หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
สหรัฐ นโยบายเก่าเสนอใหม่

โลกทรรศน์ อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 29 ฉบับที่ 1513

นับตั้งแต่ นางฮิลลาลี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐได้เดินทางเยือนภูมิภาคเอเชียนาน 2 สัปดาห์แล้วใช้เวทีการประชุมอาเซียนที่ภูเก็ตประกาศว่า สหรัฐอเมริกากลับมาแล้ว คำประกาศดังกล่าวดูเหมือนตั้งใจชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางนโยบายของประธานาธิบดี บารัก โอบามา กับนโยบายของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช

ความแตกต่างทางนโยบายระหว่างสองรัฐบาลนี้ควรเน้นในนโยบายสำคัญที่มีอย่างน้อยในสองประการคือ นโยบายการต่อต้านการก่อการร้ายและนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน เมื่อมองทั้งสองประเด็นนี้ในภาพกว้างเป็นที่น่าสังเกตว่า นี่อาจจะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่สิ่งประดิษฐ์ทางการทูตและการป้อยอมีมากกว่าการเปลี่ยนแปลงในสาระ

ความคิดทางทหารแบบเก่ามี

นักวิชาการด้านการต่างประเทศชั้นนำจำนวนไม่น้อยอธิบายว่านโยบายของสหรัฐในช่วง 8 ปีที่ผ่านมาถูกครอบงำด้วย ความคิดทางทหารแบบเก่า แต่ถูกนำมาเสนอให้ในรูปแบบ ภาษาและวิธีการใหม่ เป็นที่เชื่อกันว่า จุดท้าทายอัฟกานิสถาน เป็นนโยบายหลักที่ครอบงำนโยบายอื่นๆ ของสหรัฐทั้งหมดในรอบสองทศวรรษ รวมทั้งยังคงครอบงำนโยบายของนายโอบามา และ นางฮิลลาลี่ คลินตัน ด้วย

ปัญหาอัฟกานิสถาน ยังเป็นหัวใจทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐและพันธมิตร การต่อสู้กับกลุ่มกองกำลังตอลิบันยังคงเป็นเป้าหมายหลักทางนโยบายและยุทธศาสตร์ทางทหารของสหรัฐ ในรอบ 8 ปีที่ผ่านมามีการถกเถียงประเด็นเล็กๆ เกี่ยวกับการผลักดันให้มีการเพิ่มงบประมาณทางทหารเพิ่มขึ้น การปรับใช้ยุทโธปกรณ์ เช่น เฮลิคอปเตอร์ การใช้หน่วยรบกึ่งพลเรือนกึ่งทหาร แต่การโต้แย้งทางนโยบายเหล่านี้ในผู้นำทางทหารเป็นเพียงการปรับยุทธวิธีทางทหารเล็กๆ เท่านั้น ยิ่งมองยุทธศาสตร์ในภาพกว้าง สงครามในอัฟกานิสถานเป็นยุทธศาสตร์ใหญ่ครอบคลุมการทำสงครามและการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในอิรัก เลบานอน โซมาเลีย เป็นยุทธศาสตร์ทางการทหารเพื่อต่อต้านการก่อการร้ายที่ครอบคลุมภูมิภาคตะวันออกกลางและอัฟริกาเหนือ

แนวคิดทางการทหารดังกล่าวพัฒนามาตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 ที่พยายามใช้ความสามารถทางด้านทหารและหน่วยรบเฉพาะกิจ แต่แนวคิดนี้ได้รับการสานต่อโดยรัฐบาลของประธานาธิบดี จอร์ช ดับเบิลยู บุช ทั้งนี้ ประเด็นวาระนีโอคอนเซอร์เวทีฟ (Neo Conservative agenda)ได้เผยตัวตนออกมาโดยมีเป้าหมายทางนโยบาย และโครงการทางด้านการทหารอีกมากมายที่แสดงความแข็งขันเพื่อสร้าง ศตวรรษใหม่ ในระบบความมั่นคงโลก ที่ปกป้องโดยอภิมหาอำนาจเดี่ยวและไม่มีคู่แข่งขัน

