ภาพเขียน 3 พันล้านบาท

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ   มติชนรายวัน 18 กรกฎาคม 2545 

ข่าวใหญ่เกี่ยวกับ การประมูลงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ราคาถึง 3 พันล้านบาท สูงจนขนลุก เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ทำให้นึกถึงว่า เหตุใดจึงมีคนกล้าให้ราคาสูง แก่งานศิลปะหนึ่งชิ้นเช่นนั้น

ภาพเขียนชื่อ THE MASSACRE OF THE INNOCENTS โดย PETER PAUL RUBENS จิตรกรชั้นยอด ของโลกชาวเฟลมมิช เพิ่งถูกค้นพบ เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีผู้ประมูลไป ในงานประมูลของ SOTHEBY'S  ที่ลอนดอนในราคา ประมาณ 49 ล้านปอนด์ หรือ 76 ล้านเหรียญสหรัฐ (3.1 พันล้านบาท) โดยนักสะสมเอกชน ผู้ไม่เปิดเผยนาม

ราคานี้ถือว่าทะลุโลก เพราะคาดว่าจะประมูลได้ ในราคาประมาณ 6 ล้านปอนด์ ราคาประมูลของภาพนี้ ถือว่าสูงที่สุด ที่เคยมีการประมูลกันมา ในลอนดอน (ซื้อขายกันธรรมดา หรือประมูลกันที่อื่น เช่นนิวยอร์ก มีราคาสูงกว่านี้) สถิติก่อนหน้านี้ คือการประมูลภาพ SUNFLOWERS ของ VINCENT VAN GOGH ในปี 1987 ในราคา 22.5 ล้านปอนด์

จำได้ว่าครั้งนั้น เศรษฐีน้ำมันจากเท็กซัส อยากได้มาก แต่ก็ถูกตัดหน้าไป ด้วยการเสนอราคา ที่ก้าวกระโดด โดยผู้ซื้อจากโตเกียว คนอเมริกันตะลึงว่า คนญี่ปุ่นรวยขนาดนั้นเชียวหรือ แต่นักเศรษฐศาสตร์ ที่ความจำดีคงนึกออกว่า การซื้อในครั้งนั้น เท่ากับว่าคนญี่ปุ่นได้ไปใน "ครึ่งราคา" เพราะช่วงเวลาก่อนหน้าไม่นาน  ค่าเงินเยนแข็งขึ้นมาจาก 280 ต่อหนึ่งเหรียญ เป็น 140 เยนต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐ  (เมื่อก่อนต้องใช้ 280 เยน มาแลกถึงจึงได้หนึ่งเหรียญ เมื่อมาประมูลภาพนี้ แค่เอามา 140 เยน ก็แลกได้หนึ่งเหรียญสหรัฐแล้ว) ภายใต้ข้อตกลง PLAZA ACCORD  ซึ่งมีผลอย่างสำคัญ  ทำให้เกิดบูมเศรษฐกิจ ขึ้นมาครั้งใหญ่ ในตอนครึ่งหลัง ของรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า  ภาพของ RUBENS ชิ้นนี้ที่ว่ามีราคาสูงแล้ว ยังมีสูงกว่านี้อีกสองภาพ จากการประมูลสูงสุด ในประวัติศาสตร์คือภาพของ VAN GOGH ชื่อ PORTRAIT OF DR. GACHET ราคา 82.5 ล้านเหรียญสหรัฐ และรองมา คือภาพของ RENOIR ชื่อ AU MOULIN DE LA GALETTE ราคา 78.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ประมูลในปี 1990 ทั้งสองภาพ

"THE MASSACRE OF THE INNOCENTS"  ของ RUBENS เป็นที่ฮือฮากันมาก ในประวัติความเป็นมา เพราะกว่า 200 ปี ที่ถือกันว่าภาพนี้ เป็นผลงานของจิตรกรชื่อ JAN VAN DEN HOECKE จนกระทั่งสองสามเดือนก่อน เมื่อเจ้าของนำภาพไปให้ผู้เชี่ยวชาญของ SOTHEBY'S  (บริษัทประมูลใหญ่ของโลก) พิสูจน์จึงแน่ใจได้ว่า  เป็นผลงานของ RUBENS ภาพนี้ เป็นสมมุติของครอบครัวเดียวกัน มาตั้งแต่ปี 1920 โดยซื้อมาจากเอเย่นต์ ที่ได้มาจากครอบครัว เจ้าใน LIECHTENSTENIN ซึ่งเป็นเจ้าของ มาตั้งแต่ประมาณ ค.ศ.1700 ในครั้งแรก เมื่อครอบครัวเจ้าได้มา ก็ระบุว่าเป็นของ RUBENS แต่ต่อมา เกิดความสับสนเข้าใจผิดว่า เป็นของจิตรกรคนอื่น

