการโฆษณาของ Pal-System ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผู้ที่สามารถผลิตผลผลิตที่มีคุณภาพสูง และความสำเร็จนี้ได้ดึงเอาลูกชายให้สามารถทำงานร่วมกับครอบครัวต่อไปได้ ไม่ต้องออกไปทำงานนอกชุมชน

สหกรณ์ผู้บริโภคในสังคมญี่ปุ่นมีความเข้มแข็งมาก และมีการขบคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะทำกิจกรรมอะไรที่จะเอื้อประโยชน์ทั้งแก่สมาชิกและสังคม การคิดถึงการเชื่อมต่อผู้ผลิตการเกษตรกับผู้บริโภคชนชั้นกลางในเมือง เป็นรูปแบบหนึ่ง ในเมืองใหญ่ๆ เราจะเห็นว่าสหกรณ์ผู้บริโภคใหญ่โต และมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจสังคมอย่างมากมาย และหลากหลาย

ความจำเป็นของประเทศไทย ก็คือ การเรียนรู้เพื่อนบ้านหรือมิตรประเทศให้มากขึ้น มิใช่เพียงเพื่อเข้าใจประเทศนั้นๆ หากแต่ความรู้สังคมอื่นกลับจะส่องแสงให้เราเข้าใจสังคมเราดีขึ้นด้วย