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ 9/11 เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสั่นสะเทือน และก่อปฏิกิริยาให้มีการเตรียมการทางด้านการทหารครั้งใหญ่ ของสหรัฐ และพันธมิตร จนในที่สุด เหตุการณ์ดังกล่าวได้ผลักให้สหรัฐตกเข้าไปอยู่ในการทำสงครามที่ยาวนานและขมขื่นจนตราบเท่าทุกวันนี้ ผลของสงคราม ยังขยายวงกว้างออกไป ที่ชัดเจนคือ ความเสี่ยงต่อ ปัญหาความไร้เสถียรภาพในปากีสถาน ความเสี่ยงจากการเข้าโจมตีอย่างต่อเนื่องของกลุ่มอัลไคด้าอันก่อให้เกิดความแตกแยกภายในและลึกซึ้งในหลายๆ ประเทศ

ดังนั้น แนวคิดทางทหารและการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐจึงยังคงยึดเอานโยบายเดิมคือการทำสงครามในรูปแบบเก่า เช่น การก่อสร้างค่ายทหารทางตอนใต้อิสราเอล การทดลองและผลิตอาวุธโดยใช้งบประมาณทางทหารจำนวนมาก และการเตรียมการด้านการต่อต้านการก่อการร้าย การใช้กองกำลังทหาร-พลเรือน การรณรงค์ต่อต้านการก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆ

การต่อต้านการก่อการร้ายและการทำสงครามเป็นนโยบายหลักของสหรัฐที่ต่อเนื่องนับจากปี 2001 เป็นต้นมา ดังนั้น การจะกลับมาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้งของสหรัฐจึงถูกตั้งคำถามตั้งแต่ต้นว่า การทำสงครามการต่อต้านการก่อการร้ายยังคงเป็นหัวใจของนโยบายเช่นเดิมใช่หรือไม่

นโยบายเก่า สงครามต่อต้านการก่อการร้าย

แทบจะทันทีของการเยือนเอเชียของนาง ฮิลลาลี่ คลินตัน คำถามเกี่ยวกับนโยบายการต่อต้านการก่อการร้ายของรัฐบาลสหรัฐก็ดังขึ้นจากหลายฝ่าย แต่นโยบายของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐคนใหม่กลับเงียบงันในเรื่องนี้ สิ่งที่ประกาศออกมากลับเป็นการให้ความสำคัญต่อปัญหานิวเคลียร์และปัญหาเกาหลีเหนือ สิ่งนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่เป็นความเงียบคือการคงไว้ซึ่ง นโยบายการต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐ

โครงสร้างความสัมพันธ์ของสหรัฐต่อรัฐบาลชาติต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่เปลี่ยนแปลงเลย ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับรัฐบาลอินโดนีเซียหลังยุคสิ้นสุดซูฮาร์โต (Post-Suharto) ยังคงเหมือนเดิม

รัฐบาลอินโดนีเซียที่ประกอบด้วยอดีตนายทหารที่ภักดีกับระบอบซูฮาร์โต ผู้นำพรรคการเมืองที่สนิทกับวอชิงตันและผู้นำศาสนาที่ใกล้ชิดกับกลุ่มอำนาจในอินโดนีเซีย ทำให้นโยบายการต่อต้านการก่อการร้ายในอินโดนีเซียยังต่อเนื่อง