ภาพนี้เขียนขึ้น ระหว่าง ค.ศ.1609-1611 เป็นภาพบรรยายเหตุการณ์ ฆาตกรรมหมู่เด็กทารก ที่เกิดขึ้นเมื่อ KING HEROD ตอนต้นคริสต์ศักราช  สั่งให้ฆ่าเด็กแรกเกิดทุกคน เพื่อไม่ให้ MESSIAH (หรือผู้ที่จะมาเกิด เพื่อแก้ไขปัญหาของโลก ตามคำทำนาย ซึ่งหมายถึงพระเยซู) มาเกิดได้

เมื่อวันก่อน ก็มีข่าวอีกว่าค้นพบภาพสเกตช์  ด้วยชอล์กขนาด 17 คูณ 10 นิ้ว เขียนขึ้น ระหว่าง ค.ศ.1530-1540 ของ MICHELANGELO โดยบังเอิญ  ในกล่องเก็บของจิปาถะ ของพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง ในสหรัฐอเมริกา เชื่อว่ามีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อ 60 ปีก่อน พิพิธภัณฑ์ซื้อมาในราคา 60 เหรียญสหรัฐ จากอังกฤษ ที่ตื่นเต้นก็เพราะ  ทั้งสหรัฐอเมริกามีเพียง 6 สถาบันสาธารณะเท่านั้น  ที่มีผลงานของ MICHELANGELOS   สุดยอดจิตรกร และปฏิมากรคนหนึ่งของโลก

เหตุใดภาพเขียนศิลปะเหล่านี้  จึงมีราคาสูงลิบลิ่ว ? ตอบง่ายๆ ว่าคงคล้ายพระเครื่องของไทยกระมัง เนื่องจากแต่ละชิ้น มีลักษณะเฉพาะตัว ไม่เหมือนใคร และไม่มีซ้ำใครในโลก  หรือจักรวาล ถ้าผู้ต้องการซื้อ เสนอราคา ตรงกับระดับราคา ที่ผู้ขายยินดีรับ  การซื้อขายก็เกิดขึ้น มูลค่าทางการเงิน ของภาพก็เกิดขึ้นตามราคา ที่มีการซื้อขายกันจริง

อย่างไรก็ดี หลังจากภาพ ถูกระบุราคา หรือมูลค่าแล้ว มันก็มิได้หยุดนิ่ง มีทางโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น ตามดีมานด์ที่มีต่อภาพนี้ ที่พุ่งสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยมีสองปัจจัยที่แฝงอยู่ข้างหลัง คือความสามารถที่จะซื้อได้ และความตั้งใจจริง ที่จะซื้อผลักดัน

ในการเจริญเติบโต ของเศรษฐกิจโลก อำนาจซื้อที่แท้จริงของทั้งโลกโดยรวมจะเพิ่มขึ้น ถึงแม้บางประเทศอาจลดลง หรือเพิ่มขึ้นก็ตามที เศรษฐีใหม่เกิดขึ้นทุกวัน (คงไม่ต้องบอกว่า แล้วก็มีเศรษฐีเก่า ดับเช่นเดียวกันทุกวันด้วย) พร้อมกับความร่ำรวย ที่เพิ่มพูนขึ้น และการร่ำรวย ของคนจำนวนมาก ที่เพิ่มขึ้นจากทั้งคนเก่า และคนใหม่ ก็ส่งผลให้เกิดความปรารถนา และความตั้งใจจริง ที่อยากจะได้ศิลปะวัตถุ  ที่มีจำนวนจำกัดอย่างยิ่งเหล่านี้ ในโลกมาครอง ไม่ว่าจะเป็นเพราะรสนิยมที่สูงขึ้น การได้หน้าได้ตาในสังคม หากที่บ้านมี ปิกัสโซ่หรือ RUBENS หรือ VAN GOGH  สักชิ้น ดังนั้น เราจึงเห็นราคาของภาพเหล่านี้พุ่งสูงขึ้นทุกวัน

