ความยากจน-ไม่เสมอภาค ผลพวงปัญหาประชากรล้นโลก

คอลัมน์ World Wide Watch   ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 16 ธันวาคม 2545

ดิ อีโคโนมิสต์รายงานล่าสุดถึงสถาน การณ์ความยากจนของประเทศทั่วโลกว่า สถิติและตัวเลขต่างๆ ที่แสดงออกมาบ่งบอกถึงความน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เมื่อพบว่าปัจจุบันครึ่งหนึ่งของประชากรโลกมีชีวิตอยู่ด้วยเงินน้อยกว่า 2 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ประชากรอีกเป็นพันล้านคนมีชีวิตรอดได้ด้วยเงินน้อยกว่า 1 เหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ ในอีก 50 ปีข้างหน้า ประชากรในกลุ่มประเทศยากจนที่สุดจะเพิ่มขึ้น 3 เท่า เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั่วโลก และที่น่าเป็นห่วงมากคือ ในทุกๆ วันประชากรประมาณ 14,000 คนจะติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคเอดส์ ทั้งนี้ ระหว่างปี 1996-1998 พบว่า 85% ของครูที่ทำงานในประเทศแอฟริกาตอนกลางเสียชีวิตด้วยโรคเอดส

จากรายงานล่าสุดของสหประชาชาติหรือ ยูเอ็น เรื่อง 'ประชาชน, ความยากจน และความเป็นไปได้' ระบุว่า เป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าควรรับมือกับความท้าทายในเรื่องความยากจนของโลกนี้อย่างไร โดยเมื่อดูจากเป้าหมายด้านการพัฒนาในยุคมิลเลนเนียมของยูเอ็นที่ประ กาศออกมาเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2000 จะเห็นได้ว่าหลายเรื่องทำได้ยากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายที่จะลดจำนวนประชากรยากจนทั่วโลกลงครึ่งหนึ่งภายในค.ศ. 2015 เช่นเดียวกับเป้าหมายที่ต้องการให้ประชากรทั่วโลกจนการศึกษาชั้นต้นภายในค.ศ. 2015 โดยเฉพาะเมื่อเกิดความเสี่ยงเรื่องการติดเชื้อเอชไอวีขึ้นกับครูผู้สอน

ทั้งนี้ แม้การปฏิบัติให้เป็นไปตามเป้าหมายดูจะไม่ใช่งานที่สามารถทำสำเร็จได้ง่ายๆ แต่ในรายงานดังกล่าวก็ยังแสดงถึงความหวังด้วยการชี้ถึงมาตรการที่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหาความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบุว่า บรรดาประเทศกำลังพัฒนาที่ลงทุนทางด้านการศึกษาและการดูแลรักษาสุขภาพ พบว่าจะมีอัตราการเกิดที่ลดลง ขณะที่ครอบครัวที่มีขนาดเล็กลงจะนำไปสู่การขยายตัวของจำนวนประชากรที่ช้าลง ผลที่จะตามมาคือ การลงทุนที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการออมและความสามารถในการผลิตที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ดี ดิ อีโคโนมิสต์มองว่า ขั้นตอนข้างต้นเมื่อพูดอาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ แต่การนำมาปฏิบัติให้ได้ผลเป็นวงกว้างออกไปยังคงเป็นเรื่องยากและต้องต่อสู้อีกมาก เพราะความล้มเหลวในการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรค หลายครั้งนำมาซึ่งการมุ่งให้ความสนใจไปด้านการรักษาเพียงอย่างเดียว ซึ่งนั่นหมายความว่าอัตราการเกิดของประชากรยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างรวดเร็ว โดยปกติแล้วจะตามมาด้วยความยากจนและความไม่เสมอภาค โดยเฉพาะในผู้หญิง