การเคลื่อนไหวของกลุ่มศาสนาหัวรุนแรงยังสร้างความหวาดกลัวให้กับสหรัฐแต่ผู้นำทหารสหรัฐ ก็ปล่อยปละละเลยให้ผู้นำทหารอินโดนีเซียใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือในการข่มขู่ และฆ่าชาวบ้านและชนเผ่าอื่นในอัมบล อาเจย์ สุมาตราก็ยังเกิดขึ้น รวมทั้ง การใช้ข้ออ้างการก่อการร้าย เพื่อเข้าปล้นเอาทรัพยากรธรรมชาติตามพื้นที่ต่างๆ ที่ยังอุดมสมบูรณ์ของอินโดนีเซีย มีหลายครั้งได้ใช้ข้ออ้างนี้รับเงินค่าคุ้มครองจากบริษัทต่างประเทศที่ลงทุนด้านทรัพยากรธรรมชาติในอินโดนีเซีย เช่น FREEPORT เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้เอง ความเงียบของรัฐบาลสหรัฐฯต่อปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงดังจนแสบแก้วหูและยังคงเป็นเช่นนี้อยู่ต่อไป รัฐบาลสหรัฐ อาจจะไม่พอใจรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนขององค์กรสิทธิมนุษยชนแต่การเคลื่อนไหวต่างๆ ทางด้านสิทธิมนุษยชนอาจจะทำให้ภาพลักษณ์ของทั้งรัฐบาลสหรัฐ และรัฐบาลท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดูดีขึ้น

ความกระตือรือร้นขององค์กรสิทธิมนุษยชนในอินโดนีเซีย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในอินโดนีเซีย และในประเทศไทยนับเป็นการเคลื่อนไหวที่ทำให้ปัญหาสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคนี้ดูดีขึ้นแต่องค์กรเหล่านี้กลับมีข้อจำกัดในหลายๆ ด้าน

เช่น ในกรณีอินโดนีเซียคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนมักจะเป็นกลุ่มคนที่ใกล้ชิดกับพรรคการเมืองและผู้นำทางการเมือง

ในทางตรงกันข้าม ความคืบหน้าการเอาผู้กระทำผิดในการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอินโดนีเซียเกือบจะไม่มีเลย คดีต่างๆ ค้างอยู่ในศาล มีการเอาทหารที่ยิงประชาชนเข้ารับโทษน้อยมาก ในเวลาเดียวกัน ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ของคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังปรากฏให้เห็นอยู่ พร้อมกับการประกาศใช้กฎอัยการศึกเพื่อใช้กับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

รัฐบาลไทยในทุกรัฐบาลต่างอ้างปัญหาการก่อการร้าย มีการจับคุมผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวพันกับการก่อการร้ายเป็นจำนวนมากภายใต้กฎหมายอันนี้ มีการอ้างที่เชื่อมโยงกับปัญหาความมั่นคงแห่งชาติ

แต่การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นทั้งในอินโดนีเซียและไทย กลับไม่ได้อยู่ในความสนใจ ของผู้นำในกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ  รวมทั้งนางฮิลลาลี่ คลินตันด้วย

โครงสร้างความสัมพันธ์สหรัฐ-ไทยเป็นความสัมพันธ์ที่รัฐบาลสหรัฐและไทยต่างประนีประนอมผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย การเป็นพันธมิตรนอกองค์การนาโต้ (Non-NATO Alliance)ของไทยช่วยตอบสนองการทำสงครามการต่อต้านการก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐ การร่วมมือทางทหารกับรัฐบาลสิงคโปร์ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางทหารให้กับทั้งไทยและสหรัฐในภูมิภาคนี้

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้นำสหรัฐมีความแนบแน่นกับชนชั้นนำทางนโยบายและชนชั้นนำทางสังคมของไทย การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ไม่กระทบโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงเป็นความปราถนาของทั้งสองฝ่าย ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนจึงเป็นความเงียบที่รัฐบาลวอชิงตันเลือกใช้เหมือนกับที่เลือกใช้มาแล้วในสิงคโปร์และมาเลเซีย

การต่อต้านคืออุดมการณ์ที่คลุมเครือเหมือนๆ กับความมั่นคงแห่งชาติ แต่ทั้งสองอุดมการณ์ก็ใช้ได้ดีกับโลกทัศน์จอมปลอมของชนชั้นนำสหรัฐและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หน้า 26