เมื่อของมีจำกัด และเศรษฐีเดิมก็เป็นเจ้าของอยู่แล้ว (ยาจกคงไม่มีโอกาส ได้เป็นคนครอบครอง ยกเว้นแต่ฟลุกมีอยู่โดยไม่รู้ตัว) การจะได้ภาพเหล่านี้ มาครองจึงต้องจ่ายเงินที่สูงอย่างยิ่ง และถึงแม้พร้อมที่จะจ่ายราคาสูงยิ่ง แต่ก็หา "ของ" ไม่ได้ง่ายนัก เมื่อหลุดมาหนึ่งชิ้น ก็ยังต้องไปแย่งประมูล  กับคนอื่นๆ อีก ซึ่งประกอบไปด้วย เอเย่นต์ตัวแทนเศรษฐกิจอื่นๆ พิพิธภัณฑ์ และสถาบันศิลปะทั่วโลก มูลนิธิ สถาบันการเงิน บริษัทยักษ์ใหญ่นานาชาติ ฯลฯ (ในตอนท้าย ของการประมูลภาพของ RUBENS ดังกล่าว มีคนประมูลอยู่ 5 รายเมื่อราคาเกิน 25 ล้านปอนด์ และเหลือ 3 เมื่อถึงราคา 40 ล้านปอนด์)

นอกจากเหตุผล ของรสนิยมและ EGO ในการมีภาพพวกนี้ในครอบครองแล้ว การที่แน่ใจได้ว่า ภาพศิลปะของจิตรกรชิ้นเอกของโลก จะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลา ทำให้เกิดความต้องการ สะสมภาพเหล่านี้ เพื่อเป็นการลงทุน ที่ให้ผลตอบแทนสูง และมีหน้ามีตาในสังคมพวก EGO ไปในเวลาเดียวกัน คนที่จะได้กินฮอส หลายต่ออย่างนี้  ก็ต้องมีเงินมากๆ มีความรู้เรื่องศิลปะ มีรสนิยม และมีที่เก็บรักษาด้วย

การลงทุนในรูปภาพศิลปะ  มีประโยชน์ ในการกระจายความเสี่ยง กล่าวคือไม่ลงทุนในหมู่บ้าน พันธบัตรตราสารการเงินอื่นๆ กิจการธุรกิจ ฯลฯ เท่านั้น เพราะหาผลตอบแทนผันผวน ไปในทางลบบ้างบวกบ้างคละกันไป  ก็จะไม่เกิดความเสียหายมากมายขึ้นได้

การเก็งกำไร รูปภาพศิลปะของจิตรกรคนสำคัญ หรือมีทางโน้มว่า จะมีความสำคัญในอนาคต จึงช่วยผลักดัน ให้รูปภาพมีมูลค่าสูงขึ้น อยู่ตลอดเวลาอย่างไม่หยุดยั้ง จิตรกรที่มีประวัติโลดโผน น่าสนใจ มีชื่อเสียง มีสไตล์การเขียนภาพ เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนทั่วโลกเช่น VAN GOGH หรือ RENOIR จึงทำให้รูปภาพของเขามีราคาสูงลิ่ว

ภาพของจิตรกร ผู้มีชื่อเสียงใด ที่มีประวัติความเป็นมาไม่ธรรมดา และภาพที่มีความงดงาม และมีความสำคัญ เชิงประวัติศาสตร์ หรือศาสนาของบางยุค เช่นภาพนี้ของ RUBENS จึงมีมูลค่าสูงผิดปกติ

ความขาดแคลนหรือ SCARCITY ของ เศรษฐศาสตร์ โดยแท้จริงแล้ว เป็นตัวอธิบายว่า เหตุใดภาพศิลปะเก่าแก่ ของจิตรกรมีชื่อเสียงของโลก จึงมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นแหล่ง ของการลงทุนเช่นเดียวกับ ไวน์ราคาแพง ของเก่าที่หายาก พระเครื่อง พระพุทธรูป โบราณวัตถุ ฯลฯ

ด้วยเหตุฉะนี้ การจี้ปล้นโจรกรรม ลักลอบ ขุด ขโมยสิ่งเหล่านี้จึงเกิดขึ้นทั่วโลกไม่เว้นแต่ละวัน

สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

 

กลับหน้าเเรก

 

<noscript><!--webbot bot="HTMLMarkup" endspan -->