โดยสหประชาชาติประเมินว่า ในระหว่างปีค.ศ.1972-1994 ประมาณ 1 ใน 3 ของครอบ ครัวที่มีการวางแผนที่ดีกว่าจะมีอัตราการเกิดที่ลดลง ขณะที่ประเทศที่มีรายได้ต่อหัวอยู่ในระดับต่ำใช้เงินเฉลี่ย 21 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี สำหรับการรักษาสุขภาพ และส่วนใหญ่เป็นแผนในระยะสั้นมากกว่าที่จะเป็นการลงทุนเพื่อป้องกันในระยะยาวและการวางแผนครอบครัว

ในรายงานระบุว่า ใน ค.ศ. 2000 มีเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือโครงการที่เกี่ยวกับความยากจนเพียง 10.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งน้อยกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้อยู่ที่ 17 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ดิ อีโคโนมิสต์กล่าวว่า ความยากจนเป็นผลที่ตามมาซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากการขยายตัว ของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และไม่สามารถรักษาระดับให้คงที่ได้ ตามมาด้วยความไม่เสมอภาค ทั้งในเรื่องความแตกต่างด้านรายได้ และความแตกต่างระหว่างผู้ชาย และผู้หญิง ซึ่งปัจจุบันมีความกังวลว่าช่องว่างทั้งสองเรื่องดังกล่าว กำลังขยายตัวกว้างขึ้น นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในบางด้าน เช่น การศึกษา ยังส่งผลกระทบให้ช่องว่างกว้างขึ้นด้วย เพราะการใช้จ่ายด้านการศึกษาจะส่งผลดีต่อประชาชนบางกลุ่มในสังคม

ทั้งนี้ ดูเหมือนว่าผู้หญิงจะกลายเป็นผู้สูญเสียมากทื่สุด โดยพบว่ามีผู้หญิงที่ยากจนมากกว่าผู้ชาย และช่องว่างดังกล่าวขยายตัวกว้างขึ้น นอกจากนี้ปัจจุบันครึ่งหนึ่งของผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อเอชไอวีเป็นผู้หญิง เพิ่มขึ้นจาก 5 ปีที่ผ่านมาที่อยู่ระดับ 41% โดยในรายงานของยูเอ็นระบุว่า ในประเทศที่ยากจนที่สุดเช่นในภูมิภาค เอเชียใต้ พบว่าช่องว่างระหว่างความไม่เสมอภาค ทางเพศแคบลงช้ากว่าภูมิภาคอื่น

อย่างไรก็ดี ปัญหาเรื่องความไม่เสมอภาคเกิดขึ้นในประเทศร่ำรวยด้วยเช่นเดียวกัน เช่น ในอเมริกาที่อัตราการตายอยู่ในระดับเดียวกับประเทศ คิวบา และสูงกว่าประเทศในสหภาพยุโรปส่วนใหญ่ เพราะแม้ว่าทวีปอเมริกาจะใช้จ่ายด้านการรักษาสุขภาพต่อหัวเป็นจำนวนมากในหลายๆ ประเทศ แต่การกระจายเงินดังกล่าวก็ไม่สามารถเข้าไปได้ทั่วถึงทั้งหมด

สุดท้าย ดิ อีโคโนมิสต์ มองว่า วิธีที่จะจัดการ กับปัญหาความยากจนและความไม่เสมอภาคที่เพิ่มขึ้น รวมถึงปัญหาจำนวนประชากรที่สูงขึ้น คือ ในขณะที่ประเทศร่ำรวยเป็นผู้บริจาคเงินจำนวนมากขึ้นนั้น ในส่วนของประเทศยากจนก็ควรที่จะนำเงินดังกล่าวไปใช้จ่ายอย่างมีแบบแผนและโปร่งใสมากขึ้น

อย่าให้เป็นเหมือนในรายงานที่ระบุว่า บรรดาประเทศที่ตั้งมาตรฐานในเรื่องต่างๆ ไว้ในระดับสูงสุด บ่อยครั้งมักจะกลายเป็นผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือน้อยที่สุด ตรงข้ามกับประเทศที่อยู่ในสถานะที่ต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างมาก แต่กลับไม่นำสิ่งที่ได้รับไปใช้อย่างเต็มที่และอย่างที่ควรจะเป็น

 

กลับหน้าแรก